มาจะกล่าวบทไป โรคนี้ท่านได้แต่ใดมา??
 “จะสอบมะรืนนี้แล้ว ยังไม่พร้อมเลยอะ”ฉันบ่น ๆ สีหน้าฉายความกังวลชัดเจน มือพลิกหนังสือเล่มหนาในมือไปมา ชีทเรียนมากมายกระจัดกระจายอยู่เต็มเตียง

ในหนึ่งชีวิตนั้นเราจำเป็นต้องประสบกับเหตุการณ์มากมายที่ทำให้เรานึกเสียดายอยู่ร่ำไป ในทุกคราวที่คิดถึงมัน จะมากขึ้นหรือน้อยลงก็ตามแต่ จะมาในรูปแบบคน สัตว์ สิ่งของ หรืออะไรก็ตามที เชื่อว่าแทบทุกคนต้องมีเรื่องที่เก็บซ่อนอยู่ภายในใจ รอเวลาให้หีบถูกเปิดแง้มออก

ฉันก็เป็นอีกคนที่มีความรู้สึกเศร้า เสียดาย ให้กับเรื่องบางเรื่อง จนถึงขนาดที่ว่าต้องร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรราวกับจับได้ว่าแฟนแอบมีคนอื่นเหมือนในMVเพลงรักก็ไม่ปาน

เรื่องเกิดขึ้นกลางดึกของคืนวันที่ 18 มกราคม 2557 บรรยากาศเงียบสงัดและแสนจะวังเวง

ฉันนั่งอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบในวันถัดไป นาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่งกว่า ฉันยังแอบเล่นโทรศัพท์สลับกับอ่านหนังสือ ฉันไม่ได้รู้ตัวเลยว่าลางร้ายกำลังมาเยือนอยู่รอมร่อ โดยปกติแล้วฉันจะอาศัยอยู่ที่หอแถวคณะที่เรียน เพราะไม่สามารถเอาชนะการจราจรหรือการจลาจลขนาดย่อมยามเช้าภายในกรุงเทพได้ ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือเปล่า ที่วันนั้นมีการชุมนุมกันของคนจำนวนมาก ใกล้ย่านที่ฉันอาศัยอยู่หรือที่เรียกว่า shutdown Bangkok ทำให้ฉันต้องกลับมานอนที่บ้านชั่วคราว

ฉันยังคงนั่งอ่านหนังสือ ไฟในห้องเปิดอยู่ แต่คนอื่น ๆ ในบ้านหลับสนิท แต่แล้วจู่ ๆ ความรู้สึกบางอย่างได้ปรากฏกายขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก ไม่น่าถึงนาทีด้วยซ้ำ จนฉันเองก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าตอนนั้นปวดหัวมาก และมีบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอ

ฉันลุกขึ้นอย่างไวเพื่อจะไปอาเจียนในห้องน้ำ แต่ไม่ทัน ฉันอ้วกรดพื้นไปแล้วกองหนึ่ง จะโดนแม่ว่าไหมนะ? ในใจคิดแค่นั้นแต่ก็ยังรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ เพราะสัมผัสได้ว่าระลอกที่ 2กำลังมา

คราวนี้ทัน ฉันอ้วกใส่ชักโครกประหนึ่งคนเพิ่งกินเหล้ามา แต่ก็หมดแรงเกินกว่าจะไปต่อ จึงฟุบหลับอยู่ข้างชักโครกนั่นเอง

นานนับสัปดาห์กว่าฉันจะฟื้นคืนสติ ทุกอย่างในร่างกายยังคงเหมือนเดิม เว้นก็แต่ สายตา

ภาพซ้อนเป็นอย่างเดียวที่การเส้นเลือดในสมองแตกครั้งแรกทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งถ้ามันหยุดแค่นี้จะนับว่าฉันโชคดีมาก ๆ เพราะโดยทั่วไปแล้วการเส้นเลือดในสมองแตกนั้นมักจะทิ้งความพิการหรือเสียชีวิตไปเลย

ฉันกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีเพียงเรื่องเรียนที่ต้องหยุดพักไว้ก่อน ซึ่งนั่นอาจทำให้ฉันต้องตกรุ่นแต่ก็คงยังโชคดีมาก ๆ แล้วมั้ง ฉันปลอบใจตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันสงกรานต์วันที่สอง อากาศร้อนเกินบรรยาย ฉันอยู่บ้านนอนดูทีวีอย่างสบายใจ แต่แล้วจู่ ๆ ฉันก็เกิดปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรงชนิดที่ว่าทนแทบไม่ไหว อาเจียนมากมายพุ่งมาจุกอยู่ตรงคอ จนต้องไปหาถังมารอง ฉันอ้วกพุ่งเป็นสายทั้งเร็วและรุนแรงประกอบกับความปวดที่ศีรษะไม่ได้จางหายไปไหน ทำให้ฉันหมดสติไปอีกครั้ง

ฉันใช้เวลาอีกนับสัปดาห์จึงฟื้นขึ้นมา โรคที่ฉันเป็นคือ AVM(arteriovenous malformation)ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิดที่หลายคนชอบเข้าใจผิด คิดว่าเกิดจากความเครียดจากการเรียน

ง่าย ๆ คือ โรคนี้เกิดจากการที่เส้นเลือดที่ต่อกันระหว่างเส้นเลือดแดงกับเส้นเลือดดำซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นเส้นเลือดฝอย แต่คนที่เป็นโรคนี้จะมีความผิดปกติ ทำให้เส้นเลือดตรงจุดนี้กลายเป็นเส้นเลือดขอด มีลักษณะโป่งพอง การไหลเวียนเกิดขึ้นได้ไม่สะดวกและพร้อมจะแตกออกได้ทุกเมื่อ

