ค่ายแพทย์อาสาครั้งแรกกับไฟในการเรียนหมอ

รีวิวค่ายแพทย์อาสาครั้งแรก


ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า คำอธิบายที่ดีที่สุดในการเรียนแพทย์ของเรา คือ คำว่าหมดไฟ ฟังดูแบบว่า “เห้ยย ปี2เองแก ทำไมหมดเร็วจัง ได้หรอ” แต่ทำไงได้หละ ไม่มีใครอยากหมดไฟ หมดpassion หรอก ยิ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเจอในทุกๆวัน ยิ่งไม่อยาก จริงมั้ย? นั่นแหละ ด้วยคำว่า หมดไฟ เบื่อ เบื่อในการใช้ชีวิตแบบวนลูปที่แทบจะไม่ได้เจอใครเลยนอกจากเพื่อนๆในรุ่น ตื่นเช้า เรียน กิน เรียน อ่านหนังสือ นอน (ถ้าวันไหนได้เล่นบาสก็จะดีหน่อย)ก็ยิ่งเป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้เราผู้ซึ่งเกลียดการทำอะไรซ้ำซาก เกลียดความจำเจ และเกลียดกรอบในการกำหนดการใช้ชีวิต ยิ่งหมดไฟลงในทุกๆวัน

จริงๆการที่เราได้มาค่ายนี้มันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิดนิดหน่อย เพราะตอนที่มีประชาสัมพันธ์ค่าย เราก็เช็ควันที่ไงแล้วคิดว่ามันตรงกับช่วงหลังสอบfinal block ของ GI คือชีวิตหลังปิดบล็อคที่ยังไม่ได้เริ่มขึ้นblockใหม่ มันโคตรสวรรค์55555 เออมาก็มา ถือซะว่ามาพักผ่อน มาเที่ยว มาหาสีสันให้ชีวิตหน่อยก็ดีเหมือนกัน คือในตอนนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรหรอก ก็แค่
มาเที่ยวก็แค่นั้น

แต่พอวันที่ใกล้จะเดินทาง ปรากฏว่าวันที่ไปไม่ได้เป็นวันที่ปิดบล็อค แต่เป็นวันที่ขึ้นบล็อคreproductiveพอดี วันนั้นคือเรียนสองเลค แต่ละเลคมีหลายสไลด์ ไหนจะมีผ่ากรอสอีก ในสมองตอนนั้นคือไม่อยากไป ไม่เอาแล้ว คิดวางแผนหลายอย่างมาก ไม่สบาย หมอนัด ญาติมาหา หรืออะไรดีที่จะไม่ต้องไป badass จัง55555 แต่สุดท้ายก็ไปอยู่ดี

เราเริ่มเดินทางออกจากมหาลัย 18.00น. มุ่งไปสู่ม.สงขลานครินทร์ เพราะ เราจะไปพักที่นั่นก่อน แล้วตอนเช้าก็ค่อยเดินทางไปยังอำเภอนาทวี ได้ไปมอ.ก็ทำให้คิดถึงบรรยากาศตอนเข้าค่ายสอวน. ที่อายก็ยังคงเป็นอาย เพื่อนอ่านหนังสือกันแต่เราไปเที่ยวทุกวัน5555 แอบเสียดายที่ไม่ได้ไปกินอะไรนอกม.เพราะแผลจากการซ้อมบาสที่เพื่อนรักมักจะแซวว่าเป็น neuropathy หรอ จ่ะ ไม่ได้เป็นเบาหวานเว้ย!!! อ้อลืมบอกไป ตอนมาถึงหอพักบินหลา มีพี่ๆมาตอนรับด้วย ถึงแม้ว่าจะมาถึงดึกแล้วก็ตาม ประทับใจๆ

