What do I do?
กลิ่นหอมจางของอะไรสักอย่างบวกกับวอร์มไลท์ทำให้เขาผ่อนคลายลงได้อย่างไม่ยาก ภาพวาดหลากหลายของศิลปินที่เขารู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างถูกจัดแสดงได้อย่างลงตัว ร่างสูงไล่สายตามองผ้าใบแต่ละผืนอย่างตั้งใจ เขาใช้เวลาอยู่ในนี้มาเกือบสองชั่วโมงแล้ว

ดูเหมือนว่าจะยังไม่พอ

เท้าในรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มชะงักลงเมื่อสังเกตเห็นภาพที่อยู่เกือบกลางในส่วนของแกลเลอรีที่ถูกแบ่งไปคล้ายห้องเล็กๆ ไม่มีประตู 

ครั้งที่สองแล้วที่เขาหยุดมองภาพนี้

แผ่นหลังเปลือยเปล่าของผู้ชายร่างเพรียว เขาถูกพันด้วยดอกไม้สีอ่อนหลายชนิดและพืชคล้ายเถาวัลย์เส้นบาง ไล่ตั้งแต่เอวเล็กไปจนถึงลำคอที่เจ้าตัวเอามือจับเอาไว้ 

ไม่รู้ว่าใช่สิ่งที่คนวาดตั้งใจหรือเปล่า แต่ใบหน้าที่เงยขึ้นไปบวกกับองค์ประกอบอื่นทำให้เขารู้สึกว่าคนในภาพกำลังหายใจไม่ออก

แต่เขาไม่เห็นหน้าของผู้ชายคนนั้น บางที เขาอาจจะกำลังเงยหน้ารับกับแสงแดดอ่อนๆและอากาศเบาสบายในพื้นหลังก็ได้

เขาไม่รู้...

“สนใจภาพนี้เหรอคะ?” หันไปก็พบกับผู้หญิงในชุดสูทยืนยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ชายหนุ่มจึงเดาว่าเธอเป็นสตาฟของที่นี่ 

เขาอึกอักอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจถามสิ่งที่อยากรู้แทนคำตอบ

“ศิลปินคนนี้...ชื่ออะไรเหรอครับ?” เขาเหลือบมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง ทั้งที่สีและบรรยากาศที่ถูกเลือกใช้ดูสดใส เขากลับรู้สึกถึงความเศร้าที่ซ่อนอยู่อย่างน่าประหลาด

“อ๋อ ภาพนี้เป็นของ- นั่นไงคะ! ผู้ชายที่ใส่สูทสีน้ำเงินตรงนู้น สักครู่นะคะ” เขามองตามนิ้วชี้ของพนักงานสาวและพบกับใครบางคนที่ทำให้ใจเต้นผิดจังหวะไปพักหนึ่ง 

ไม่คิดว่าจะได้เจอจริงๆ

ห่างออกไปไม่ไกลนัก เขามองเห็นด้านข้างของคนในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม ผู้ชายคนนั้นก้มหน้า
คุยกับสตาฟที่อยู่กับเขาเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว ร่างบางขอตัวกับคู่สนทนาของตัวเองและเตรียมจะเดินมาทางเขา

เขามั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาด

อีกฝ่ายชะงักไปเหมือนกัน

“คุณ...” เสียงทุ้มรื่นหูทำให้ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นมาในอกของเขาอย่างรวดเร็ว เขาจึงทำทีเป็นหันไปพยักหน้ารับสตาฟคนเดิมที่ขอตัวไปอีกฝั่งของแกลเลอรี

แต่สุดท้ายก็ต้องหันมาสบตาคนตรงหน้าอยู่ดี

“ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่” คนตัวเล็กกว่าพยายามชวนคุยอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขามองมือบางที่ยกขึ้นมากอดอก สูทสีน้ำเงินแนบเอวเพรียวของอีกฝ่ายจนปีศาจตัวเล็กในอกของเขาเต้นเร่าๆด้วยความคิดอยากจะดึงร่างนั้นเข้ามากอดแล้วก็...

เขากระแอมเรียนสติตัวเองอีกครั้งและต่อบทสนทนา

“เห็นอย่างนี้ผมก็มาดูงานอะไรแบบนี้เหมือนกันนะคุณ” เขาตอบกลับ เผลอเม้มปากโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นรอยยิ้มบนริมฝีปากของอีกฝ่าย 

ยิ้มเยาะแบบนั้นน่ะ 

น่าหมั่นเขี้ยวชะมัด

“แล้วก็ไม่คิดว่าคุณจะชอบงานผม” นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบขึ้นมองเขาที่ตัวสูงกว่า ขนตายาวเป็นแพทำให้ดวงตาคู่นั้นหวานขึ้นอย่างอัตโนมัติ

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เขาต้องใช้ความอดทนในการคุยกับอีกฝ่ายมากขนาดนี้

“ผู้ชายคนนั้น...เหมือนเขาหายใจไม่ออก” เขาชี้ภาพ

มือหนาเกาจมูกตัวเองอย่างเขินๆเมื่อเห็นคนตรงหน้าหลุดหัวเราะให้กับประโยคงี่เง่าของเขา เขาเบือนหน้าหนีอีกครั้งก่อนจะสูดหายใจเขาลึกๆเพื่อเรียกสติที่ทำท่าจะปลิวหายไปทุกวินาที

น่ารัก...

