Tree of loneliness

  ใบอ่อนสีเขียวถูกลมพัดลู่ไปตามแรง กิ่งก้านที่ดูแห้งกรอบแซมไว้ด้วยหนามแหลมสีดำ กำลังขยับไปมาราวกับกำลังปัดป้องสิ่งเลวร้ายที่เข้ามาประชิด มันยืนต้นตะหง่านกลางผืนทรายที่ร้อนระอุ ท้าแดดและลมแรงในยามกลางวัน อดทนต่อความหนาวเหน็บและอากาศแห้งกรังในยามค่ำคืน


ใครๆ ก็เรียกเธอว่า Tree of Ténéré

“......”
จู่ๆ เธอก็เงียบไป

“ดาว มีอะไรรึเปล่า กำลังฟังเพลินเลย” ผมถามทั้งที่มีคำตอบในใจ

ผมตั้งใจฟังในทุกสิ่งที่เธอบอกเสมอนั่นล่ะ ไม่เว้นแม้เพียงเรื่องเล็กๆ อย่างเช่น เธอไม่ชอบกินขนมไทยที่ใส่กลิ่นนมแมว หรือเธอโปรดปรานถนนหน้ามหาวิทยาลัยที่เรียงรายไปด้วยต้นตาเบบูญ่าดอกสีชมพูที่บานอย่างพร้อมเพรียงในช่วงปิดเทอม

ตอนนี้ก็เช่นกัน เรื่องที่เธอกำลังเล่า น้ำเสียงเศร้าคล้ายกำลังสะอื้นในลำคอ แววตาที่น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า ผมจดจำและสังเกตุในทุกรายละเอียดของเธอเสมอและตลอดมา

“จะอ่านต่อไหม” ผมพูดเพื่อพังทลายความเงียบเชียบห้าวินาทีก่อนหน้า

“อืม ต่อลองเอาไปอ่านเองนะ” ดาวแสร้งเบือนหน้าหนี พร้อมวางหนังสือในมือลงข้างตัว ผมรู้ดีว่าเธอกำลังพยายามซ่อนอะไร

“จริงๆ ดาวเคยอ่านเรื่องนี้แล้ว ถ้าต่ออยากรู้ ก็ยืมไปอ่านได้นะ” เธอปาดมือเช็ดดวงตาอย่างรวดเร็ว

“อยากฟังดาวเล่ามากกว่า งั้นไว้วันหลังแล้วกัน” ผมหยิบหนังสือมาแกล้งเปิดผ่านแบบลวกๆ

“เย็นแล้ว เดี๋ยวดาวกลับบ้านก่อนนะ ต้องไปทำรายงานวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ค้างอีกเยอะเลย” ดาวเริ่มเก็บของใส่กระเป๋า

“ความโดดเดี่ยวของต้นไม้ หนังสืออะไรเนี่ย ชื่อประหลาดจัง” ผมพลิกปกขึ้นอ่าน

“ความโดดเดี่ยวของนักวิ่งระยะไกล ยังมีเลย ทำไมจะมีหนังสือชื่อ ความโดดเดี่ยวของต้นไม้ ไม่ได้บ้าง” ดาวนิ่วหน้า

“โอเคๆ เรายืมไปดองไว้ก่อนแล้วกันนะเล่มนี้” ผมหยิบหนังสือที่ว่ายัดใส่กระเป๋าเป้

“ลองอ่านดูนะ ดาวไม่ค่อยว่างจะอ่านให้ฟังหรอก ช่วงนี้ยุ่งมากเลย มันเป็นเรื่องที่ดีมากเลยจริงๆ นะ” ดาวรวบผมด้านหลังขึ้นมามัดเพื่อความเรียบร้อย

