กับดักสีส้ม.
ชมรมที่ทำท่าว่าจะล่มอยู่รอมร่อ อ้าแขนต้อนรับฉันอย่างยินดี

อันที่จริง ไม่ใช่เพราะ ฉันเป็นประชากรคุณภาพหรอก

รุ่นพี่ผู้หญิงคนนั้น มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว

เงียบไปพักหนึ่ง ทำท่าราวกับกำลังแก้สมการพิลึกพิลั่น

ในที่สุดก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างลังเล

ไม่แปลกหรอก

เด็กใหม่ท่าทางว่าง่าย หน่วยก้านไม่เหมาะกับการเล่นกีฬาทุกชนิด ไม่ควรคิดยื่นใบสมัครตั้งแต่ต้น

แต่ในเมื่อตำแหน่งหนึ่งยังว่างอยู่

ฉันจึงได้รับหน้าที่วิ่งเก็บลูกปิงปองไปโดยปริยาย

ฟังดูน่าสมเพช

แต่ฉันค่อนข้างพอใจเลยทีเดียว

ฉันบรรลุเป้าหมายของการหลีกเลี่ยงสแตนด์เชียร์ ในฐานะเด็กมัธยมสี่ ที่กลัวรังสียูวี ซะยิ่งกว่าฟังก์ชั่นลอกาลิทึม

ฉันไม่ต้องลำบากใจปฏิเสธคำชวนคัดตัวเชียร์ลีดเดอร์ ทั้งที่นานๆ ที จะมีคนมองเห็นประกายบางอย่าง ภายใต้แว่นกรอบหนา

ฉันตั้งใจใช้สิทธิ์การเป็นนักกีฬา เพื่อหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่ว่ามา

และชมรมปิงปองที่มีโต๊ะตั้งอยู่อย่างเหงาๆ ในโรงยิม คือเป้าหมายที่น่าสนใจ

อาจารย์ที่ปรึกษาผู้ไม่รู้ไปอยู่ไหน นอกจากในวันแข่งกีฬา

สมาชิกจำนวนหยิบมือเดียว ที่ไม่มีใครสนใจกันและกัน

หากไม่นับรวมนักกีฬาสายตามุ่งมั่นสองคนนั้น ที่มีความฝันคือการไปโอลิมปิก

ก็มีเพียงเพื่อนร่วมสายชั้นติดเกมส์สองสามคน ที่สมัครชมรมเอาไว้บังหน้า

ประธานหญิงที่ชอบทำท่าหมดอาลัยตายอยาก
ช่วงเวลาที่ยากลำบาก คงสอนให้เธอเลิกตั้งความหวังกับชมรมนี้

สมาชิกคนสุดท้ายคือ รุ่นพี่ผู้ชายที่อายุห่างจากฉันหนึ่งปี
ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ชมรมนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่มีใครกล้าถาม
เพราะรู้ดีว่า คงไม่มีคำตอบหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากเหยียดตรงไม่แยแส

เขาหันมามองฉันตอนแนะนำตัวเพียงสามวินาที
จริงๆ แล้ว อาจน้อยกว่านั้น

ฉันเดาเอาเองว่า ระดับความเป็นมิตรของเขา คงอยู่ราวๆ เดียวกับขาโต๊ะปิงปอง ที่ค่อยๆ สึกกร่อนตามกาลเวลา

เย็นวันหนึ่ง หลังจากวิ่งเก็บลูกจนเหนื่อย เพราะเริ่มเข้าช่วงแข่งกีฬา

ฉันเอนหลังพิงเสาต้นใหญ่ พลางเปิดหนังสือรวมบทกวีที่เพิ่งยืมมาจากห้องสมุด

กว่าพระอาทิตย์จะตกดิน ฉันมีเวลาเหลือมากพอเพื่อจะอ่านหนังสือให้จบ แล้วนำไปจดบันทึกลงสมุดรักการอ่าน

ทุกสัปดาห์ นักเรียนต้องเขียนบันทึกสามเรื่องส่งอาจารย์ภาษาไทย ตามนโยบายส่งเสริมการอ่านของโรงเรียน

“นี่- ขอยืมหน่อย”

