จาก homestay ถึงผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
Homestay (2018) เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง***

เรามีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Homestay (2018) และมีเรื่องราวที่น่าสนใจที่เราอยากเขียนถึง ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษาจิตวิทยาคลินิก ก็เลยอยากเขียนข้อความเหล่านี้ถึงผู้ดูแลและผู้ป่วยซึมเศร้า และหวังว่าจะมีประโยชน์กับใครหลายๆคนนะคะ

แม้ในหนังอาจไม่ได้บอกตรงๆว่ามินป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่เราเดาได้จากภาวะทางความคิด อารมณ์และพฤติกรรมของมินในเรื่อง การที่มินไปพบจิตแพทย์ มีการวางแผนฆ่าตัวตายและจบชีวิตของตัวเองลง 

ในหนัง แสดงให้เราเห็นว่าสิ่งรอบข้างมินมันแย่
พ่อที่เอาแต่สนใจเรื่องขายตรง จนเอาแหวนแม่ไปขาย
แม่ที่มีครอบครัวใหม่โดยที่ไม่บอกมิน ทั้งๆที่มินไว้ใจแม่มากที่สุด
พี่เม่น ที่ดูเหมือนความสัมพันธ์ไม่ดีกับมินเลย
และพายคนที่มินรัก แต่กลับเป็นเหยื่อ sexual abuse เพราะอยากมีอนาคตไกล
ดูแล้ว ชีวิตของมินเหมือนมันจะแย่จริงๆเลยเนอะ

เมื่อมินตอบว่าทุกคนทำให้มินต้องตาย เวลายังคงเดินหน้าต่อไป ในขณะที่พอมินตอบว่าตัวเอง ทำตัวเอง เวลากลับหยุด!!
  
เราเข้าใจว่าหนังพยายามจะให้มินมองอีกมุมหนึ่ง ว่าแม้คนรอบตัวมินจะไม่ดีบ้าง แต่สิ่งที่ทุกคนมีก็คือรักมิน แต่แม้ว่าจะรักมิน ทุกคนก็มีเหตุผลที่ทำสิ่งต่างๆลงไปเพื่อตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็เรียนรู้ที่จะกลับตัวและรู้จักสื่อสารให้ดีขึ้น ตอนท้ายของเรื่อง มินคิดได้และกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมเหมือนคนไม่เป็นโรคเลย และจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เหมือนชีวิตนี้คือของขวัญ

 

ในฐานะที่เราทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เราจะบอกว่าประโยคเหล่านี้เป็นประโยคที่ไม่ควรพูดกับพวกเค้าเลย เพราะเค้าอ่อนไหวกว่าที่เราคิด

มินทำตัวเอง มินฆ่าตัวเองตาย เราคิดว่าประโยคนี้ ฟังดูเหมือนยิ่งโทษผู้ป่วยว่าทำตัวเองล้วนๆ ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากป่วยเป็นโรคนี้ ในเรื่องแม้อาจมาจากการมองไม่เห็นมุมมองด้านบวกในชีวิตเลยของมิน แต่เราเชื่อว่ามันมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย อาจจะเป็นเรื่องสารเคมีในสมอง การต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมทุกๆวัน หรือมี stressor มากระตุ้นก็เลยทำให้รู้สึกอยากตายขึ้นมา ประโยคนี้เราคิดว่ามันเป็นการโทษผู้ป่วย ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีลักษณะโทษตัวเอง อาจยิ่งตอกย้ำทำให้เค้าดิ่งมากกว่าเดิม

กูเสียใจนะที่กูทิ้งทุกอย่างมาเพื่อมึงแล้วมึงยังมาฆ่าตัวตาย
ฟังคำนี้ ขนาดเราที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเรายังรู้สึกแย่เลย เราเข้าใจนะว่ามันคิดอีกทางได้เหมือนกันว่า เค้ารักเรามากกว่าความฝันของเค้าเอง แต่ก็อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วง รู้สึกเหมือนตัวเองอ่อนแอ เป็นภาระ เออ ถ้าไม่มีกู มึงคงได้ไปเรียนต่างประเทศแล้ว คนที่มีลักษณะโทษตัวเอง คงคิดแบบนี้มากกว่า

แต่คำพูดที่แย่ที่สุดในหนัง คือ  
คนที่ควรจะกระโดดลงไปคือพายมากกว่าเราอึ้งไปเลยตอนที่ได้ยิน เพราะการท้าทายบางทีมันอาจไม่ได้ทำให้เค้าหยุดคิด แต่มันทำให้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่เค้ามีต่อตัวเองได้เลย พายที่ตกอยู่ในสภาวะเครียดมาก ที่นอกจากจะถูก abuse แล้ว คนที่ตัวเองรักก็ยังมาเห็นอีก พายสูญเสียความมั่นใจของตัวเองไป รู้สึกไร้ค่าจากการถูกมินปฏิเสธและทำให้พายรู้สึกรังเกียจตัวเอง เราคิดว่าในชีวิตจริง ชีวิตของพายคงจะจบลงหลังจากมินพูดประโยคนี้จบแหละ

เรามันอ่อนแอ ไร้ค่า น่ารังเกียจ เราทนอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ได้ยังไง งั้นตายดีกว่า เอ้าจัมพ์!!
 
