คุณค่าของคนในโลกปัจจุบัน
     ในทุกวันนี้ เราเคยตระหนักถึงการให้ความสำคัญของคนรอบตัวเราอย่างไรบ้างมั้ย ? กล่าวคือ ว่าเราตั้งคำถามกับตัวเองอย่างไร ในการให้ความสำคัญกับคนแต่ละคนในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนที่เรารู้จักผิวเผิน แม้กระทั่ง คนที่มีชื่อเสียงหรือคนที่เราได้ยินคนอื่นพูดถึง แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว เราเคยสำรวจบ้างมั้ยว่าคนเหล่านี้ ยืนอยู่จุดไหนในความคิดของเรา
     โดยลำดับความสำคัญที่เรามีให้กับคนเหล่านี้มักจะมีที่มาและเหตุผลของมันเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะมาจากความผูกพัน ความเชื่อ ความสนใจ ความหลงใหล ความจำเป็น คุณค่าในทั้งรูปแบบนามธรรมและรูปธรรม ฯลฯ เราให้ความสำคัญกับพ่อและแม่เพราะเขาเป็นผู้เลี้ยงดูเรา และความผูกพันที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมในครอบครัวเดียวกัน ในบางกรณี อาจมีความสำคัญด้านความเชื่อเข้ามาเกี่ยวด้วย เช่น ความเชื่อทั่วไปเรื่องลูกต้องกตัญญูต่อบุพการี หรือการให้คุณค่าแก่คนที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์บางอย่างที่กำหนดไว้ ความสำคัญของแต่ละคนในสายตาของเราจึงเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นปรากฏการณ์ทางจิตและความคิดที่มีหลายมิติ หลายระดับชั้น ไม่สามารถสร้างภาพเหมารวมง่ายๆ ขึ้นมาอธิบายให้กระจ่างได้
     ก่อนที่เราจะพูดถึงคุณค่าของคนในโลกยุคปัจจุบัน เราต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการให้ค่าของเรานั้นมีมากมายหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้หรือการศึกษาที่เราได้รับมา แต่หนึ่งในปัจจัยหลักๆ ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั้นคือสังคมของเรา เพราะสังคมที่เราอยู่เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่นๆ อย่างมหาศาล คงไม่มีใครบนโลกนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมหรอก
     สิ่งนึงที่เห็นได้ชัดว่าสังคมมีผลกระทบต่อคุณค่าที่เราให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ก็คือการเปลื่ยนแปลงทางสังคม เราจะสังเกตได้ว่า คุณค่าของคนในสังคมยุคปัจจุบันนั้น ไม่เหมือนกับคุณค่าของคนในยุคอดีต โดยสมัยก่อน สังคมแต่ละสังคมมีขนาดเล็ก มีความเป็นหน่วยย่อยสูง จึงไม่แปลกที่เราจะให้ความสำคัญกับสมาชิกในครอบครัวมากกว่าคนภายนอก และด้วยความที่ระบบและโครงสร้างภายในสังคมยังไม่ซับซ้อนมาก คุณค่าของคนแต่ละคนจึงไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งแตกต่างไปจากสังคมในยุคปัจจุบัน
     ในยุคปัจจุบันนั้น ความก้าวหน้าต่างๆ ได้เข้ามาเปลื่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมแบบกระทันหัน ความโลกาภิวัตน์ได้เข้ามารวมกลุ่มและแยกกลุ่มสังคมออกห่างไปพร้อมๆ กัน ความใกล้ชิดที่เคยมีให้กับคนในครอบครัวเริ่มลดน้อยลง ในขณะที่เราเริ่มให้ความสำคัญกับเพื่อนฝูงมากขึ้น เพราะสังคมมีความเปิดกว้างและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ แนวความคิดหรือการศึกษาแบบใหม่ๆ ที่เข้ามาแทรกแซงความคิดชุดเดิม จนเกิดการผสมผสานกันจนกลายมาเป็นชุดความคิดของเรา ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อน เรามักจะถูกครอบงำด้วยชุดความคิดในพื้นที่ของเราเท่านั้น