เราอ่านหนังสือน้อยลงกันจริงๆ หรือ?
จำได้ว่าหลายปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่ไปงานหนังสือจะต้องเดินเบียดหนอนหนังสือแทบจะขี่คอ, สำหรับนักเขียนมืออาชีพที่เป็นไอดอลของนักอ่านรุ่นใหม่ก็จะมีแถวต่อรอลายเซ็นความยาวน่าจะราวๆ จากกรุงเทพถึงนครสวรรค์ได้ --ประมาณนั้น ความครื้นเครงเมื่อนักอ่านได้พบกับนักเขียน และนักอ่านได้พบกันเอง ทำให้งานสัปดาห์หนังสือมีสีสันไม่น้อย, เงินสะพัดไม่แพ้ตลาดหุ้น....

ผ่านมาไม่นานเท่าไรนัก, ไปงานสัปดาห์หนังสืออีกครั้ง ก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง อาจจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้หลายคนใจฝ่อห่อเหี่ยว โดยเฉพาะนักเขียน และสำนักพิมพ์ ที่บางคนเริ่มหันกลับมาถามตัวเองว่า "แล้วเราจะไปทำอะไรกันดี" ซึ่งมันทำให้คนอ่านรู้สึก "ใจหาย" เมื่อได้ยินประโยคนี้, 

สาเหตุที่ทำให้เราอ่านหนังสือกันน้อยลง (จริงหรือ?) 
๑. มี Netflix หนังออนไลน์แบบจ่ายตังค์ดูในราคาที่ไม่สูงมาก เป็นการเปิดหูเปิดตาว่าในโลกนี้มีหนังให้ดูมากกว่าที่เมเจอร์ หรือ เอสเอฟ (รวมถึงสื่อออนไลน์ประเภทอื่น) 
๒. มี social network ที่อัพเดทแทบจะตลอดเวลา, เลยทำให้ต้องคอยติดตามเรื่องราวเหล่านี้อย่างใกล้ชิดโดยไม่รู้ตัว, เพลินไง... เลยไม่อ่านหนังสือ เพราะมันเกิน ๗ บรรทัด??
๓. งานเยอะ, มีแฟน, มีกิจกรรมในชีวิตที่น่าสนใจอื่น, ภาระครอบครัว -- และอื่นๆ นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้อ่าหนังสือกันน้อยลง 

แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า จำนวนคนอ่านหนังสือไม่ได้น้อยลง เพียงแต่มีการเปลี่ยนรูปแบบของการอ่านต่างไปจากเดิม - จากเที่เคยอ่านเล่ม คนจำนวนหนึ่งหันไปอ่าน e-book (บางส่วนนะ) คนที่ซื้อหนังสือมากอง แต่ยังไม่ได้อ่าน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่อ่านเลย (บางส่วน) คนที่เพิ่งเริ่มแตกพานรู้จักการอ่าน และเพิ่งเปิดโลกใหม่จากหนังสือ, คนที่อยากอ่าน แต่ไม่มีโอกาส และเข้าไม่ถึงหนังสือ (ก็มี) ที่จริงแล้ว ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คนอ่านหนังสือน้อยลงหรอก แต่ปัญหามันคือคนซื้อหนังสือน้อยลงต่างหาก บางคนเลือกซื้อ e-book, บางคนคิดเยอะขึ้นก่อนที่จะซื้อหนังสือสักเล่ม เพราะด้วยราคาหนังสือในปัจจุบันที่อย่างน้อยก็สองร้อยอัพ หนังสือใหม่ๆ ของนักเขียนที่ติดลมบนไปไกลแล้ว หรือกำลังดัง หรือ ซีไรต์ ก็ไม่ต่ำว่าสามร้อย, คนอ่านซื้อไปแล้วอ่านครั้งเดียว อ่านจบแล้วก็วางบนชั้น -- ถ้าเงินไม่เหลือเฟือ หรือฐานะทางการเงินดีหน่อย การซื้อหนังสือสักเล่มย่อมจะคิดนานเป็นธรรมดา 

แต่ก็แปลกที่ว่า, ทำไมไม่ค่อยยืมหนังสือจากห้องสมุดกัน ทั้งๆ ที่นั่นน่ะ ตอบโจทย์การอ่านได่้หมด 
   
อีกอย่างที่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญประมาณหนึ่งคือ หนังสือที่มีนั้นไม่หลากหลายพอ หรือไม่ตรงใจพอที่จะทำให้เลือกซื้อ, นักเขียนบางคนก็มาเผางานเอาตอนใกล้งานหนังสือ คุณภาพและเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกกลั่นกรองมา คนที่อ่านประจำจะรู้ดี - - บางทีก็เป็นหนังสือ เนื้อหาซ้ำซาก ช่วงไหนที่ฮิตหนังสือ "เที่ยวด้วยตัวเอง" "ทอดน่องท่องเที่ยว" อะไรเหล่านี้, หนังสือประเภทนี้ก็จะเต็มแผง -- หรือช่วงนี้มี "คนดัง" เกิดขึ้นก็มีหนังสือ สัมภาษณ์คนดังคนนั้นออกประมาณแปดสำนักพิมพ์, หนังสือฮาวทู สอนวิชาชีวิต ไลฟ์โค้ช นี่ก็เยอะประมาณว่าถ้าอ่านทุกเล่มชีวิตคงโชตช่วงชัชวาล, แน่นอนว่ายุคเฟื่องฟูของนิยายแนวๆ แจ่มใสนั้นก็เป็นอีกประวัติการณ์หนึ่งที่ต้องจารึก  ส่วนหนังสือที่ "แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง" (ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่ายังไงเรียกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง) กลับหายากมาก -- แต่ก็อยากให้มีนะ 

สรุป : คนอ่านหนังสือน้อยลงมั้ย, ไม่(น่า) จะน้อยลงหรอก -- แค่ซื้อน้อยลง, แล้วหันไปซื้อหนังสือมือสอง, หนังสือออนไลน์ หรือหนังสือลดราคามาอ่านแทน เพราะ เราได้หนังสือ "คุณค่า" เท่าเดิม แต่ราคาลดลง, คนที่เข้าไม่ถึงหนังสือยังมีอีกมากในประเทศนี้ ทำไงดีให้เค้ามีโอกาสได้อ่านเยอะขึ้น,

ลองเขียนอะไรสักอย่างที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เขียนด้วยความตั้งใจไม่ใช่เอา (แนวโน้ม) ความต้องการของตลาดมาอ้างแล้วพยายามเขียนในสิ่งที่ไม่เป็นตัวเอง, 

คนอ่านเค้ารู้        
     
         
SHARE
Writer
blue0416
etc.
หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาตัวเองในแดดบ่าย

Comments