ตลอดมา ฉันไม่เคยรบกวนใคร ได้แต่หายใจเงียบๆ เพราะไม่อยากทำตัวมีปัญหา

เอียงคอเล็กน้อย เมื่อจับทิศทางของเสียงได้

“หมายถึงนั่น นั่นน่ะ ไม่ใช่นี่- ”

เขาส่งเสียงในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย หน้าผากปรากฏรอยเพียงจางๆ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นความเคลื่อนไหวบนใบหน้าของเขา

ฉันประมวลผล จนสามารถทำความเข้าใจได้ว่า เขาต้องการยืมสมุดบันทึกของฉัน ไม่ใช่หนังสือปกเก่าคร่ำคร่าที่ถืออยู่นี้

ฉันอยากจบบทสนทนา จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยื่นสมุดให้เขาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

มือหนาพลิกแต่ละหน้าไปมา อย่างไม่สนใจสายตาที่มองอยู่

ฉันอาจตัดสินใจผิด แต่คิดได้ก็สายเกินไป เพราะเขายัดสมุดลงในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว

กระบวนการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นทุกวันพุธ และจะเสร็จสิ้นในเย็นวันศุกร์ 

การเขียนบันทึกสามเรื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ เพื่อให้เขาเอากลับไปลอกตามจนเสร็จในอีกสองวันถัดไป ไม่ใช่เรื่องลำบากนัก จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธอะไร

จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเลื่อนเป็นเทอม จากเทอมล่วงเลยมาเป็นปี

ชมรมปิงปองยังย่ำอยู่กับที่
พ่ายแพ้ราบคาบทุกสนามการแข่งขัน

กระทั่งถึงงานโอเพ่นเฮ้าส์ ก่อนสิ้นสุดปีการศึกษาไม่นานนัก

แต่ละชั้นเรียนจะออกร้านขายของ จัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ตามแต่ความคิดสร้างสรรค์จะพาไป

ในห้องตกลงกันว่าจะขายขนมง่ายๆ จึงรับเอาเบเกอรี่ คัพเค้ก จากร้านโฮมเมดใกล้ๆ มาขาย และทำขนมปังปิ้งกันเอง

ขณะที่ง่วนอยู่กับการรับขนมปังปิ้งร้อนๆ มาตัดให้เป็นชิ้นพอดีคำ

ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากฝั่งตรงข้าม

“รสส้ม ไม่หวาน ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นมข้น”

ฉันนิ่งไปนาน จนเพื่อนที่ยืนปิ้งขนมปังอยู่ข้างๆ เอาศอกกระทุ้ง

“ไม่หวานนะคะ”

ฉันทวนประโยคไร้อารมณ์จากคนตรงหน้า จับความพอได้ แต่ก็แอบค้านในใจ ว่ายังไงคงหวานอยู่ดี

เขาพยักหน้า พ่นลมหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พลางจับจ้องการตัดขอบขนมปังของฉันไม่วางตา เสียงอึกทึกครึกโครมรอบข้างถูกกลืนหายเข้าไปในหลุมลักยิ้มน้อยๆ ที่แก้มซ้ายของเขา ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาดเพราะเมาควันมากไปน่ะนะ

พลันโลกทั้งใบกลายเป็นสีส้ม

ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นเพราะใคร

ใครบางคนที่ทำให้สมองหมุนคว้าง วิสัยทัศน์ในการมองภาพต่างๆ ลดลง ก่อนสติจะดับไป ฉันมั่นใจว่าเห็นลูกปิงปองกระเด้งกระดอนไปมาอยู่รอบตัว

โลกยังคงเลือนรางเมื่อตื่น
ฉันกะพริบตาถี่ สะบัดหัวซ้ายทีขวาที เป็นการเรียกประสาทสัมผัสให้กลับคืนมา

แว่นสายตาถูกสวมลงบนใบหน้าอย่างเบามือ

คำถามมากมายถูกกลืนลงคอ ไม่รู้จะหลอกตัวเองยังไงต่อ เมื่อคนตรงหน้าชัดเกินกว่าภาพฝัน

