ความย้อนแย้งแสนเศร้าเหล่านั้นที่ใครแม้แต่เขาก็ไม่อาจเข้าใจ

     เขาไม่เคยคิดชอบชีวิตของตัวเองเสียเท่าไหร่ ทุกครั้งที่นึกถึงชีวิตที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ บางครั้งมันทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนกับสิ่งเหล่านั้น บางคนอาจมองว่ามันคือการไม่ยอมรับตัวตนในอดีตของเขา
ใช่ เขาเองก็คิดเช่นนั้น เขาไม่ยอมรับตัวตนของเขาเอง
แต่หากมนุษย์มีสิทธิ์เลือกวิถีชีวิตที่ตัวเองชอบแล้วทำไมเขาถึงต้องเลือกยอมรับในสิ่งที่เขาไม่ชอบแล้วด้วยล่ะ

     เขาอาศัยอยู่ในครอบครัวที่ปกติผิดปกติ ไม่ผิดหรอก มันทั้งปกติและผิดปกติไปพร้อมกันๆอย่างน่าฉงน  ในส่วนที่ปกติก็คือมันเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกครบตามแบบแผนครอบครัวอบอุ่นอย่างไม่ผิดเพี้ยน ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่และน้องซึ่งเขาเป็นพี่ ดูภายนอกก็ดูอบอุ่นแบบครอบครัวทั่วไป แต่ความผิดปกติคือเขาเองไม่รู้สึกอบอุ่น 
ทุกคนในครอบครัวแผ่รังสีความเศร้า ความเหงา ความอึดอัด อัดอั้นตันใจ มาตลอดตั้งแต่เขาจำความได้ พวกเขาแสร้งว่ารักกัน สร้างสถาบันครอบครัวที่ดีจนใครๆต่างชื่นชมในความสุขที่มีให้กันและกัน แต่เบื้องหลังมันคือความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เมื่อใครได้เข้ามาลิ้มลองจะต้องสะอิดสะเอียนเป็นแน่

     เขากับพ่อไม่ค่อยลงรอยกันนัก หลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาทะเลาะกันด้วยทัศนคติที่แตกต่างกันสุดขั้ว พ่อค่อนข้างมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก ด้วยความเป็นหัวหน้าครอบครัวเขาจึงดำรงตำแหน่งนั้นด้วยวิถีเผด็จการของเขา ไม่อาจมีใครที่จะมีปากเสียงและสามารถเป็นผู้ชนะได้หากเกิดการวิวาทะกัน แม้จะมีเหตุผลหรือมีข้อมูลชี้แจงใดๆก็ไม่อาจต่อต้านอำนาจผู้สูงสุดได้ ความรักที่เขาและพ่อมีให้กันไม่เคยเกินกรอบของคำว่า พ่อ-ลูก ตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดไว้เลย เขาไม่เคยรู้สึกว่าพ่อคือเพื่อนที่พูดคุยได้ ไม่เคยรู้สึกว่าเขาคือพ่อที่โอบอ้อมอารีย์ต่อลูก และเขาเองก็ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นลูกที่เข้าอกเข้าใจพ่อเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าเขาต่างมีหน้าที่ที่เรียกว่า พ่อ-ลูก เท่านั้นที่เป็นตัวเชื่อมชีวิตให้เกี่ยวเนื่องกันเอาไว้ แต่ไม่ได้รู้สึกอบอุ่นตามคำนิยามเรียกนี้เท่าไหร่นัก 
พ่อโกรธง่ายเกินไปไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามหรือบางทีพ่ออาจะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่าย ถูกกระตุ้นให้รู้สึกต่างๆได้อย่างง่ายดาย เปราะบาง หรือพ่ออาจเป็นคนที่เศร้าที่สุดในบ้านก็เป็นได้ ด้วยลักษณะภายนอกและการแสดงออกของเขาที่หยาบกระด้าง ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะถอยห่างจากพ่อ เขาเองก็เช่นกัน ด้วยเหตุนี้อาจเป็นไปได้ที่พ่ออาจจะเศร้าและโดดเดี่ยวกว่าใครๆ

     แม่เป็นผู้หญิงที่เศร้าและมีชีวิตที่น่าอึดอัดคนหนึ่งเท่าที่เขาเคยรู้จัก แม่ต้องเผชิญกับความน่าอึดอัดที่มีสามีอารมณ์แปรปรวน ลูกชายที่ไม่เอาไหน และลูกสาวที่เกือบจะเป็นเหมือนสามีเธอไปทุกที เธออาจต้องทนอยู่แบบนี้ไปอีกหลายปีหรือไปจนวันสุดท้ายของชีวิต 
วันทั้งวันของแม่คือลูปเดิมๆที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำงานบ้าน นั่ง นอน ทะเลาะกับพ่อ เถียงกับลูก 
เหมือนคนตายที่ยังต้องชดใช้กรรม ทำสิ่งเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันจนถึงวันที่เป็นอิสระ 
เขาสงสัยเสมอว่าแม่รอคอยอิสระนั้นหรือไม่?
ทนอยู่ได้อย่างไรกับครอบครัวจอมปลอมเช่นนี้?
ทนอยู่ได้อย่างไรกับอิสรภาพที่ตัวเองสูญเสียไป?
ทนอยู่ได้อย่างไรกับตัวตนของตัวเองที่ถูกหลงลืมหรือถูกพับเก็บเอาไว้เหมือนเสื้อผ้าในตู้สักตู้หนึ่งในบ้าน?
หากแม่จะตอบว่าก็เพราะ 'ความรัก' อย่างไรล่ะ เขามองว่าคำตอบนั้นสิ้นคิดสิ้นดี
ทำไมน่ะหรือ? เพราะความรักในครอบครัวเช่นนี้มันเบาเกินกว่าจะเอามาเป็นน้ำหนักเป็นเหตุผลในการอดทนกับความสิ้นหวังเหล่านี้น่ะสิ แต่ถึงแม้แม่จะตอบว่าอย่างไร 
นั่นก็คือชีวิตของแม่ที่เลือกเดินในทิศทางของตัวเอง

