365 วันฉันได้อะไรมา และเสียอะไรไป
ปีนี้เป็นอีกปีที่รู้สึกอยากเขียนไว้ให้ตัวเองอ่านว่า วันเดือนปีที่ผ่านมา เราได้อะไรมาและเสียไป และเราได้อะไรจากเหตุการณ์นั้นบ้าง

มกราคม-กุมภาพันธ์  
ปลายปีที่แล้วเราท้อง แต่งงานมาครบ 3 ปี ความก้ำกึ่งลังเลของใจส่วนลึกว่า เอ๊ะเราอยากมีลูกหรือเปล่านะ เราจะเลี้ยงคนคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพได้หรือเปล่านะ หลังจากที่ตัดสินใจกับสามีว่าโอเคเราจะลองปล่อยดูถ้าใครสักคนอยากมาเกิดเป็นลูกของเราสองคนก็ขอให้มา หลังจากปล่อยไม่นานเราก็ท้อง ช่วงท้องใหม่ ๆ การแพ้ท้องทำให้เราไม่ค่อยมีความสุขนักหรอก มึนหัวเพลียอยากนอนตลอดเวลากว่าจะหายแพ้ท้องก็ช่วงเดือน มกรา กุมภา พอดีซึ่งเป็นช่วงที่เรามีความสุขที่ได้เดินเหินไปไหนมาไหนคล่องขึ้นเพราะอายุครรภ์อยู่ในช่วง 5-6 เดือน ถึงแม้ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราก็ยังใช้ชีวิตปกติ เดินเร็ว เดินเยอะเหมือนไม่ได้ท้อง เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่สบายที่สุดของการท้องแล้วล่ะ

การท้องของเราคือ ได้เห็นคนรอบข้างมีความสุขมากขึ้น พ่อแม่เราอยากให้เรามีลูกก่อนหน้านั้นเราเคยพูดไว้เสมอว่าเราไม่อยากมีลูกไม่อยากมีห่วงอะไรเลย ครอบครัวฝั่งแฟนก็มีความสุขมากเพราะเป็นหลานคนแรกทุกอย่างช่าง perfect การท้องทำให้หลายคน happy ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

มีนาคม-พฤษภาคม เจ็บหนักให้ชิน  
พอย่างเดือนมีนาคม อายุครรภ์เริ่มเข้า 7 เดือน อาการแทรกซ้อนก็เกิดขึ้น อยู่ ๆ เราก็ท้องแข็งขึ้นมา อาการท้องแข็งอันที่จริงสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงท้องทุกคน มันจะปกติถ้าหากการแข็งของท้อง เกิดขึ้นแค่วันละครั้งหรือสองครั้ง บางครั้งเมื่อมดลูกบีบตัวท้องจะแข็งได้ แต่ของเรามันเกิดท้องแข็งทุก ๆ 5 นาที อาการแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณใกล้จะคลอด! แต่ ณ ตอนนั้นเราท้องยังไม่ครบ 7 เดือนด้วยซ้ำ การที่มดลูกบีบตัวถี่แบบนี้และยังไม่ถึงกำหนดคลอดมันทำให้เราวิตกและแน่นอนอยู่เฉยไม่ได้

เราต้องพาตัวเองไปตรวจกับหมอช่วงกลางคืนเรียกได้ว่าไปเข้าฉุกเฉิน และเป็นไปตามที่คาดไว้ เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการที่เราเดินเยอะเกินไปทำให้มดลูกบีบตัวและทำให้ท้องแข็ง หมอต้องให้แอดมิทอยู่ในโรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน เพื่อประคองอาการไว้ไม่ให้ลูกคลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดมันน่ากลัวนะเพราะเด็กเขายังไม่พร้อมที่จะออกมาเจอโลกภายนอก ร่างกายเขายังไม่พร้อม อวัยวะยังไม่พร้อมทำงานถ้าคลอดออกมานอกจากเสี่ยงต่อการรอดชีวิตแล้วยังเสียค่ารักษาสูงลิบลิ่วสำหรับคนฐานะปานกลางอย่างเรา ยังจำความเครียดที่ก่อตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี ตอนนั้นเราฝากท้องไว้ที่โรงพยาบาลเอกชนค่ารักษาส่วนนี้ไม่สามารถเบิกประกันได้ต้องจ่ายเอง ค่าใช้จ่ายในกรณีที่ไม่ได้มีอะไรแทรกซ้อนเราเตรียมไว้แล้ว แต่ถ้าคลอดก่อนกำหนดเราไม่ได้เตรียมไว้ สิ่งที่เราต้องทำคือการย้ายตัวเองเข้าโรงพยาบาลรัฐบาลให้ได้ ซึ่งจะทำไม่ได้ถ้าไม่มีคนในคอยช่วย 

เดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม 
เป็นช่วงที่คลอดลูกใหม่ ๆ การเป็นคุณแม่มือใหม่ไม่ง่ายเลย บททดสอบความอดทนชีวิตเริ่มขึ้น การเป็นแม่คนไม่ง่ายเลย ต้องอาศัยความอดทนขั้นสุดจริง ๆ อดทนต่อความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด การให้นมลูกโดยเฉพาะในเดือนแรก เราต้องการให้ลูกโตด้วยนมแม่ซึ่งเป็นนมที่ดีที่สุดสำหรับลูกจึงต้องผ่านจุดวัดใจในเดือนแรกให้ได้ว่าจะให้นมแม่สำเร็จไหม มันไม่ง่ายแต่ถ้าผ่านไปได้มันจะดีต่อระยะยาว ช่วง 3 เดือนที่ลาคลอดเป็นช่วงเวลาที่ปรับตัวมากที่สุดอะไรที่ยากก็ต้องผ่านไปให้ได้ และเราก็ทำได้การเป็นแม่คนยากก็จริงแต่ก็ไม่มีแม่คนไหนผ่านไม่ได้

เดือนกันยายน – ธันวาคม  
หมดเวลาลาคลอดก็ต้องกลับมาทำงาน โอยย เจอเรื่องยากให้ปรับตัวอีกแล้ว การเป็นคุณแม่มือใหม่เมื่อผ่านจุดที่ต้องเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโต จากการที่ใช้เวลาด้วยกันกับลูกทั้งวันทั้งคืนตัวติดกันตลอด 24ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 90 กว่าวัน พอจะต้องกลับมาทำงาน อาการติดลูกก็แผลงฤทธิ์ คิดถึงลูกได้ขนาดที่กลับไปนอนร้องไห้คนเดียวที่บ้านทุกวัน กว่าจะชินใช้เวลาอยู่นานเป็นเดือน

ทั้งหมดทั้งมวลเราได้อะไรและเสียอะไรไปบ้างนะ  
เคยได้ยินคำนี้ไหม “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ” ปีนี้ก็เหมือนกัน เป็นอีกปีที่หนักพอสมควร บางครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนจะแย่สุดในชีวิตร้องไห้เกือบทุกคืนกับเหตุการณ์ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล เรียกได้ว่ากอดคอกันร้องไห้กับสามี ถ้าลูกคลอดก่อนกำหนดเขาจะรอดไหม เขาจะสมบูรณ์ไหม เราจะมีเงินไปรักษาเขาไหมกับค่าใช้จ่ายมากกว่า 20,000 บาทต่อวัน ในที่สุดเราก็ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้

สิ่งที่ได้มา 
ณ วันที่มืดแปดด้านเราได้แต่กอดคอกันร้องไห้ แต่ก็ยังโชคดีที่สามีมีเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเราจึงได้ย้ายเข้าโรงพยาบาลรัฐที่มีหมอและพยาบาลเก่ง ๆ มากกว่าเอกชนและที่สำคัญเครื่องมืออุปกรณ์ครบครันกว่าและค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าหลายเท่า

ณ วันที่นอนเจ็บอยู่ในโรงพยาบาล 2 คืนทำให้รู้ว่า มีใครบ้างที่เป็นห่วงและคอยโทรมาหาและใครบ้างที่มาเยี่ยมส่งข้าวส่งน้ำให้

ณ วันที่มีความทุกข์ทำให้รู้ว่า ใครบ้างที่เป็นห่วงเป็นใยในแบบที่สัมผัสได้ สัมผัสได้ในที่นี้หมายถึงคอยถามไถ่ คอยเป็นกำลังใจให้

ณ วันที่มีแต่ความเครียดยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้อย่างไร ทำให้รู้ว่ากำลังใจสำคัญมากแค่ไหน ไม่ต้องช่วยอะไรเราเลย สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดแค่กำลังใจอย่างจริงใจแค่นั้นเอง ที่เหลือของปัญหาเราก็ฟันฝ่าไปเองได้