อย่างความเชื่อแบบพุทธ มุสลิม หรือคริสต์ ซึ่งมีกฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายเมื่อว่าเรื่องการปฏิบัติต่อคนรอบตัวและเพื่อนบ้าน แต่ในปัจจุบัน เราสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลก เราจึงเห็นตัวอย่างได้ทั่วไปในสังคมทุกวันนี่ ว่ามีการครอบงำโดยชุดความคิดที่ไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ แนวทางการใช้ชีวิต หรือลัทธิต่างๆ เราจึงเห็นคนอ้างว่าตนมีความเชื่อหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตแบบเซน แบบมินิมอล หรือตามวิถีปรัชญาของชาวสแกนดิเนเวียน ชาวกรีก หรือชาวโรมันก็ตาม ทุกสิ่งเหล่านี้เข้ามาจัดลำดับคุณค่าที่เรามีให้ต่อคนอื่นหมดทั้งสิ้น
     บริบททางโลกที่เปลื่ยนไปก็ส่งผลให้เรามองเห็นคุณค่าของคนอื่นแตกต่างไปเช่นกัน ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ คุณค่าของคนสามารถนำไปแปรเป็นตัวเลขได้ หน่วยทางสังคมใหญ่ๆ จึงหันไปใช้ระบบสถิติในการให้ความสำคัญ บริษัทต่างๆ ให้คุณค่ากับพนักงานเป็นตัวเลขกำไรหรือขาดทุน ภาครัฐวัดคุณภาพประชากรแต่ละคนด้วยอัตราร้อยละและเปอร์เซ็นต์ ความสำคัญของเงินในชีวิตประจำวันเข้ามามีบทบาทต่อความสำคัญในชีวิตโดยทัั่วไป ถ้าไม่มีเงินชีวิตก็อยู่ในความเสี่ยง คุณค่าของคนจึงเข้าไปพัวพันกับสถานภาพทางการงานและการเงิน ยิ่งขยันทำมาหากินในการงานจึงกลายเป็นลักษณะสำคัญในการกำหนดคุณค่าของคน คนเป็นพ่อแม่จึงถูกวัดด้วยความสามารถในการหาเลี้ยงลูกและครอบครัว ในขณะเดียวกัน คุณค่าของความเป็นลูกคือการกลับไปทดแทนพ่อแม่ ไม่ต่างจากการชดเชยเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้กับธนาคารเท่าไหร่นัก คุณค่าที่เราคาดหวังจากคู่ชีวิตก็เปลื่ยนไปด้วย ความโรแมนติกในอุดมคติเริ่มลดความสำคัญลง แต่ทักษะเลี้ยงชีพสร้างความมั่นคงในครอบครัวกลับสำคัญมากขึ้น จนตัวเลขบวกลบกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อของเราไปแล้ว
     โลกที่เปิดกว้างขึ้นมาพร้อมกับสังคมที่กว้างขึ้น ศิลปะความสนใจหรืองานอดิเรกที่เคยมีเพียงไม่กี่ด้าน และเคยมีเพียงไม่กี่คนที่สนใจในแขนงเดียวกับเรา ทุกวันนี้ เราสามารถหาคนที่มีมุมมองเดียวกับเราได้อย่างง่ายดาย ไหนจะสามารถติดต่อกันได้ตลอด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยทำให้คุณค่าของคนนั้นๆ ต่อเราไม่ตายหายไป และแล้วเราก็พูดกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเราน้อยลง และหันไปพูดคุยกับคนอีกฝากนึงของประเทศ หรือแม้กระทั่งอีกซีกนึงของโลก เพราะเราเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกันมากกว่าที่คนอื่นจะเข้าใจได้
     เมื่อพูดถึงเรื่องนี่ ก็อดนึกถึงวลีที่ได้ยินบ่อยไม่ได้ ที่พูดถึงกันว่าสังคมเราทุกวันนี้พัฒนาแต่วัตถุ แต่จิตใจไม่พัฒนา ซึ่งถ้ามาคิดดูจริงๆแล้ว มันไม่ก็ถูกต้องสักเท่าไหร่นัก ใช่ วัตถุนั้นพัฒนาไปไกลแล้วเมื่อเทียบกับเวลาไม่กี่สิบปีก่อน แต่ไม่ใช่ว่าจิตใจเราไม่พัฒนา เพียงแต่มันยังคงขึ้นอยู่กับความคิดชุดเดิมอยู่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมีความรู้สึกผิดแปลกเมื่อมองเห็นอะไรบางอย่างที่เราคิดว่ามัน "ผิดปกติ" ในสังคม เหมือนจิ๊กซอว์คนละสี คนละรูปทรง และไม่มีความเข้ากัน แต่กลับต่ออยู่ติดกัน



SHARE

Comments