เหตุผลของนักเขียน
ผมชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เริ่มจากอ่านหนังสือการ์ตูนในช่วงแรกและจากนั้นค่อยๆขยับมาอ่านพวกนวนิยาย

นวนิยายเรื่องแรกๆที่ผมอ่านคือ Sherlock Holmes ตอนนั้นก็อ่านไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ผมอ่านเอาเท่เฉยๆ พึ่งจะมาอ่านรู้เรื่องก็ช่วงที่เริ่มโตขึ้นบ้างแล้ว

สำหรับบางคนที่อ่านหนังสือเยอะอาจจะเจอหนังสือบางเล่มที่เป็นแรงบันดาลใจให้เป็นนักเขียนตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สำหรับผมนั้นผมแค่ชอบอ่านเฉยๆ แทบไม่เคยคิดจะเขียนหนังสือเป็นของตัวเองเลย

แต่แล้วก็มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผมอยากลองเขียนหนังสือขึ้นมาจนได้ หนังสือเล่มนั้นคือ Animal Farm ของ George Orwell หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมที่พูดเปรียบเทียบระบอบเผด็จการโดยใช้สัตว์เป็นตัวนำเรื่อง เหตุผลที่ทำให้อยากเขียนก็เพราะตอนที่อ่านครั้งแรก(ฉบับแปล) ผมคิดว่าวิธีการเล่าเรื่องเหมือนที่ผมเขียนตอบข้อสอบกฎหมาย ผมก็เลยนึกเข้าข้างตัวเองว่าผมก็น่าจะเขียนแบบ Orwell ได้เหมือนกัน

ผมพยายามจะเลียนแบบสำนวนของ Orwell แต่มันก็เหมือนกับเด็กที่ลอกคำตอบของเพื่อนและพยายามเปลี่ยนประโยคไม่ให้ครูจับได้ 

และสิ่งที่ได้ก็เรียกว่าห่วยเลยทีเดียว

ผมพักเรื่องการเขียนนิยายเอาไว้แต่ก็พยายามหาอ่านนิยายให้เยอะขึ้นเผื่อว่าจะเขียนได้อย่างคนอื่นเขาบ้าง ผมไม่ได้อยากเขียนนิยายเพราะว่าต้องการรวย อันที่จริงผมแทบไม่ได้ยินว่ามีใครรวยจากการเขียนนิยายขาย ที่เคยได้ยินก็มีแค่ J.K. Rowling และหลังๆก็ได้ยินชื่ออย่าง Dan Brown, James Patterson, George R.R. Martin, Haruki Murakami เป็นต้น 

--แรงจูงใจในการเขียนของนักเขียนคืออะไร-- 
การเขียนหนังสือขายถือเป็นงานที่หนักเพราะนอกจากจะต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมข้อมูลและพัฒนาฝีมือการเขียนแล้วยังต้องมาลุ้นด้วยว่าจะเป็นที่นิยมหรือไม่ แต่ถึงมันจะดูยากเย็นเราก็ยังพบว่าหลายๆคนพยายามเขียนหนังสือของตัวเองอยู่

George Orwell เองก็บอกด้วยว่างานเขียนมันไม่ใช่เรื่องสนุก สำหรับเขาแล้วมันคืองานและมันเป็นงานที่น่ากลัวอย่างยิ่ง แต่ถึงจะพูดแบบนั้น Orwell ก็ยังเขียนหนังสือต่อไป

ทำไม Orwell ถึงยังเขียนทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่สนุก

เหตุผลของการเขียนของ Orwell อยู่ในหนังสือของเขา นั่นคือ Why I write ในหนังสือเล่มนี้เขาได้พูดถึงแรงผลักดันที่ทำให้เขาเขียนต่อไป เขาคิดว่านักเขียนคนอื่นๆต่างก็มีแรงผลักดันเช่นเดียวกับที่เขาอ้างถึง อาจจะมากน้อยต่างกันไปสำหรับตัวบุคคลแต่รวมๆแล้ว Orwell เชื่อว่าแรงผลักดันของนักเขียนมีอยู่ 4 อย่างคือ

