ทำไมจึงยังทำในสิ่งที่ทำอยู่?
มีครั้งหนึ่งที่เรานั่งรถไปกับพี่ พี่เราพูดขึ้นประมาณว่า “คนที่ทำอะไรเต็มที่ ทำงานของตัวเองต่อไปทั้งที่มองไม่เห็นโอกาสจะประสบความสำเร็จเลยสักนิด เค้าทำได้ยังไง ต้องใช้พลังใจชนิดไหน ต้องใช้ความเชื่อแบบไหน?”

มารู้ในภายหลังว่านั่นเป็นประโยคที่พี่พูดหลังโดนลูกค้าเบี้ยวไม่จ่ายเงินติดกันมาสองงาน 
ไม่รู้ว่าวันนั้น พี่เราพูดด้วยความรู้สึกแบบไหน 
แต่ถึงยังไง เราก็จำบทสนทนานี้ขึ้นใจไปแล้ว



คนที่ยังทำอยู่ แม้มองไม่เห็นโอกาสประสบความสำเร็จ ทำไมเขาถึงยังทำอยู่ ทำไมเขาถึงยังทำต่อไปได้?
จิตรกรไม่มีชื่อเสียง 
นักแสดงละครเวทีเล็กๆ 
ช่างฝีมือในหมู่บ้านนิรนาม 
และอีกหลากหลายความเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ในโลกที่กว้างใหญ่

ความเชื่อ? ความจำเป็น? หรือเหตุผลอะไร....

แค่ชอบ ไม่น่าใช่คำตอบ 
คำว่า “ชอบ” ไม่น่ามีอานุภาพรุนแรงพอที่จะทำให้ผ่านพ้นคืนวันของอุปสรรคเหล่านั้นมาได้





หลายปีมาแล้ว เราเคยจัดงานเทศกาลละครหุ่น มีโอกาสได้ร่วมงานกับคณะละครหุ่นที่ตระเวนเปิดการแสดงทั่วโลกหลายคณะ คณะที่ประทับใจเราที่สุดไม่ใช่คณะที่ประดิษฐ์หุ่นได้สวยที่สุดหรือเทคนิคการบังคับหุ่นอลังการที่สุด แต่กลับเป็นคณะเล็กๆ คณะหนึ่งที่มีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์สูงสุด กับอีกคณะที่เราสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณ
 
ถ้าให้ไล่รายนามอาชีพที่โตขึ้นเด็กอยากเป็น รับรองว่าคงไม่มีเด็กคนไหนตอบว่าอยากเป็น puppeteer หรือ puppet master แน่ ในกล่องบัตรคำศัพท์หมวดอาชีพไม่มีศัพท์คำนี้ และใครหลายคนก็คงสงสัยว่าของแบบนี้ทำเป็นอาชีพได้ด้วยเหรอ?



คณะเล็กๆ ที่นักแสดงมีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์สุดๆ เป็นคณะจากสิงคโปร์ นำโดยคุณแฟรงกี้ คณะนี้เป็นการแสดงละครหุ่นแบบร่วมสมัย ตัวหุ่นจะหน้าตาคล้ายๆ ตุ๊กตาทำจากผ้า ตัวสูงประมาณ 90 ซม. มีหุ่นเอลวิส เพรสลีย์กับหุ่นมาริลิน มอนโรด้วย

คนที่เราประทับใจก็คือคุณแฟรงกี้ เจ้าของคณะ เค้าเป็นคนชนิดที่เกิดมาเพื่อเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ 
เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า งานคือส่วนหนึ่งของชีวิต ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และหุ่นคือส่วนหนึ่งของชีวิต

เราชอบคุณแฟรงกี้มากถึงขนาดกด add friend ใน FB ติดตามการตระเวนขึ้นแสดงเวทีต่างๆ ทั่วโลก ตื่นเต้นตอนเค้าสร้างหุ่นตัวใหม่ๆ บางทีก็สร้างหุ่นไดโนเสาร์ บางทีก็สร้างสัตว์ประหลาด บางทีก็สร้างหุ่นสาวเซ็กซี่ใส่กี่เผ้า ไปออกรายการทีวีตามสถานีต่างๆ ในหลายประเทศ
 
ไม่ใช่ว่าชีวิตคุณแฟรงกี้ไม่มีเรื่องเศร้า แต่เค้าเป็น happy man
ไม่ว่าเค้าจะรู้สึกอย่างไร เค้าก็ยังหยิบหุ่นขึ้นมาเรียกรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะจากคนดูตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ได้หมด