เขานั่งคุกเข่าระดับเดียวกับฉัน ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนหมดสภาพพิงเสาต้นใหญ่

นัยน์ตาดำขลับฉายประกายบางอย่างขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนหายลับไป

ปลายจมูกเชิดขึ้น พ่นลมหายใจสั้นราวกับกำลังไม่พอใจ

ริมฝีปากเหยียดตรง ขนาบข้างด้วยร่องแก้มลึกซึ่งยังคงไม่ปรากฏรอยยิ้มใด

ฉันไม่เข้าใจ แต่สถานการณ์สั่งให้เงียบไว้ จึงได้แต่ก้มหน้าหลบสายตา

“ลาออกไปซะ”

เขากล่าวเสียงเรียบ คล้ายมันเป็นบทสนทนาปกติ

เขาคงไม่ได้หมายถึง ให้ฉันพ้นจากสภาพการเป็นนักเรียนนักศึกษา แต่กลับปรารถนาอย่างแรงกล้า ให้ลาออกจากชมรม

ฉันกวาดตามองโรงยิมที่เงียบสงัด ชั่วขณะนั้น เสียงเพลงจากงานเทศกาลดังลอดประตูที่ถูกแง้มไว้ โลกที่ฉันควรอยู่กำลังกวักมือเรียกให้ออกไป

ฉันพยักหน้าอย่างยอมจำนน รับรู้ได้ว่า ไม่ใช่เวลาถามถึงเหตุผลใดๆ 


ฉันพยุงตัวลุกขึ้น กลั้นใจไม่หันกลับไปมอง

แม้จะสวมแว่นไว้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพชัดขึ้นมาเลย

ใช้หลังมือปาดน้ำตา ปากก็ก่นด่าคนไร้หัวใจไปตลอดทาง

เป็นการเผชิญหน้าประสบการณ์อกหักครั้งแรกอย่างสิ้นท่า

ฉันจมอยู่กับกองทิชชู่เปื้อนน้ำตา ตลอดระยะเวลาปิดภาคเรียนสามเดือนเต็ม

เปิดเทอมวันแรกของการเป็นนักเรียนชั้นมัธยมห้า ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อเลี่ยงเส้นทางตัดผ่านสู่โรงยิม

ซ่อนใบหน้าลงกับนวนิยายที่ยังอ่านไม่จบ เสียบหูฟังเปล่าๆ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างรู้ว่า ไม่ใช่เวลาเข้ามายุ่ง

แต่เชื่อมั้ย โชคร้ายยืนอยู่ข้างฉันเสมอ

รุ่นพี่ประธานชมรมหญิงคนนั้น ยังคงแสดงสีหน้าสิ้นหวังอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่ในตอนที่รั้งฉันไว้ ขณะที่ตั้งใจแกล้งก้มหน้างุดเดินผ่าน

เธอถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ทั้งยังแสดงความห่วงใยมากเกินปกติ ฉันพยายามขอคำอธิบายในท่าทีที่เปลี่ยนไปของรุ่นพี่

“ไม่เคยรู้เลยว่าเธอป่วย”

เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าของคนรู้สึกผิด


รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า ใครบางคนท่าทางโกรธจัด ตรงเข้ามาต่อว่ารุ่นพี่ที่รับฉันเข้าชมรม หลายคนรู้ว่าฉันเป็นโรคโลหิตจางในวันนั้น จากปากคำของเพื่อนสนิท 

เป็นความจริงที่ฉันมีภาวะโลหิตจาง
แต่นั่นก็แค่จากการขาดธาตุเหล็กเพียงเล็กน้อย

เป็นความจริงที่ฉันวิ่งวุ่นเก็บลูกปิงปองตลอดทั้งปี
แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันยินดีทำ และมันไม่ได้หนักหนาเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว

เป็นความจริงที่ฉันเป็นลมล้มพับไป
แต่เขาจะรู้มั้ย ว่านั่นเป็นผลจากการฝืนปั่นบันทึกการอ่านให้เสร็จทันวันพุธ