1) เพื่อตัวเองอย่างแท้จริง -- ที่นักเขียนพยายามเขียนงานออกมาซักชิ้นก็เพื่อตัวเองกันทั้งนั้น นักเขียนทั้งหลายต้องการที่จะถูกมองว่าเป็นคนฉลาด ต้องการที่จะเป็นที่พูดถึง ต้องการที่เป็นที่จดจำหลังจากที่ลาโลกไปแล้ว คนส่วนใหญ่หลังจากอายุ 30 ต่างก็ทิ้งความทะเยอทะยานส่วนตัวแล้วหันไปใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นอย่างครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน จะมีก็แต่คนส่วนน้อยอย่างศิลปินเท่านั้นที่ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอย่างแท้จริงและนักเขียนก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

2) เพื่อความสุนทรียภาพ -- ใช่ว่าจะมีแต่ภาพวาดที่ทำให้รู้ถึงความสวยงาม งานเขียนเองก็มีความสวยงามของมันเองเช่นกัน ความสวยงามที่ว่าก็คือภาษาที่สละสลวยและความลื่นไหลในประโยค นักเขียนทั้งหลายต่างก็พัฒนาฝีมือการเขียนเพื่อให้มีความน่าดึงดูดในการอ่าน พวกเขาพัฒนาเพื่อให้งานเขียนดูมีค่าและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก Orwell เองก็หลงใหลในความสวยงามของประโยค เขาไม่เคยทิ้งมุมมองต่อโลกในตอนที่เป็นเด็กและยังคงทุ่มเทพัฒนาการเขียนมาตลอดชีวิตของเขา

3) เพื่อแรงกระตุ้นทางประวัติศาสตร์ -- เหล่านักเขียนต่างพยายามที่จะตีแผ่ความจริงออกมาให้ทุกคนได้เห็นและบันทึกมันไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ สำหรับ Orwell แล้ว สิ่งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของนักเขียนเลยทีเดียว  เมื่อผมนั่งลงเขียนหนังสือ ผมไม่ได้บอกกับตัวเองว่า 'ฉันกำลังจะสร้างงานศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่ง' แต่ผมเขียนเพราะมันมีอะไรบางอย่างกำลังโกหกเราอยู่ซึ่งผมอยากที่จะเปิดเผยมัน ข้อเท็จจริงบางอย่างที่ผมอยากให้ผู้อื่นได้รับรู้ และความปรารถนาแรกเริ่มเลยก็คือเพื่อให้ได้รับการพิจารณา4) เพื่อเป้าหมายทางการเมือง -- Orwell กล่าวว่า ไม่มีงานเขียนใดที่ปราศจากมุมมองทางการเมือง คำว่า "ทางการเมือง" ถือว่าเป็นคำที่ครอบคลุมความหมายได้กว้างที่สุดแล้ว นักการเมืองหาเสียงก็เพื่อให้ประชาชนเลือกตนหรือพรรค พวกเขาใช้การพูดเพื่อชักจูงให้ผู้คนเลือกเขามาเป็นตัวแทนของประชาชน นักเขียนเองเช่นกัน นักเขียนเขียนงานออกมาเพื่อต้องการที่จะผลักดันสังคม โลก ให้ไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการให้เป็น พวกเขาสร้างอิทธิพลผ่านงานเขียน ยกตัวอย่างเช่น Mark Zuckerberg ที่พยายามผลักดัน AI ก็เพราะได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือ Homo Deus ของ Yuval Noah Harari  

Orwell ไม่ได้เอาเรื่องเงินมาผลักดันให้ตัวเองออกงานเขียน แต่เขาใช้แรงผลักดันพวกนี้ในการทำงาน เหตุผลในการลงมือทำของเขาหนักแน่นพอที่จะทำให้เขามุ่งมั่นพยายามเขียนผลงานชั้นยอดออกมา เงินทองสำคัญก็จริงแต่มันอาจจะไม่ใช่ผลักดันที่มากพอให้เขาเขียนไปตลอดชีวิต