ในวันต่อมาเราก็ได้เริ่มออกเดินทางไปสู่อำเภอนาทวีในเวลา 6.45น และไปถึงอำเภอนาทวีอย่างปลอดภัย และตรงกับช่วงพิธีเปิดพอดี5555 เราได้นำสัมภาระไปเก็บไว้ที่ห้องพัก ซึ่งห้องพักและห้องน้ำสะอาด และ สะดวกสบายมาก จากนั้นเราก็ได้ไปลงทะเบียน รับบัตร รับน้ำ และเตรียมตัวสำหรับการจัดกิจกรรมฐาน เราอยู่ในฐานตรวจเช็คโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งก็จะมีพี่ๆชั้นclinicคอยช่วย คอยบรีฟงานให้ โดยจะแบ่งเป็นหกฐาน คนหกกลุ่มที่เราต้องมาทำการสอบถามและประเมินความเสี่ยง เราเคยบ่นให้อาจารย์ท่านนึงฟังว่า เราชอบศิลปะ ชอบวาดภาพ ชอบออกแบบ ชอบถ่ายภาพ อยากเรียนสถาปัตย์ อยากเรียนนิเทศน์ อาจารย์ท่านนั้นแนะนำเราว่าถ้ายังอยากเรียนแพทย์อยู่ก็ต้องรู้จักเอาสิ่งที่ตนเองชอบมาปรับใช้ในการเรียนวิชาชีพนี้ ซึ่งการซักถามผู้ป่วยเราว่ามันก็เหมือนศิลปะและการออกแบบอย่างนึง เราจะทำยังไงให้ลุงๆป้าๆเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ เราต้องออกแบบประโยคและวิธีการสื่อสารให้เขาเข้าใจ เนี่ย ก็สนุกดีนะ ยิ่งเวลาที่ลุงๆป้าๆถามแล้วเราจำได้ว่า เห้ย เคยเรียนในpbl แล้ว เห้ย อันนี้ออกสอบตอนมิดบล็อคแล้ว มันยิ่งสนุกมากขึ้น มากขึ้นเยอะเลย แต่ส่วนใหญ่ก็จำไม่ค่อยได้หรอก5555

กิจกรรมฐานผ่านไปพร้อมกับเสียงfeedbackจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่หลายคนบอกว่า อยากให้มีอีกทุกๆปี มีสองวันได้มั้ย ยิ่งทำให้เรารู้สึกดีใจและชื่นใจมากๆ

กิจกรรมต่อมาคือการลงชุมชนผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ซึ่งเราไม่ได้ลงชื่อไป แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน

เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็น พวกเราชาวค่ายก็ได้ออกเดินทางไปสู่อ่างเก็บน้ำ และมีกิจกรรมกลุ่มให้ร่วมเล่นเป็นการแข่งพายเรือไปกลับ ซึ่งเราก็ขอบายในกิจกรรมนี้ ขอไปกองเชียร์ละกัน เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าลงแข่งขันแล้วจะทำให้เรือจมหรือเปล่า กันไว้ก่อนน่าจะดีกว่าเนอะ กิจกรรมนี้จัดที่อ่างเก็บน้ำ บรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย ไร้ซึ่งสัญญานเน็ต ฟังดูแย่แต่เราว่านั่นเป็นการช่วยลดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับเทคโนโลยีและเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ดีเลยทีเดียว

จนกิจกรรมก็ได้สิ้นสุดลงและทำการเดินทางกลับไปยังที่พักเพื่อรับประทานอาหารเย็น ซึ่งอาหารของที่นี่อร่อยมากๆเลย อร่อยจริงอยากกินอีก55555

กิจกรรมต่อมาคือการให้discussกันว่าเราคาดหวังอะไรจากค่าย ได้อะไรจากค่ายและคิดว่าระบบสาธารณสุขที่ดีควรเป็นอย่างไร เราก็ได้ฟังมุมมองหลายๆแบบจากเพื่อนๆพี่ๆในค่าย จริงๆเราก็มีคำตอบที่อยากแชร์ให้เพื่อนๆพี่ๆฟังเหมือนกันนะ แต่เราไม่ค่อยถนัดในการพูดในที่สาธารณะสักเท่าไร