การแสดงของคณะนี้ คนดูไม่ต้องเข้าใจภาษาอังกฤษเลยก็ยังได้ เพราะมันเป็นมุกแบบครอบจักรวาล คนชาติไหนก็เข้าใจได้ทั้งหมด

กับชีวิตเราที่ไม่ค่อยได้สัมผัสคนเป็นศิลปินมากนัก แต่เพราะเคยจัดงานที่เชิญคุณแฟรงกี้มาสองหน และทั้งสองครั้งที่ได้เจอ ได้ฟังเสวนา และชมการแสดง 
เรารู้สึกได้ว่า คนที่เป็นศิลปิน เค้าเป็นกันอย่างนี้นี่เอง



ข้ามประเทศไปอีกนิดหน่อย อีกคณะเป็นคณะใหญ่จากทางอินโดนีเซีย รายนี้เป็นคณะละครหุ่นเงาแบบอนุรักษ์นิยม มีคุณภรรยาผู้สื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นผู้จัดการคณะ

ตอนทำหน้าที่ติดต่อคณะนี้ เราค่อนข้างมึนงงกับข้อเรียกร้องในการจัดเตรียมข้าวของ ฉาก สถานที่ และน้ำหนักสัมภาระในการขนขึ้นเครื่องบินของคณะนี้มาก เนื่องจากงานที่จัด มันเป็นงานเทศกาลนานาชาติ เราจึงเห็นว่าทุกคณะจากทุกชาติ สามารถจัดการตัวเองภายใต้กรอบกติกาเดียวกันทั้งหมด (รวมทั้งคณะของไทยด้วย ความเป็นมืออาชีพของคณะละครหุ่นของไทยนี่เราขอปรบมือให้ ทุกคณะโปรมาก และการแสดงก็สนุกด้วย)

แต่เมื่อได้ดูผลงานการแสดงของคณะจากอินโดนีเซียก็เข้าใจ

เค้าไม่ได้เรื่องมากหรอก แต่เค้าแค่พยายามเก็บรักษาความดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้ถึงขีดสุด ชนิดว่าไม่โอนอ่อนผ่อนตามให้กับความเป็นไปของยุคสมัย

เขาขอต้นกล้วยที่พึ่งตัดสดใหม่ตอนเช้า 
(ในขณะที่คณะหนังตะลุงของไทยใช้หมอน/เบาะและเข็มปักเพื่อความง่ายและสะดวก)

เขาขอเวลาเซ็ทอัพเวที 1 ชั่วโมงเพราะขนฉากที่ใช้จริงในอินโดนีเซียมาเอง 
(ในขณะที่ประเทศอื่นจัดฉากเสร็จในเวลาน้อยกว่า 15 นาที เพราะใช้ฉากพับได้เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ช่วยรักษาเวลาเพื่อให้คนจัดงานรันคิวได้ตามกำหนดการ)

หรือกระทั่ง เขาขนเครื่องดนตรีพื้นบ้านทั้งหมดมาจากบาหลี ซึ่งมันมีทั้งบรรดากลอง แตร ปี่ จระเข้หรือขิม...สไตล์อินโด และสารพัดเครื่องดนตรีไม้ชิ้นโต พร้อมนักดนตรีครบวง 
(แน่นอนว่าทุกคณะจากทุกชาติ เค้าบันทึกเสียงเซฟใส่ธัมป์ไดร์ฟมาให้)


...แต่มันก็ไม่เหมือนกันหรอกนะ
 
ดนตรีสด ย่อมไม่เหมือนเพลงจากการเปิดแผ่น แล้วนับประสาอะไรจากการเปิดไฟล์

ในโรงละครสโลปมืดๆ ตอนบ่ายที่คนดูนั่งแน่นเต็มถึงแถวหลัง พ่อแม่ลูกนั่งกองกันเต็มบันไดทางเดิน บนเวทีมีเพียงแสงสลัว ฉากผ้าสีขาวขนาดใหญ่กับกลิ่นควันธูป เสียงเครื่องดนตรีโบราณและเสียงหวานครวญเพลงสวดแบบเดียวกับเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจากการเปล่งเสียงและร่ายรำของนักร้องสาวในชุดนางรำแปลกตา 
 
ฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว แอร์ในโรงละครอาจหนาว แต่ความขนลุกในขณะนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังจำได้ดี 
คนดูทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในการแสดง คำที่พอจะอธิบายการแสดงในบ่ายวันนั้นได้มีคำเดียว “ความศักดิ์สิทธิ์”



