ตัวฉัน และ 10 กม.ของฉัน (2)
ในตารางนัดหมายกำหนดเวลาพิธีเปิดไว้ที่ 5.00 น. 
ขณะนั้นเอง ได้ตื่นตอน 4.30 น. ถามว่าตื่นเต้นไหม? ตื่นเต้นสิกลัวจะไปไม่ทันเลย ตื่นเต้นจนนอนดึก (ความจริงคือแอบนอนกลางวันไปแล้ว กลางคืนเลยไม่ง่วง)
หลังจากรีบตื่นก็อาบน้ำแล้วขึ้นแท็กซี่บึ่งไปสถานที่แข่งเลย
แท็กซี่ถามว่าต้องถึงภายในกี่โมง ก็ตอบไปว่าตีห้า แต่ก็ไม่ต้องซิ่งหรอก (ถึงแม้ว่าในใจจะรีบก็ตาม) เมื่อถึงแล้วก็รีบจัดการสัมภาระไปห้องเก็บของ
ลงมาตัวชิลสักพักนึกถึงได้ อ้าวลืม BIB (แผ่นหมายเลขประจำตัวนักวิ่ง) ต้องถ่อกลับไปห้องเก็บของ
อีก 1 นาทีจะเริ่มปล่อยตัวนักกีฬาแล้วนะคะเสียงพิธีกรกึกก้องบนเวที ท่ามกลางนักวิ่งกว่าร้อยชีวิต ส่วนเรากำลังมัวยุ่งอยู่กับการแปะป้ายเลขตัวเองเพราะเวลาตีห้า แทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย
มานับถอยหลังพร้อมกันค่ะ 5..... 4.........3..................2..........................1.......เริ่มได้
ทุกคนเริ่มทยอยขยับขบวนวิ่งกันอย่างช้าๆ ส่วนเราน่ะเหรอ หลังจากเริ่มวิ่งเหยาะ ก็รู้สึกได้ถึงภาระทันที
เพราะหลังจากซ้อมวิ่งไปครั้งล่าสุด ได้หยุดแค่สองวันรู้สึกได้เส้นตึงมาก เพราะไม่เคยวิ่งระยะไกลขนาดนี้มาก่อน เอาล่ะสิ แค่เริ่มก็เจ็บขาแล้วอีก 9 กม. จะรอดเหรอ
3 กิโลเมตรแรก ทุกคนดูยังตื่นเต้นกับการเริ่มต้นอยู่ (ตามกฎ 8 stages of marathons นั่นแล)
หลังจากเข้าสู่กิโลที่ 4 ตัวเองเริ่มทนไม่ไหวกับการเจ็บขา เลยขอเดินไปเรื่อย ๆ ดีกว่า แถม BIB ที่ติดมารอบนี้ ดันทำกระดาษเวลาโดนเหงื่อก็หลุด ยุ่งกับการแปะ BIB ให้กลับเข้าที่อีก (BIB สำคัญอีกอย่าง เวลาถ่ายรูป เราจะได้สามารถตามหาตัวเองเจอได้เลย) ขบวนเริ่มนำหน้าไปเรื่อย ๆ เรากลับเดินช้าลงอยู่ห่าง ๆ ถามว่าเหนื่อยไหม? เหนื่อยล่ะ แต่กลัวจะทำตามเป้าไม่ได้มากกว่า อ้อ... แต่มีสิ่งนึงที่แตกต่างจากการซ้อมวิ่งก็คือ เราไม่ได้วิ่งแค่คนเดียว เพราะอย่างน้อยถ้าเห็นคนข้าง ๆ เราก็มีเพื่อนวิ่งล่ะน่า ระหว่างวิ่งก็ฟังเสียงที่เปิดระบบ Tracker การวิ่งไว้อยู่ ภาวนาให้รีบบอกว่ารีบถึงกิโลเมตรที่ 10 ซะที ... เวลาเห็นคนอื่นแซงเราก็คือนอยด์นะ แต่มันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก เพราะว่ามาราธอนคือการแข่งขันกับตัวเอง ทำให้ได้ตามเป้าหมายก็พอ