และเราเองกลับไม่ชอบมินเลยที่พูดประโยคนี้ออกมา มินควรจะเป็นคนที่เข้าใจพายมากที่สุด เพราะตอนที่มินอยากตาย มินพูดว่า 

                    “เวลาที่มินยืนอยู่ที่สะพานแล้วคิดว่าอะไรจะรั้งให้มินอยู่                                                  มินพบว่า มันไม่มีอะไรรั้งมินไว้เลย”                       
ในตอนนั้นมินกำลังรู้สึก helpless แต่มินกำลังทำแบบเดียวกันกับคนที่มินรัก นั่นก็คือพาย เมื่อพายถูก abuse มินยังทำร้ายจิตใจพายจนพายเกลียดตัวเอง มินรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรตอนที่ตัวเองยืนอยู่บนสะพาน ดังนั้น มินควรจะทำในสิ่งที่มินต้องการกับคนที่ตัวเองรักสิ แต่ในขณะที่พายกำลังรู้สึก helpless มินกลับทิ้งพาย
 
สำหรับเราแล้วพายเป็นเหยื่อ ต่ออำนาจของครูที่เอามาใช้ต่อรองกับอนาคตของพาย เราเชื่อว่าถ้าชีวิตของพายไม่ถูกแขวนไว้กับครู พายก็คงไม่ทำแบบนี้  
แม้ในหนังพายไม่ได้กระโดดตึก แต่สุดท้ายพายก็อดรังเกียจตัวเองไม่ได้อยู่ดี และเครียดจนทำร้ายตัวเอง มินเข้ามาพูดว่าไม่เป็นไรและจะอยู่เคียงข้างพาย

เราจะบอกว่าเราไม่เชื่อที่พายยอมทิ้งแก้วและกลับมาเชื่อที่มินพูดวันนี้มันจะเป็นความจริง
 เราจะไม่เชื่อว่าคนที่ไล่ให้เราไปตายเมื่อวานมาบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเรา
เมื่อคนที่รักและไว้ใจมากที่สุดทอดทิ้งเราไป 
เราคงไม่กลับไปเชื่อใจเค้าหรือคิดว่าเค้าจะกลับมารักเราอีกเป็นครั้งที่สอง
 
เราอยากจะบอกคนที่ตั้งใจจะอยู่เคียงข้างผู้ป่วย ว่าอย่าทำลายความเชื่อใจที่เขามีให้คุณ อย่าผลักไสหรือทอดทิ้งเขา เพราะมันเสี่ยงที่จะทำให้เขารู้สึก helpless hopeless unworthy ซึ่งมันทำให้เค้าดิ่งและอยากตาย

โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นโลกทั้งใบของเขา หากคุณเป็นพ่อแม่ คนในครอบครัวหรือคนที่เขารักแล้ว
อย่าพูดประโยคเหล่านี้ออกมาเลย อย่าทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ เพราะไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจเขา 100% เพราะบางทีเขาก็ไม่ได้เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ที่เขาทรมานจนไม่อยากอยู่ มันก็จริง                        เพราะไม่มีคนมีความสุขที่ไหนอยากจะตายหรอก                          ว่าไหม?เราเคยเห็นผู้ป่วยที่ไม่ฆ่าตัวตายเพราะอยากอยู่เพื่อแมว ทั้งๆที่แมวเป็นสัตว์ที่พูดกับเขาไม่ได้ซะด้วยซ้ำ แต่เพราะอะไรแมวถึงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้ป่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้?

                          สิ่งที่แมวมีแม้พูดไม่ได้ คือแมวไม่ตัดสินใคร                                          แมวอยู่ข้างๆเค้าในช่วงเวลาที่คนทั้งโลก  ไม่มีใครเข้าใจเค้าเลย              แมวเลียน้ำตาให้เค้า มีอ้อมกอดให้เค้า ในช่วงเวลาที่เค้าต้องการ
 
ทำให้คนอยู่กับคุณเพราะเค้ารู้สึกรักคุณ นั่นแหละคือคำตอบ แน่นอนมันไม่ง่ายเลย แต่มันคุ้มนะ ถ้าเห็นเขาผ่านมันไปได้และเข้มแข็งขึ้นมากกว่าเดิม 
 