แน่นอนว่าในฐานะทีมจัดงาน คุณผู้จัดการคณะยังคงทำให้เราปวดหัวและหนักใจ แต่การแสดงจากคณะนี้ก็เป็นการแสดงที่นักแสดงละครหุ่นจากทุกคณะมาเฝ้าดู สำหรับผู้คนที่ทำงานในแวดวงเดียวกัน ได้ตระเวนไปแสดงตามที่ต่างๆ ทั่วโลกเหมือนกัน ย่อมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเจอหน้าค่าตากันอยู่เรื่อยๆ เมื่อนานทีปีหนมีโอกาสได้พบเจอกันสักครั้ง ก็ไม่แปลกที่จะแวะเข้ามาติดตามดูผลงานว่าฝีมือของคณะอื่นรุดหน้ากันไปถึงไหน 

กับบางคณะที่เน้นแสดงนวัตกรรมตื่นตาตื่นใจ 
กับบางคณะที่รักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้อย่างเคร่งครัด 
สิ่งที่คนดูสัมผัสได้ย่อมแตกต่าง

ไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน แต่อยู่ที่เค้าเลือกแล้วว่าจะเดินบนเส้นทางไหน
เพราะเมื่อขึ้นเวทีแสดง คนดูย่อมรับรู้ได้ 

ยิ่งเมื่อนักแสดงทุกคณะแสดงกันอย่างเต็มที่ ฝ่ายคนดูก็ได้กำไรกันไปเต็มๆ 
คนยิ่งบอกต่อกันปากต่อปาก วันท้ายๆ ของงานเทศกาลคนจึงยิ่งมาก 
เมื่อปีถัดมาจัดงานซ้ำอีกหน งานถึงได้ครึกครื้น คนที่เคยดูคราวก่อน ก็กลับมาดูอีก พาเพื่อนพาครอบครัวออกมาปิคนิคและอยู่ยาวในงานไปตลอดวันตลอดคืน
งานเทศกาลหุ่นจึงเป็นงานสนุกสนาน เป็นพื้นที่แสดงความสามารถของบรรดาศิลปิน และไม่ว่าจัดขึ้นครั้งใด คนก็แห่แหนมาดูกันได้ไม่รู้เบื่อ เป็นงานเทศกาลที่ดูได้ทุกวัย ได้ชื่นชมศิลปะ เรียนรู้มุมมองความคิด และการแสดงมันก็สนุกเกินคาดจริงๆ



“คนที่ยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองทำ ทั้งที่มองไม่เห็นทางออก มองไม่เห็นแสงสว่าง หรือโอกาสประสบความสำเร็จ ต้องใช้พลังใจชนิดไหน หรือความเชื่อแบบไหนกัน?”

คำถามบางคำถามก็ตอบยากเสียจริง 
การพิสูจน์สมมติฐานเพื่อตอบคำถามแบบนี้... บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายปี บางทีก็อาจเป็นค่อนชีวิต บางคนก็อาจเป็นตลอดชีวิต

ความรู้และประสบการณ์ชีวิตเราในตอนนี้ยังไม่ดีพอที่จะตอบคำถามนี้
แต่ถ้าหยิบคำถามนี้ไปใช้เพื่ออธิบายประโยคที่ว่า “จงเพลิดเพลินกับการเดินทาง มากกว่าจดจ่อที่จุดหมายปลายทาง” แล้วล่ะก็... 
ดูเหมือนว่า... ก็พอจะเข้าใจข้อความนี้เพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยนึงแล้ว




สวัสดีเดือนพฤศจิกา
ขอให้เป็นเดือนที่ดี
Happy Creating กันทุกคนค่า!  (^____^)v

nananatte
11.11.2018 
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

deux
6 months ago
ขนาดอ่าน ยังขลังอ่ะ
Reply
nananatte
6 months ago
ตอนดูมันขนลุกจริงๆ ค่า... เหมือนหลุดเข้าไปดูการแสดงในโบราณสถานตอนกลางคืนเลยแหล่ะ
Queercat
5 months ago
แค่อ่านจบก็สัมผัสได้ถึงความขลังของการแสดงแล้วค่ะ อยากไปเห็นกับตาบ้างจัง พวกเขาคงทุ่มเทกับการแสดงมากๆเลยนะคะ  ^^
Reply
nananatte
5 months ago
ด้วยความที่มันเป็นการเล่นกับเงา และดนตรีประกอบเค้าเป็นเพลงโบราณ วิธีร้องเหมือนเพลงสวด ทุกอย่างมันลงตัวแบบเราหลุดไปอีกโลกเลยค่ะ

ถ้ามีโอกาส คุณ field ต้องลองดูเองเลยค่ะ :-)