กิจกรรมสุดท้ายของวันคือการเฉลยบัดดี้ บัดเดอร์และให้ของขวัญกัน ก็สนุก ตื่นเต้นดี ลุ้นว่าพี่คนนั้นจะได้ใคร เราจะได้ใคร ใครจะได้เรา ซึ่งทั้งบัดดี้และบัดเดอร์เราน่ารักมากๆ ให้ผ้าห่มกับขนมถุงใหญ่มาด้วย ขอบคุณนะคะ

กิจกรรมในวันแรกก็จบลงไป ด้วยความที่ยังมีเวลาเหลือ เราและเพื่อนเราก็ยังพอมีเวลาเล่นpubg ได้กินไก่สองเกมติดนะ55555 จากนั้นก็บอกลากันและเข้านอน

เช้าวันต่อมา เราก็ตื่นมาพร้อมกับอาหารเช้าหลายอย่างให้เลือกกินกัน หลังจากนั้นก็เก็บของใส่รถเพื่อเตรียมตัวกลับหลังจากเสร็จกิจกรรมจากนั้นก็เริ่มพิธีปิดที่เรียบง่ายแต่ซาบซึ้งใจ และจบพิธีลงด้วยการถ่ายรูปรวม

กิจกรรมต่อมาเราก็ได้มุ่งหน้าเข้าสู่นาทวี เป็นทุ่งนาหลายไร่ที่กลายเป็นจุดท่องเที่ยวในอำเภอนี้ไปแล้ว กิจกรรมแรกคือการเล่นวอลเลย์บอลในทุ่งนา ซึ่งโคลนสูงถึงเข่า ก็มีพี่ๆเพื่อนๆในค่ายลงไปแข่งกับชาวบ้าน ชาวบ้านที่นั่นเล่นเก่งมากก แต่เพื่อนๆพี่ๆเราก็ไม่ยอมแพ้ เล่นไปขำไป5555

กิจกรรมสุดท้ายของค่ายคือการดำนำ เราผู้มีแผลขนาดใหญ่ที่เท้าจึงได้แต่รับฝากของจากเพื่อนๆและถ่ายรูปให้ เป็นภาพที่น่ารักมากๆภาพนึงเลยแหละ

มื้อสุดท้ายของค่ายคือขนมจีน น้ำยาและแกงไตปลา ซึ่งยังคงอร่อยและถูกปากพวกเราทุกคน

กิจกรรมก็ได้จบลง ต่างคนต่างแยกย้ายกลับ เหลือไว้แค่มิตรภาพใหม่ๆ ความทรงจำ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่เมื่อนึกถึงเมื่อไรก็ยังอบอุ่นใจทุกครั้ง

ค่ายนี้เปรียบเสมือนไฟดวงเล็กๆที่มาเติมเต็มชีวิตที่หมดไฟหมดpassionของเรา ถึงแม้จะไม่ใช่ไฟขนาดใหญ่ แต่อย่างน้อยค่ายนี้ก็เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่เข้ามาจุดประกายชีวิตที่หมดไฟของเราได้ดีเลยทีเดียว ท่ามกลางชีวิตที่ไร้ซึ่งpassionและไร้ซึ่งไฟในการใช้ชีวิต เราว่าไฟดวงน้อยๆดวงนี้ก็อาจจะเป็นจุดกำเนิดไฟและแสงสว่างที่กว้างไกล และทำให้เราเข้าใจในคำถามที่เรามักถามตัวเองเป็นประจำว่า เราเรียนหนักขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกัน 🙂
#ค่ายอาสาฯนาทวีภาคใต้ครั้งที่1

ห่างหายไปนานกับstorylog เพราะตั้งแต่ขึ้นปี2 มีผ่าอาจารย์ใหญ่ มีสอบทุกสัปดาห์ แทบจะไม่มีเวลาเลย แต่ก็จะพยายามมาลงบทความบ่อยๆนะ:)

SHARE
Writer
Apisaraa
The youngest sister
LIVING ON MY PLUTO

Comments

warati
8 months ago
บังเอิญผ่านมาเจอ คิดถึงค่ายเลย :)
Reply
Apisaraa
7 months ago
ใช่ คิดถึงค่ายมากๆเลย