ปล จะว่าไปในหนังก็ไม่ได้มีแต่ส่วนที่เราไม่ชอบไปซะทีเดียว เราว่าชอบความรักของมินกับพายนะ
ชีวิตของมิน ของพายและของทุกคนมันไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มินมีปัญหาครอบครัว พายมีความเครียด มีความคาดหวังเรื่องเรียน  
ดูเหมือนจะไม่มีใครสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ แต่การพร้อมจะรัก พร้อมจะเป็นตัวเองและยังถูกรักแม้รู้ว่าตัวเราเองมันไม่เคยสมบูรณ์แบบ มันกลับทำให้เรารักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมซะด้วยซ้ำไป

แม้บางครั้งเราอ่อนแอ แต่บนโลกใบนี้ ร่างกายนี้
เราก็สามารถเรียนรู้ที่จะรักและยอมให้คนอื่นรักได้เสมอนะ





SHARE
Writer
soengee
artist
นักศึกษาจิตวิทยาคลินิก ที่ชอบดูหนังและชอบเล่าผ่านตัวหนังสือ

Comments

MarryJimi
13 days ago
เราเข้าใจมินแล้วว่าความรู้สึกแบบนั้นมันแย่ยังไง
Reply
soengee
13 days ago
คุณคงรู้สึกแย่และทรมานมาก ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกมากจนแบกไว้ไม่ไหว คุณไม่จำเป็นต้องแบกความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว ลองพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ที่จะช่วยให้คุณเรียนรู้เรื่องอารมณ์ ความคิดและความรู้สึกของคุณมากขึ้น ส่วนจะช่วยได้มากได้น้อยค่อยว่ากันอีกที แต่อย่างน้อย คงจะดีถ้าคุณไม่ต้องเดินบนเส้นทางที่ทุกข์ทรมานนี้เพียงคนเดียว
ขอเป็นกำลังให้คุณนะคะ :)
เราเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ค่ะ กำลังคิดว่าอยากดู แบบนี้ดูได้มั้ยคะเนี่ย กลัวววว
Reply
soengee
11 days ago
บางคนดูแล้วก็รู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ แต่บางคนดูแล้วก็รู้สึกได้ปลดปล่อยตัวเอง ที่เคยแบกไว้ก็เบาลง มีหลายแบบเลยค่ะ ถ้าหากคุณรู้สึกแย่ หลังหนังจบลองพูดคุยกับคนที่ช่วยซัพพอร์ตความรู้สึกคุณได้ดีไหมคะ อย่างน้อยถ้าหากคุณรู้สึกแย่คุณจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว :)
nongmon
10 days ago
เล่าประสบการณ์ทางด้านนี้ให้ฟังบ่อยๆนะคะ
Reply
soengee
10 days ago
ค่ะ ถ้ามีโอกาสจะเขียนอีกนะคะ
WANTTODIE
9 days ago
เราไปดูมาแล้วนี่ทำเอาดาวน์ตั้งแต่ในโรงเลยค่ะ มันอึดอัดไปหมดจนเผลอเอาเล็บจิกแขนตัวเองไป ยิ่งตอนท้ายเรื่องยิ่งทำให้รู้สึกแย่ แต่ต้องขอชมว่า CG ดีจริง
Reply
soengee
8 days ago
คงรู้สึกอึดอัดมากเลยนะคะตอนดู แล้วหลังจากนั้นคุณทำยังไงเพื่อบรรเทาความอึดอัดลงบ้างคะ
WANTTODIE
7 days ago
เผลอทำให้ตัวเองเป็นแผลไปค่ะ ซึ่งจริงๆมันไม่ดีเลย
Patpattpattt
9 days ago
จริงมากค่ะ เราดูแล้วไม่โอเคมาก ๆ แต่ก็พยายามอดทนดูจนจบ แต่ตอนท้านเรื่องทำให้แย่เข้าไปใหญ่ เผลอกัดฟันจนเมื่อกราม แล้วก็อยากจะบอกคนที่ไม่ได้ป่วยว่าถ้ามันง่ายขนาดนั้น จะมีจิตแพทย์ไว้ทำไม เราจะทนกินยาทำไมถ้ามันหายเองได้ง่าย ๆ
Reply
soengee
8 days ago
เห็นด้วยค่ะว่ามันไม่ง่ายเลยกว่าจะผ่านไปได้ หลายๆคนต้องเรียนรู้อยู่กับโรคนี้นานเลยเพราะมันไม่ได้หายไปในครั้งเดียว เราเคยได้ยินมาว่าการรักษา ไม่ได้หมายถึงกำจัดมันให้หายไปซะทีเดียวแต่การรักษาคือการอยู่ร่วมกันกับความเศร้าโดยที่เราเรียนรู้ที่จะควบคุมไม่ให้มันมาครอบงำเราจนมากเกินไปมากกว่า เรารู้ว่ามันทรมานและไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้หรอกค่ะ เพราะทุกคนต่างก็คู่ควรกับความสุขกันทั้งนั้น คุณเองก็ด้วยเหมือนกันนะ ขอเป็นกำลังใจให้คุณในการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้และหวังว่าคุณจะพบกับความสุขนะคะ :)