ถ้าพูดถึงการหาเงิน เราคงเลือกทางที่สามารถทำเงินได้ง่ายที่สุด และการเป็นนักเขียนก็ดูจะไม่ใช่ทางที่ง่ายอย่างว่า ถ้า Orwell เลือกเอาเรื่องเงินมาผลักดัน เขาคงไม่เลือกที่จะบุกฝ่ากระสุนปืนเพื่อไปเก็บข้อมูลเป็นแน่ 

--วิธีการเขียนของ Orwell-- 
งานเขียนของ Orwell มาจากประสบการณ์ของเขาทั้งสิ้น เขาเล่าว่า เขาไม่สามารถเขียนงานอะไรได้เลยถ้าไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ และถ้าเขียนโดยไม่มี เป้าหมายทางการเมืองแล้วล่ะก็ เขาพบว่างานเขียนของเขาจืดชืด ไร้ความหมายอย่างมาก

งานเขียนทุกชิ้นมาจากประสบการณ์ที่เขาพบเจอ เราลองมาดูผลงานบางส่วนกันหน่อย
 
Burmese Days เขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการอยู่พม่าเป็นเวลา 5 ปีครึ่ง
 
Shooting an Elephant เขียนจากประสบการณ์การยิงช้างตกมันที่กำลังวิ่งฝ่าเมืองที่ Orwell ประจำการอยู่

Down and Out in London and Paris มาจากความตกต่ำในชีวิตระหว่างที่อยู่ในปารีส และ How the poor die ก็เขียนตอนที่ป่วยอยู่ในปารีสเช่นกัน

The Road to Wigan Pier เขียนเล่าประสบการณ์การทำงานอันเหน็ดเหนื่อยและน่าเบื่อหน่ายของคนงานถ่านหิน (แน่นอนว่า Orwell ก็ไปขุดเหมืองกับเขาด้วย)

Homage to Catalonia เขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการไปรบสงครามกลางเมืองในสเปน (เขาบอกว่าเขาไปเพื่อสู้กับฟาสซิสต์และเพื่อเก็บข้อมูล)

และงานเขียนเลื่องชื่อระดับตำนานอย่าง Animal Farm และ 1984 ก็มาจากประสบการณ์ทั้งหลายที่พบเจอมาทั้งชีวิตมาตีแผ่ให้มีความเป็นศิลปะมากขึ้น

นี่คือการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้สำหรับงานเขียนของ Orwell เรียกว่าเสี่ยงตายเยอะมาก อย่างตอนที่ไปรบสงครามกลางเมืองที่สเปน เขาเป็นอาสาสมัครแต่ก็พร้อมที่จะไปรบแนวหน้า เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นสิบโทและถูกส่งไปที่ Aragon เขาถูกสไนเปอร์ยิงเข้าที่คอแต่ไม่ตาย ถึงจะไม่ตายก็เฉียดตายสุดๆเพราะกระสุนห่างจากเส้นเลือดใหญ่ประมาณเส้นขนแมว

เขาเขียนใน Homage to Catalonia ว่า เขาได้ยินคนพูดกันบ่อยๆว่าใครที่โดนกระสุนยิงเข้าที่คอแล้วไม่ตายถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โชคดีที่สุด แต่เขาก็คิดว่ามันคงจะโชคดีกว่านี้ถ้าไม่โดนยังซักนัด

ถ้าต้องแลกเงินล้านโดยต้องฝ่าดงกระสุนปืนคงมีน้อยคนที่จะเลือกวิธีนี้ ทีนี้คงชัดเจนแล้วว่า เรื่องเงินคงไม่ใช่ปัจจัยหลักของ Orwell จริงๆ 
--ถ้าอยากจะเขียนงานดีๆ เราจำเป็นต้องทำแบบ Orwell หรือไม่--
Orwell เขียนผลงานดีๆได้ก็เพราะมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ Ernest Hemingway นักเขียนระดับตำนานก็ทำแบบเดียวกับ Orwell เช่นกัน งานเขียนของเขามาจากประสบการณ์ที่เขาพบเจอ แต่ถึงเราไม่มีประสบการณ์ เราเองก็สามารถเขียนงานดีๆออกมาได้โดยใช้วิธีค้นคว้าหาข้อมูลแทน คิดซะว่าวิธีของ Orwell หรือ Hemingway ก็เป็นการค้นหาข้อมูลแบบหนึ่ง เราสามารถใช้วิธีอื่นที่เหมาะกับเราได้