     เขาไม่เคยรู้ว่าน้องสาวของเขาเป็นคนเช่นไร ตั้งแต่เด็กเขามักมีปัญหากับน้องสาวมาตลอด เขาและน้องอาจพูดได้ว่า ‘เราไม่เคยรักกัน’ อาจเป็นเพียงสายสัมพันธ์ที่ถูกสร้างเอาไว้เพราะพวกเขาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆจนกลายเป็นความเคยชิน แต่เมื่อเติบโต ต่างมีชีวิตและมีความคิดที่แตกต่างกัน เขาดำเนินชีวิตของเขา น้องดำเนินชีวิตตามแบบแผนที่น้องปรารถนา พวกเขาคุยกันน้อยลงและเหมือนจะเข้าใจกันด้วยการไม่ต้องพูดอะไรสักคำ แต่แท้จริงแล้วในความเข้าใจนั้นเขากลับไม่รู้สึกว่าเขาเข้าใจน้องเขาเลยแม้แต่น้อย การไม่พูดจาเป็นเหมือนผนังที่ยืดได้ มันแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆในทุกๆวัน ทำให้เขาไกลออกจากน้อง ไกลออกไป ออกไป จนความไกลที่ทำให้มองไม่เห็นนั้นทำให้เขาไม่รู้สึกอยากเข้ามาใกล้อีกต่อไป 
น้องเลือกใช้ชีวิตของตัวเองโดยเลือกได้ว่าอยากจะดึงใครเอาไว้ใกล้ตัวหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่เขาได้รับจากน้อง

     คนสุดท้ายคือเขาเองคนที่ล่มสลาย คนที่ล้มเหลวในทุกด้านทั้ง ความคิด ความรู้สึก และชีวิต การเติบโตของเขาทำให้เขาได้พบโลกที่แตกต่างออกไปจากเมื่อครั้งยังเด็ก 
การเติบโตทำให้เขามีความเด็ดเดี่ยวและโดดเดี่ยวมากขึ้น เขาเริ่มมองเห็นความจริงว่าชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อให้กำลังใจตัวเอง มองโลกในแง่ดีเสมอ เขาแวดล้อมไปด้วยความล้มเหลวทั้งครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งชีวิตของเขาเอง แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นที่ทำให้เขาล้มเหลวไปหมดอย่างนี้ เป็นเพราะเขาเองที่โชคร้ายมาเผชิญกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพราะเขาเองที่เติบโตมาด้วยความคิดอันน่าหดหู่เช่นนี้ แม้เขาจะกล่าวโทษตัวเองแต่เขาก็ไม่เคยนึกเกลียดตัวเอง เขาเข้าใจว่าชีวิตคือความเศร้าและเขาต้องดำเนินต่อไป แม้เขาจะไม่ชอบชีวิตเหล่านั้นของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตเขา เขายังสามารถได้เจอชีวิตที่ตัวเองจะชอบได้ต่อจากนี้ ชีวิตที่จะชอบได้แม้เพียงน้อยนิดก่อนเขาจะตายเท่านั้นเอง 
.
แด่ชีวิตที่ย้อนแย้งและไม่เข้าใจ
SHARE

Comments

Janiva
17 days ago
อ่านบะเหมือนเจอตัวเอง
Reply
Panuvat
7 days ago
โหเพิ่งเห็นว่ามีคนแสดงความเห็น รู้สึกเหมือนเขาใช่ไหม ฮาๆ แต่ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ 🙏🏽
NASRap
7 days ago
เรามองว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ
ดีตรงไหนวะ!!! 
คือ...ดีตรงที่เขาโทษตัวเอง ไม่โทษคนอื่นๆ
มองความผิดของตัวเองใหญ่กว่า ความผิดของชาวบ้านเสมอ
(ไม่เหมือนเรา)
..ดีที่สองคือ เรามองว่าหากวันหนึ่ง เขาได้มีโอ
กาศสร้างครอบครัวเป็นของเขาเอง เขาอาจจะรู้จัก รับมือ ป้องกันและ แก้ไข กับ ความน่าอึดอัด
กับ ความไม่เข้าใจกัน 
กับ สถานการณ์ที่น่าหดหู่ กับ ความย้อนแย้งเหล่านั้นได้. ...หากเขา ยอมรับ และ เรียนรู้...

จาก #เด็กมีปัญหา
ป.ล.เรารู้สึกดีที่เขาคนนั้น
เกลียดความผิด
.... แต่เขาไม่เกลียดผู้กระทำ
Reply
Panuvat
7 days ago
เป็นเรื่องดีเลยและเขาเองคงได้พบเรื่องที่ดีกับเขาสักวันก่อนตายอย่างที่เขาว่าเช่นกัน ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ 😀