" Girl from hell on earth.. #เด็กใหม่ Satan x Science VS The World "
-บทวิเคราะห์ความรู้สึกและตีความ

หลังจากที่ได้ดูจบไป 5 ตอนใน Netflix นั้น
เราได้ค้นพบว่า ลัทธิฮั่นโน๊ะนั้นพาเราไปไกลจริงๆ
บทของพี่คงเดชนั้น ทำงานแทบจะทุกไดอะล็อค
ซึ่งมันไม่ใช่แค่เพียงตอนเดียว แต่มันเริ่มตั้งแต่ EP1
ด้วยความที่บทแข็งแรงและมีน้ำหนักขนาดดนี้
มันจึงทำให้ทุกครั้งที่ตัวละครพูดอะไรออกมา มันจะค่อนข้างมีความจิกกัด เสียดสีและกรีดแทงตลอด

สิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบมากๆในซีรีส์ชุดนี้ที่ต้องพูดถึงก่อนเป็นอันดับแรกเลย คือการที่มีการเปลี่ยนผู้กำกับ
ในทุกๆตอน (ชวนนึกถึง Stranger thing)
ซึ่งมันเวิร์คมากเพราะทำให้อรรถรสในการชมแต่ละตอนของเรานั้นได้ฟีลลิ่งเหมือนนั่งดูหนังอีกเรื่องแต่ยังคงคอนเซ็ปฟังค์ชั่นของแนนโน๊ะไว้ได้อยู่ตลอดโดยที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหรืออยากจะหันไปเล่นแร็คต่อเลย ไม่มีจริงๆ คาดเดาเรื่องได้ยากมากๆ

เป็นเรื่องที่รู้สึกว่า..
มนุษย์โลกสวยไม่สามารถดูได้จริงๆ
เพราะเนื้อหาทุกอย่างในจักรวาลนี้มันจริงไปหมด และมันจะมีตัวละครที่โลกสวยแบบนี้แอบแฝงอยู่ในแต่ละตอนๆ เพื่อเป็นคอนฟลิ้คให้กับแนนโน๊ะที่จะมาจัดการดีลอยู่เสมอ ด้วยความที่เบสออนเรียลและสร้างจากข่าวจริงของโรงเรียนในยุคร่วมสมัย
มันจึงทำได้สุดและฉุดกระชากไปได้ไกลเอามากๆ

*โปรดใช้วิจารณวิญญาณหลังจากนี้
.
แนนโน๊ะสามารถตีความไปได้ไกลถึงเรื่องศาสนาและความเชื่อในสิ่งต่างๆได้มากมาย
ตัวแทนของ แนนโน๊ะ อาจดูเหมือน ซาตาน
หรือลูกหลานบลาๆ ของลูซิเฟอร์ที่ซึ่งคนจะมองว่า
เป็นหายนะและผู้นำพาบาป ตามตำราที่ถูกสอนมา

แต่ในทีนี้ ผู้เขียนและผู้สร้างกำลังสะท้อนแนนโน๊ะในมุมมองของตัวแทนวิทยาศาสตร์ VS ศาสนาอยู่ (สังเกตได้จากรางวัลที่แนนโน๊ะได้ในตอนTrophy)
ถ้าลองย้อนมองกลับไปในประวัติศาสตร์ทางศาสนาเราจะค้นพบว่าเรื่องของพระเจ้าและซาตานนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
โดยที่ซาตานจะถูกมองในด้านของตัวร้ายมาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ซาตานนั้นเปรียบเสมือน วิทยาศาสตร์ เพราะในบางครั้งมันก็สามารถเข้ามาตอบคำถาม ในความอยากกรู้ อยากลองและอยากสำรวจของมนุษย์เราได้
มนุษย์มีความสงสัย มีการตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่สมัยที่มีมนุษย์คู่แรกเกิดขึ้น
อดัมกับอีฟที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถต่อสู้กับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองได้
จึงทำให้ถูกขับไล่ออกมาสวนอีเดน
แนนโน๊ะเปรียบเสมือนงูที่ดูเหมือนจะมายุยงและล่อลวงให้ทุกคนลองทำสิ่งนั้น สิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา
แต่สิ่งที่แนนโน๊ะหรือซาตานทำจริงๆนั้น
มันก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไป

หากเราลองค่อยๆ ถอยออกมามองอีกมุมแบบช้าๆชัดๆ เราจะค้นพบว่า แนนโน๊ะมักจะพูดความเป็นจริงและความต้องการจริงๆที่อยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของมนุษย์เพื่อนร่วมห้องและดึงเอามันออกมาเสมอ
ซึ่งก็มีตั้งแต่ ปรารถนา โลภ โกรธ หลงและริษยา
ในบางมุมแนนโน๊ะก็ทำตัวเหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์เพราะสิ่งที่แนนโน๊ะทำนั้นอยุ่มันคือการทดลอง(ทดลองกับมนุษย์เพื่อนร่วมห้อง)และเรียนรู้ผลลัพธ์จากพวกนั้นไปพร้อมๆกับตนเองผ่านหลักความจริงและใช้วิธีการดีลแบบซาตาน

ในบางเวลา บ่อยครั้งที่มนุษย์เรากลับเลือกที่จะไม่พูดและสรรค์สร้างสิ่งต่างๆหรือคำพูดต่างๆขึ้นมาทดแทนความรุ้สึกด้านในจริงๆหรือกระทั่งปิดบังมันยกอย่างเช่นคำว่า " ขอโทษ " ที่ในบางบริบทไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างถูกบริบทและกลับกลายเป็นคำพูดที่ถูกเหล่ามนุษย์ใช้มันอย่างทิ้งขว้างๆเพื่อเป็นข้ออ้างในการยกระดับตัวเองให้พ้นจากความรู้สึกผิด

หากลองถอยออกมามองให้ชัดและช้าอีกครั้งหนึ่ง
เราก็อาจจะเกิดความคิดบางอย่างว่า..
แล้วทุกวันนี้ เราจะยังเชื่อในสิ่งที่ถูก" สอน " ต่อๆกันมา หรือสิ่งที่ถูกเรียกว่า " เรื่องเล่า " ต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไรโดยที่จะไม่มีการตั้งข้อกังขากับมัน
ซึ่งมันก็ฟังดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ศาสนาบางทีก็อาจเปรียบได้ดั่ง " เรื่องเล่า "
เรื่องเล่า ก็อาตเปรียบได้ถึงทุกเรื่องราว ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประเพณี
และมันยังเทียบเคียงต่อไปได้อีก ถึงเรื่องของ อำนาจและสื่อต่างๆในทุกรูปแบบเลยก็ว่าได้

สรุปแล้วแนนโน๊ะอาจเป็นได้ทั้งวิทยาศาสตร์และก็ซาตานในเวลาเดียวกัน
แต่จุดประสงค์ของแนนโน๊ะที่แน่นอนเลยก็คือ
แนนโน๊ะไม่ได้มาทำลายมนุษย์ชาติ
แนนโน๊ะเพียงมาทดลองและเฝ้าดูผลลัพธ์จากมัน

ซึ่งนี่เราว่ามันก็คงเป็นคอนเซ็ปหลักที่ผู้กำกับและผู้เขียนบทตั้งใจจะให้จะให้เรื่องนี้มีการจบแบบ
Let it go and let it flow คือให้ความเป็นจริงของโลกนั้นมันดำเนินต่อไป และตัวละครต่างๆเพียงชดใช้กรรมที่ได้ก่อกำเนิดไว้
ซึ่งนี่เป็นไปตามหลักความคิดและความเชื่อของพุทธศาสนาที่ถูกต้องทุกอย่างครบทุกประการ

อมิตตาพุทธ ขอบคุณ พี่คงเดช By #หน่องเคนโจรฝึกหัด

#เด็กใหม่ #girlfromnowhere #snap #เฉิ่ม
SHARE
Writer
nongkenlilthief
Actor also Writer
22 yo boy who believe in power of acting ig:kenjiwasin

Comments