กิโลเมตรที่ 5 ท่ามกลางความลำบาก อย่างน้อยก็ได้เห็นวิวยามเช้า ได้เห็นอุโมงค์ที่ไม่เคยวิ่งผ่านในเวลาแบบนี้ ได้วิ่งในสนามกีฬาที่ปกติไม่เปิดให้คนนอกเข้ามา และเริ่มกลับมามีแรงวิ่งอีกสักยกแล้ว ไปต่อกันเลยดีกว่า เริ่มเข้าสู่กิโลเมตรที่ 6 บูสท์ต่อไม่ไหวแล้ว กลับมาเดินอีกรอบ เคยเห็นแต่ในหนัง วันนี้เพิ่งได้รู้สึกจริง ๆ ว่าการมีโซ่ลากระหว่างตอนวิ่งมันเป็นยังไง "เหนื่อย" "ไม่ไหว" สลับไปมาอยู่ในหัวตลอด การจะก้าวแต่ละก้าวทีนี่ลำบากมาก เอาน่า.. ครึ่งทางแล้วนะโว้ยยยยย
เข้าสู่กิโลเมตรที่ 7 แล้วตอนนี้รู้สึกว่าทั้งเลนเป็นของเรา ความโดดเดี่ยวอะไรนี่ 555+ ไม่มีใครมาแย่งเพราะแซงไปหมดแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีเหล่าตากล้องที่คอยประจำตามจุดต่าง ๆ ทำให้เราต้องมาคิดท่าระหว่างวิ่งด้วย ยากกว่าคิดท่าตอน 2-shot อีกมั้งเนี่ย กิโลเมตรที่ 8 หลังจากออกไปไกลมากแล้ว เริ่มกลับเข้ามาในเขตคราวนี้เห็นจุดเส้นชัยแล้ว เหยยยย.. อีกแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง ก็วิ่งไปเลย ....... วิ่งจนหมดแรงนั่นแหละ เพราะภาพที่เห็นคือเส้นชัยจริง แต่กว่าจะถึงนี่ผ่านไปหลายเลี้ยวมากๆ ใกล้จะถึงๆ อ้าว! เส้นทางพาอ้อมไปซะงั้น (มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวงหลอกตา) วิ่ง ๆ เหยาะ ๆ สลับกันไปเท่าที่ไหว พอรู้สึกว่าชีพจรเต้นเยอะเกินไปก็เริ่มกลับมาพักบ้าง การจะขึ้นเลข 9 นี่ด่าในใจ ด่าแล้วด่าอีก เมื่อไหร่จะถึงวะ ...... 
" คุณวิ่งได้ 9 กิโลเมตร " เสียงสวรรค์ดังขึ้นแล้ว ... ในตอนนั้นรู้สึกได้แค่ว่า หลังจากการซ้อมมาเกือบ 2 เดือน ความพยายามเริ่มเห็นผลแล้ว เอาจริง ๆ เราก็ทำได้นี่นา ใครจะไปคิดว่าคน ๆ นึง ที่เกลียดการวิ่งมาตลอดชีวิต ต้องกลับมาวิ่งเสียเอง ถึงแม้ว่าระยะทางอาจจะไม่ได้ไกลมากถึงขนาดจะต้อง Full Marathon ก็ตาม จากที่เคยวิ่งได้แค่ 1 กม. จนมาสู่ 10 กม. มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกัน นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นดี ๆ ของชีวิต ใครยังไม่มีเป้าหมายอะไรกับชีวิต ลองเริ่มต้นจากการวิ่งก็ดีเหมือนกันนะ หลังจากนี้ยังคงมีความกลัวอีกหลายด่านรอเรามากมาย แต่เดินถอยหลังไม่ได้แล้วนี่นา วิ่งสู้กับมันต่อไป
คุณได้ถึงกิโลเมตรที่ 10.5 แล้ว
SHARE
Writer
lonely-toon
Beginner
Hello Galaxy

Comments