ถ้าจะบอกว่าใครมัดผมหางม้าแบบเชยๆ แล้วดูดีได้บ้าง ผมตอบได้ทันทีเลยว่าคือ ดาว นี่เอง หรือจะเอาเข้าจริง เธอไว้ทรงไหนก็น่ารักไปเสียหมด เพราะเป็นความน่ารักที่ตัวตนของเธอต่างหาก ไม่ใช่ที่ทรงผมหรือเครื่องประกอบภายนอกอันใด ความงดงามในจิตใจของเธอคือสิ่งที่ผมรักมาตลอด

“ดาว วันนี้ให้เราไปส่งที่บ้านไหม” ผมถามน้ำเสียงจริงจัง

“ไม่ต้องหรอก ดาวกลับเองได้ ต่อไม่ต้องห่วงนะ สบายมาก” เธอบอกปัดพร้อมยิ้มเจื่อน

“โอเค ถ้าดาวว่างั้น ส่วนหนังสือนี่จะลองอ่านตอนว่างๆ นะ” ผมส่งยิ้มปนความเศร้าให้ก่อนโบกมือลาในวันนั้น

และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน

_________________________

ผมพลิกหน้ากระดาษไปตรงที่หนังสือถูกคั่นหน้าไว้ หน้าที่กำลังบรรยายถึง Tree of Ténéré ต้นไม้ที่ได้รับการขนานนามว่า ต้นไม้แห่งความโดดเดี่ยว

เจ้าต้นไม้นี่ยืนต้นเพียวเดียวดายกลางทะเลทรายซาฮาร่าที่ร้อนระอุ ในรัศมีรอบๆ หลายร้อยไมล์ ไม่มีต้นไม้ยืนต้นอื่นใดอีกเลย มีเพียง Tree of Ténéré ต้นเดียวเท่านั่นที่เติบโตอย่างอ้างว้าง ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยวสุดขั้วในผืนทรายที่เวิ้งว้างสุดสายตา

“เหมือนกันไม่มีผิด” คำพูดยามที่เธอเหม่อลอยทอดสายตาออกไปไกลราวมองไปอีกซีกโลก

หากจะเปรียบเทียบกัน ความรู้สึกโดดเดี่ยวในจิตใจของเธอ อาจอ้างว้างพอๆ กับเจ้า Tree of Ténéré ก็เป็นได้ ผมคิดว่าเธอคงรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่มืดมิด ด้วยคำพูดของเขาที่ทิ้งไว้ก่อนจากไปไกลหลายร้อยไมล์ เพื่อเรียนต่อ

“ดาวรอผมนะ” เขากุมมือเธอพร้อมเอ่ยถ้อยคำที่เป็นเหมือนพันธนาการที่แสนรัดตรึง เธอพยักหน้ารับพร้อมน้ำตาอาบแก้ม

ผมยืมมองอยู่ข้างๆ ที่มาส่งเขาไม่ใช่แค่เพราะเราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันเท่านั้น แต่เพราะผมรู้ดีว่าผมควรอยู่ข้างเธอในเวลาแบบนี้

แต่สำหรับเธอ คำว่า “รอผมนะ” กลับเป็นเหมือนลำธารน้ำใต้ดินลึกไปหลายสิบเมตรที่คอยหล่อเลี้ยงรากของ Tree of Ténéré เฉกเช่นความหวังเล็กๆ ที่รั้งเธอไว้ในยืนรออยู่ตรงนั้นตลอดมา ตรงหน้าทางออกไป terminal 25D ที่ที่เขาเดินหันหลังจากไปกว่าห้าปีมาแล้ว มีเพียงข้อความและคำว่าคิดถึงเป็นระยะ ที่ให้ความหวังราวหยดน้ำค้างเพียงเล็กน้อยที่กลั่นตัวขึ้นในคืนที่หนาวเหน็บ เกาะติดที่ปลายหนามแหลมเล็กและพร้อมสลายไปในทันทียามต้องแสงแดดที่สาดส่องมาในยามเช้าในชั่วเสี้ยวนาที

ผมไม่แปลกใจที่ดาวไม่อยากอ่านเรื่องนี้ซ้ำอีก เพราะการตอกย้ำความโดดเดี่ยวที่พบเจอ ย้ำแล้วย้ำอีก มันก็เจ็บปวดสาหัสไม่เบา แต่เธอจะรู้ไหมว่ามีบางคนที่เจ็บปวดไปกับเธอด้วยไม่แพ้กัน