ณ วันที่ความทุกข์เดินเข้ามา ทำให้รู้ว่านิยามของคำว่าเพื่อนได้อย่างแจ่มชัด จำได้ว่าวันที่นอนร้องไห้อยู่ที่โรงพยาบาล บอกเพื่อนในกลุ่มที่สนิทที่สุด สิ่งที่ได้กลับมาคือแค่คำว่า “สู้ ๆ นะ” จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนเป็นการชวนกันไปเที่ยวกันของสมาชิกคนอื่น และจากนั้นบทสนทนาอันยาวเหยียดก็กลายเป็นเรื่องสนุกสนานกับการชวนกันไปเที่ยว ไอ้เราก็นอนร้องไห้ต่อไปสิ นึกย้อนไปคือความขำแต่ในเวลานั้นเรากลับขำไม่ออก พอลองทบทวนดูดี ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเจอน้ำใจจากเพื่อนสนิทแบบนี้ในสถานการณ์ที่แตกต่าง วันที่ออกจากโรงพยาบาลเป็นวันเดียวกันกับที่ออกจากกลุ่มไลน์ ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มเดียวแต่อีกหลายกลุ่มยกเว้นครอบครัวที่เหลือไว้ อะไรที่มีแล้วเหมือนไม่มี ให้คิดเสมอว่าไม่มี นั่นคือสิ่งที่เราจำขึ้นใจ

ณ วันที่เพื่อนมาขอความช่วยเหลือ และเราเต็มใจช่วยอย่างสุดพลังแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการได้รู้ว่า เอ้ยเพื่อนกำลังหลอกใช้เพื่อดูดข้อมูลออกไปเพียงเพื่อให้ตัวเองได้เงิน(หลายสิบล้าน) มันเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรใดๆ เจ็บกายจากการผ่าตัดคลอดลูกที่ว่ายังไม่เทียบเท่าเจ็บใจที่ถูกหลอกใช้เสียอีก

1 ปีจะผ่านพ้นไประยะเวลาที่ดูเหมือนไม่นานแต่มันก็ผ่านเรื่องราวมาเยอะแยะ เหมือนสนุกนะที่สารพันเรื่องราวเกิดขึ้นอิรุงตุงนังเหมือนกับว่าไม่มีเวลาให้เกิดอีกแล้วเหรอปีหน้าเนี่ย มองย้อนกลับไปแอบขำตัวเองทั้งที่ตอนที่เจอเรื่องนั้นกลับไม่สนุกเลยหัวเราะไม่ออกกันทีเดียว

ทุกวันนี้เรายังคิดเสมอว่าปีนี้ไม่ค่อยได้อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย เสียใจที่ถูกเพื่อนสนิทไม่ได้สนใจใยดีในวันที่มืดแปดด้าน แถมถูกเพื่อนที่คิดว่าสนิทอีกคนหลอกใช้เพียงเพราะว่าเงินแค่คำเดียว

แต่มีคำพูดดึงสติประโยคยาว ๆ จากน้องสาวบอกมาว่า

ความทุกข์ สอนอะไรได้มากกว่าความสุข เมื่อวันใดที่คุณลำบาก คุณจะเห็นอะไรที่ไม่เคยได้เห็นจากคนรอบข้าง

บางคน...เราแค่ต้องการคำปรึกษา...เขากลับนิ่งเฉย

บางคน...เข้ามาทำดีคอยช่วยเหลือเรา เพียงแค่ต้องการบางสิ่ง

แต่บางคน...เข้ามาช่วยเหลือด้วยความจริงใจโดยไม่หวังสิ่งใดกลับคืน

อย่างน้อย...ความทุกข์...ก็ทำให้เรารู้ว่า ใครควรที่จะเก็บรักษาไว้และใครที่ควรจะปล่อยผ่านจากชีวิตเราไป

สรุป 365 วันนี้เราไม่ได้เสียอะไรไป แต่เรากลับได้อะไรหลาย ๆ อย่างมาโดยที่เราไม่ได้มองให้มันลึกซึ้งพอแค่นั้นเอง  

SHARE
Writer
KCstory
Writer
นักฝัน ที่อยากแบ่งปันมุมมองชีวิตผ่านตัวหนังสือให้คนที่ไม่รู้จักอ่าน

Comments

lifeofkrit
4 months ago
อ่านจบแล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวและเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะครับ :)
Reply
KCstory
4 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ^^
KCstory
4 months ago
สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะ
Wararit
4 months ago
ขอบคุณมากๆ เรื่องราวดีจัง
Reply
KCstory
4 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าค่ะ
Pxrpose
4 months ago
สู้ๆนะคะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงทั้งคุณแม่ทั้งน้องเลยนะคะ
Reply
KCstory
4 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะ
pimsiri
4 months ago
เป็นเรื่องราวที่ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณที่แบ่งปัน ขอให้มีความสุขกับการเป็นคนได้นะคะ
Reply
KCstory
4 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเช่นกัน สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะ ^^
aem_mimo
4 months ago
ว้าว รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกอีกใบนึงเลยค่ะ
Happy new year ล่วงหน้านะคะคุณแม่
Reply
KCstory
4 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ Happy New Year 2019 to you ค่ะ ^^