โรค AVM นี้เป็นโรคที่หายาก ในประชากรนับแสนคน มีคนเป็นเพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น แต่ของฉันพิเศษกว่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้น่าภูมิใจเลยแม้แต่น้อย โรคที่ฉันเป็นนั้น พบเพียงตัวเลขหลักเดียวในประวัติศาสตร์การก่อตั้งโรงพยาบาลมา(โรงพยาบาลนี้มีชื่อเสียงอยู่พอตัว)เป็น AVM ชนิดที่ว่า สามารถวิ่งแตกไปได้เรื่อย ๆ และคงจะไม่หยุดถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ฉันก็ยังคงเป็นปกติได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จะมีก็แต่การเดินที่เสียสมดุลไปเล็กน้อย เนื่องจากได้รับการกระทบกระเทือนในสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว แต่ก็ยังนับว่าปกติอยู่นั่นเอง

หมอลงความเห็นไว้ว่าต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อหยุดมัน และสิ่งนั้นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า การฉายรังสี ซึ่งก่อนจะฉายรังสีนั้นจำเป็นต้องทำ MRI เสียก่อน

MRI คือ การตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ลักษณะมันจะคล้ายการผ่านหัวเข้าไปในอุโมงค์ที่มีเสียงที่ดังมาก ๆ อยู่เป็นระยะ

ฉันจำอะไรไม่ได้ตามเคย รู้แต่ว่าการ MRI ของฉันไม่ประสบผล ฉันอ้วกหลายหน และการ MRI นั้นก็เกิดขึ้นได้เพียงส่วนเดียวเท่านั้น

เส้นเลือดในสมองฉันแตกอีกครั้งและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนั้นชีพจรเต้นต่ำมาก แทบจะเอาชีวิตไม่รอด

การผ่าตัดเกิดขึ้นทันที หมอเร่งให้การฉายรังสีเกิดขึ้นเร็วขึ้น จากที่ต้องรอคิวอีกนับเดือน รวมทั้ง MRI ที่เคยเกิดปัญหาก็ถูกย่นระยะเวลาลงและใช้CT Scan เข้ามาช่วยอีกแรง

ฉันฟื้นขึ้นมา แต่คราวนี้ไม่ปกติ หลายอย่างเปลี่ยนไป หลังจากถอดท่อช่วยหายใจ(เนื่องจากการดมยาสลบนั้น ผู้ป่วยจะอยู่ในสภาพหลับลึกและไม่สามารถหายใจเองได้)เสียงของฉันก็แปลกไป มันใหญ่และทุ้มต่ำลง แต่คนรอบข้างก็ยังดีใจที่ฉันพูดได้ โดยไม่มีใครรู้ว่าในอีก 2-3 วันถัดมา ฉันจะพูดไม่ได้โดยสิ้นเชิง

การเคลื่อนไหวของฉันช้าลงอย่างเห็นได้ชัด การเดินเหินต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำได้อีก

ฉันกลายมาเป็นคนพิการ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้าย

โชคดีที่เกิดเรื่องที่โรงพยาบาล หรือโชคร้ายที่ต้องเข้ารับการตรวจแบบนั้นที่นำไปสู่ความพิการ

ในตอนแรกนั้น ฉันไม่ยี่หระกับข่าวคราวนั้นสักเท่าไร อาจจะเป็นความเบลอหรืออะไรก็ตามแต่ แต่พอเวลาผ่านไป ความจริง ก็เริ่มทำร้ายฉัน มันเสียดแทงมากขึ้นทุกที ๆ กับความจริงที่ว่า ฉันไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำได้อีกต่อไป

เหมือนกับยาชาที่เริ่มหมดฤทธิ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เริ่มกลับมา จนกระทั่งตอนนี้ฉันยังเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ฉันอยากจะเชื่อหรือจะว่าปลอบใจตัวเองก็ได้ ว่าการพิการครั้งนี้มีจุดประสงค์ คงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ฉันกลายมาเป็นแบบนี้

มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ

บางทีความพิการของฉันอาจจะมีประโยชน์มากกว่าที่คิดก็ได้ ฉันที่เป็นปกติอาจจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ เกิดขึ้นแล้วตายไป ไม่พิเศษ ไม่สะดุดตา ไม่ได้น่าจดจำเสียเท่าไหร่

ฉันอยากจะเชื่อแบบนั้น…แล้วคุณล่ะ จะลองเชื่อแบบที่ฉันเชื่อดูบ้างไหม?

SHARE
Written in this book
เรื่องของฉัน
ประสบการณ์ความพิการกับโรค AVM
Writer
Gorgeoussky
คนธรรมดา ไม่พิเศษ
หลงรักท้องฟ้า :)

Comments

Celestophia
10 months ago
ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์ให้อ่านนะคะ โรคหายากมากจริง ๆ ค่ะ คุณเข้มแข็งมากเลยที่ผ่านมาถึงจุดนี้ได้ เป็นกำลังใจให้ต่อไปนะคะ :)
Reply
Gorgeoussky
10 months ago
ขอบคุณจ้า:)
januaryshine
10 months ago
สู้ๆนะคะ คุณเก่งมากๆเลยที่อดทนมาได้ เป็นกำลังใจให้ :)
Reply
Gorgeoussky
10 months ago
สู้สู้เช่นกันจ้ะ ^^
h2onams
10 months ago
สู้ๆนะคะ ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดี ❤️
Reply
Gorgeoussky
10 months ago
ขอบคุณจ้า:)