_________________________


“ต่อ.. ดาวโดนรถชนลูก เมื่อตอนหัวค่ำ ดาวเสียแล้วนะลูก..” เสียงแม่ของดาวสะอื้นไห้ราวจะขาดใจตอนโทรมาหาผม

ผมร้องไห้เหมือนคนเสียสติ ปิดขังตัวเองในห้องหลังงานศพของดาวอยู่นานหลายวัน ผมหยิบ “ความโดดเดี่ยวของต้นไม้” มาอ่านซ้ำๆ เหมือนคนย้ำคิดย้ำทำที่ใกล้บ้าเต็มที

คุณคงเดาได้ไม่ยากว่าเจ้า Tree of Ténéré มันไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว เจ้าต้นไม้ที่ยืนต้นโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายกว้างหลายร้อยกิโลเมตร ถูกคนขับรถบรรทุกขี้เมาชนเข้าอย่างจัง ทั้งๆ ที่มีที่ให้รถวิ่งได้กว้างกว่าถนนทั้งประเทศมารวมกันด้วยซ้ำ ต้นไม้ที่น่าเวทนาโค่นหักลง และค่อยๆ เหี่ยวแห้งและตายลงอย่างช้าๆ และแล้วหมุดหมายของความโดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลทรายที่แทบสูญสิ้นความหวังก็มอดดับลงในที่สุด

“เหมือนกันไม่มีผิด” ผมสบถกับตัวเองในใจ พร้อมเช็ดน้ำหูน้ำตาที่ไหลอย่างไร้การควบคุม


ผมปิดหนังสือลง คั่นหน้าไว้ที่รูปต้นไม้เหล็กที่ถูกนำมาตั้งไว้ทดแทนตรงตำแหน่งที่ Tree of Ténéré เคยยืนต้นอยู่ เหมือนภาพจำของดาวที่ฝั่งแน่นในหัวใจของผม ตลอดมาและตลอดไป แต่ก็หลงเหลือแค่เพียงความทรงจำเท่านั้น

ไม่มีเธอที่ยืนให้ร่มเงายามแดดร้อนแผดเผา หรือคอยบังลมหนาวเหน็บที่กรีดเซาะไปตามพื้นทรายที่โอบล้อมอยู่อีกต่อไป ก้อนหินเล็กๆ อย่างผม ที่ฝั่งตัวแน่นอยู่ที่ข้างโคนต้นไม่เคยห่างไปไหน คอยอยู่เคียงข้างอย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็เปล่าประโยชน์ ก้อนหินอย่างผมก็เป็นได้แค่ก้อนหินที่กองอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่แพ้กัน ไม่ใช่ต้นไม้ที่ผลิใบอ่อนซึ่งแม้ไกลออกไปหลายร้อยไมล์ Tree of Ténéré ก็ยังตั้งตารอคอย

ส่วนก้อนหินเล็กๆ อย่างผม คงได้เพียงแค่วางเคียงข้างต้นไม้โลหะไร้ชีวิต มีเพียงชื่อและความทรงจำในหัวใจของผมเท่านั้นที่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตาของเธอยังคงเหมือนเดิมเสมอไม่เคยเปลี่ยน

Tree of Ténéré กับก้อนหินละเมอที่ยังคงรอเธอตลอดไป




ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่
FB page : Bookster.blog
SHARE
Written in this book
รวมจินตนาการถึงเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเวลาที่นั่งว่างๆ
Writer
deux
the fast sleeper
คนธรรมดามากๆ

Comments

novemberp
18 days ago
ชอบเรื่องนี้จังเลยค่ะ
Reply
deux
18 days ago
ขอบคุณครับ ^_^ ฝากอ่านงานย้อนหลังแล้วติชมด้วยจะดีมากเลยครับ