นักเขียนชื่อดังอย่าง Haruki Murakami เองก็ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกับ Orwell เขาบอกว่า เขาเป็นนักเขียนที่สร้างสรรค์ผลงานจากภายในโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำหนักของวัตถุดิบ(ซึ่งก็คือประสบการณ์หนักๆทั้งหลาย) เขานำเรื่องรอบตัว ทิวทัศน์ในแต่ละวันหรือผู้คนที่พบปะในชีวิตประจำวันมาเก็บไว้เป็นวัตถุดิบของตนเอง แล้วใช้จินตนาการสร้างเรื่องราวขึ้นจากวัตถุดิบนั้น  

Murakami ไม่ได้จะบอกว่าแบบนี้ดีกว่าอีกแบบหนึ่ง เขาเพียงจะบอกว่า 
ถึงแม้ไม่มีประสบการณ์ที่เปี่ยมพลังมากขนาดนั้นก็เขียนนวนิยายได้ 
 
ที่ Orwell เดินหน้าเขียนหนังสือตลอดชีวิตของเขาก็คงเป็นเพราะเป็นสิ่งที่เขารักและเขาก็มีเหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะยืนหยัดเขียนต่อไปโดยไม่กลัวอำนาจเผด็จการที่เขาสู้อยู่ ถ้าเรามีเหตุผลที่หนักแน่นแบบนั้น เราก็สามารถยืนหยัดสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อได้เช่นกัน

แต่บางทีเราก็มีช่วงที่หาเหตุผลในสิ่งที่ทำไม่ได้ เราอาจจะเจอช่วงที่ไม่รู้จะทำสิ่งๆนั้นไปทำไม เราอาจจะชะงักไปเพราะมัวแต่หาเหตุผล แต่เราเป็นมนุษย์ที่มีทั้งเหตุผลและอารมณ์ ถ้ายังหาเหตุผลไม่ได้ก็ทำตามอารมณ์แทนไปก่อนก็ไม่น่าเป็นเรื่องเสียหายมาก 

จริงๆแล้วที่ Orwell เริ่มเขียนก็เพราะใช้อารมณ์เช่นกัน ประสบการณ์ต่างๆทำให้เขาเกิดอารมณ์และเขาใช้มันเป็นตัวจุดประกายในการเริ่มเขียน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็ไม่ควรเปลี่ยน การไม่มีเหตุผลในสิ่งที่ทำ ให้กลายเป็น ข้ออ้างที่ไม่เริ่มทำอะไรซักที 




ข้อมูลอ้างอิง : https://medium.com/personal-growth/george-orwell-why-your-writing-must-have-purpose-77a3e94d6692
https://medium.com/personal-growth/how-to-become-a-great-writer-george-orwell-3da05bff94d5
https://www.theatlantic.com/entertainment/archive/2012/06/why-i-write-george-orwell-on-an-authors-4-main-motives/258955/
http://longtunman.com/3144
SHARE
Written in this book
All about Mindset
เติมพลังชีวิต ด้วยการอ่านเรื่องราวดีๆ
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น

Comments

SUNSHINESAI
7 months ago
ชอบจัง เขียนครั้งแรกในล็อกนี้ก็เพราะอารมณ์ล้วนๆเลยค่ะ 😊😊
Reply
Panuvat
6 months ago
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องนี้ครับ 🙏🏽
Reply
ClairDeLune
6 months ago
เขียนดีมากค่ะ ได้อะไรใหม่ๆ เยอะเลย ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะคะ ส่วนตัวชอบ Murakami J.K. แล้วก็ Tokien มาก ของ Orwell กับ Hammingway ยังไม่เคยอ่านเลยค่ะ
Reply
Stikpost
6 months ago
ผมมือใหม่หัดอ่าน Murakami เลยครับ ลองอ่านเรื่องสั้นบางเรื่อง แต่ยังเข้าไม่ถึง +__+
Camille
6 months ago
ขอบคุณครับ
Reply