วันแรกของปีการศึกษา เปิดโอกาสให้ได้เลือกชมรมที่ต้องใจ

ปีนี้ฉันเป็นอิสระจากการขึ้นสแตนด์เชียร์ ทั้งยังไม่ต้องสมัครเป็นนักกีฬาจอมปลอมอีกต่อไป

จุดหมายจึงเป็นสุดทางเดินริมระเบียงฝั่งซ้าย บนตึกเก่าชั้นสอง

ในมุมที่การฝืนสร้างบทสนทนา ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ห้องสมุดจึงเป็นเหมือนที่หลบภัยสุดท้าย สำหรับคนอ่อนแอ


ขณะเดินไล่นิ้วไปตามสันหนังสือ สายตาฉันก็ไปสะดุดเข้ากับมุมนิทรรศการเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างชั้นสารานุกรม

เป็นตัวอย่างสมุดบันทึกปีก่อน ที่ถูกจัดแสดงไว้เพื่อให้นโยบายส่งเสริมการอ่านเป็นรูปธรรม

สมุดรักการอ่านนับสิบเล่มวางซ้อนกันเป็นรูปบันไดวน

ฉันไม่แปลกใจ ที่บันทึกของตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งในประติมากรรมแสนสวย

แปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นชื่อของใครคนนั้นวางซ้อนอยู่ในลำดับถัดมา

แต่แปลกใจยิ่งกว่า เมื่อเปิดอ่านแล้ว ไม่มีรายชื่อหนังสือคุ้นตาเลยสักเล่ม

ในสมุดบันทึกที่เจ้าตัวเขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบ แทบทั้งหมดล้วนเป็นผลงานเก่าทรงคุณค่า ที่แม้แต่ฉันก็ยังไม่กล้าทำความรู้จัก

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยลอกงานของฉันเลยสักครั้ง ทั้งยังจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ จากหนังสือชั้นครู ได้ดีจนน่าใจหาย


ฉันอาจจะยืนอยู่ตรงนั้นตลอดไป หากใครคนหนึ่งไม่เข้ามาจัดกองสมุดที่ล้มไม่เป็นท่านั้นขึ้นใหม่

“มาสมัครเข้าชมรมเหรอ”

เบื้องหลังแว่นสายตากรอบบาง ประกายบางอย่างที่ชวนให้คิดถึงฉายมาอย่างปิดไม่มิด เขาใช้นิ้วเรียวดันกรอบแว่นขึ้นกระชับสันจมูก แล้วเผยรอยยิ้มละมุน

ลักยิ้มเล็กๆ ที่แก้มซ้าย ฉุดฉันให้ตกลงไปในหลุมลึกอย่างง่ายดาย อีกครั้ง อีกแล้ว

มองเห็นลูกปิงปองกระเด้งกระดอนไปมาอยู่รอบกาย จนทำให้รู้สึกวูบไหว คล้ายหัวใจกำลังจะเสียสมดุล.
SHARE

Comments

Hollow
20 days ago
อบอุ่นจัง.
Reply
LaFloraRa
20 days ago
เหมาะกับหน้าหนาวแบบนี้เลยเนอะ :)
Christopher25th
17 days ago
สนุกอ่า ร้อยเรียงคำได้สวยงามมาก คล้อยตามและนึกภาพออกได้อย่างสม่ำเสมอไม่ตกหล่นเลย
Reply
LaFloraRa
17 days ago
ดีใจจังเลยย เป็นคอมเม้นท์ที่มีความหมายต่อเรามาก :)
Christopher25th
17 days ago
ถือว่าเป็นกำลังขับเคลื่อนให้กันและกันแล้วกันเนอะ ฮ่าๆ
25th
13 days ago
ละมุนจัง มีภาคต่อป่าว
Reply
LaFloraRa
13 days ago
น่าเสียดายนะคะ ทั้งที่เราเองก็อยากให้เรื่องราวดำเนินต่อไปแท้ๆ :)
Physics
12 days ago
คือดีมากๆ
Reply
LaFloraRa
12 days ago
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ :)
Sansastarkzz
12 days ago
ชอบชื่อเรื่องที่เอามาผูกกับลูกปิงปองสีส้ม55
Reply
LaFloraRa
12 days ago
ขอบคุณค่าา :)