“คุณเป็นคนแรกที่มองแบบนั้นนะรู้มั้ย?” ริมฝีปากสีธรรมชาติยิ้มออกมาพลางถามเขา เขาเลิกคิ้วทำเป็นรอฟังคำอธิบาย พยายามทำตัวคูลๆเหมือนไม่รู้สึกอะไร

ทั้งที่ในใจอยากจะขย้ำ-

พอ...พอเลย มันใช่เวลามาคิดอะไรแบบนี้ไหมเนี่ย

“จริงๆตอนคุณวาด คุณตั้งใจไว้ว่ายังไง? ผมอยากรู้” 

นิ้วเรียวของอีกฝ่ายยกขึ้นมาลูบคางตัวเองเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเฉลยคำตอบกับเขาดีหรือเปล่า แววตาคู่สวยเหลือบมองเขาอีกครั้ง ร่องรอยความเจ้าเล่ห์ปนสนุกเล็กๆฉายขึ้นบนนั้น ก่อนมันจะถูกกลบหายไปด้วยความเศร้าเจือจาง สัญลักษณ์ประจำตัวคู่สนทนาที่เขาเห็นอยู่บ่อยๆ

ยิ่งเห็นยิ่งอยากแกล้งมากกว่าเก่า

นิ้วยาวละจางคางเรียวของตัวเองและชี้ไปที่ภาพ เขามองตามและพบว่าภายใต้ดอกไม้ที่รายล้อมผู้ชายในภาพมีตัวหนังสือซ่อนอยู่ คนตัวเล็กชี้เรียงตามลำดับ ตั้งแต่ตรงกลีบดอกไม้ที่ชิดกันจนกลายเป็นอักษร และเส้นเถาวัลย์ที่ขมวดกันคล้ายกับอ่านออกมาได้

‘Suffocating’ 

เขาเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่ทายความหมายของภาพถูก ทว่าเมื่อหันกลับมาสบตาคนวาด เขากลับพบเพียงรอยยิ้มเศร้าอีกครั้ง

และครั้งนี้เขาห้ามตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

มือหน้าเอือมไปลูบหัวคนตัวเล็กกว่าพลางสบตากับอีกฝ่าย นี่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทนได้แล้ว

เขาอยากกอด อยากบอกซ้ำๆว่าคิดถึงแค่ไหน

อยากขอโทษ...

ศิลปินของเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเตือนให้เขาหยุดการกระทำนั้น แววตาสวยเศร้ายิ่งกว่าเดิมจนเขารู้สึกผิด ร่างบางแค่นหัวเราะออกมาก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น

“ถึงคนในภาพจะแทบขาดอากาศหายใจ สิ่งที่คนอื่นมองเห็นก็เป็นแค่ความสวยงามในนั้นใช่มั้ยครับ?”

“...”

“และยังมองว่าเขามีความสุขอีกด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้รู้อะไรเลย..” เสียงทุ้มเบาลงจนเหมือนกับว่าพึมพำกับตัวเอง เขามองใบหน้าหวานที่ก้มมองพื้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผสมกันจนแยกไม่ออก

“ผมไง” เขาโพล่งคำนั้นออกไปอย่างลืมตัว

คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และนั่นบังคับให้เขาต้องขยายความต่อ

“ผมรู้” และเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าการทำแบบนั้นมันยากสักเท่าไหร่นัก

“...”

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นภาพคุณ ผมรู้ว่ามันไม่ใช่แค่รูปวาดสดใสเหมือนสีที่คุณเลือกใช้ ไม่ใช่แค่ดอกไม้สวยๆที่คุณวาดลงไป...” เขาก้าวเข้าไปใกล้ศิลปินของเขาขึ้นอีกก้าว แม้ว่าจะถูกถอยหนี เขาก็ก้าวเข้าไปอีกจนแผ่นหลังบางแตะกับขอบผ้าใบของภาพวาดอีกชิ้น

“ผมรู้สึก” ร่างสูงก้มหน้าไปกระซิบคำนั้นใกล้ๆใบหูของอีกฝ่าย หยักยิ้มอย่างพอใจที่มันขึ้นสีแดงในเวลาไม่กี่วินาทีต่อมา

“คุณ...คุณจะไปรู้อะไร” ไหล่ของคนตรงหน้าเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปีศาจตัวเดิมในเขายิ่งได้ใจเมื่อเห็นว่าเป้าหมายไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวว่าจะชนกับปลายจมูกโด่งของเขา

เขาตัดสินใจถอยออกมาในที่สุด แอบขำนิดๆเมื่ออีกฝ่ายเผลอถอนหายใจออกมาราวกับเพิ่งหนีรอดอะไรมาสักอย่าง

“แต่มีอย่างนึงในภาพที่ผมว่าไม่ลงตัวเท่าไหร่” เขาแสร้งหันกลับไปมองภาพอีกครั้ง หางตาเห็นว่าคนตัวเล็กกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าเกี่ยวกับผลงานของตัวเอง

“เอวคุณน่ะ...บาง แล้วก็เว้ากว่านี้” เขาแตะแผ่นหลังของคนที่ไม่ได้ตั้งตัว คนถูกแกล้งสะดุ้งโหยงก่อนจะหันมามองค้อนเขาราวกับแมวกำลังขู่

เฮ้อ...น่ารัก...

“แล้วด้านหลังไหล่ขวาคุณ มีรอยแผลเป็นเล็กๆอยู่ด้วยไม่ใช่หรอ?” เขาหัวเราะออกมาจริงๆเมื่อเจ้าของภาพตีแขนเขาดังเพียะทั้งที่หน้าแดงจัดไปจนถึงลำคอ เขาลูบผมนุ่มนิ่มและเนียนลดมือมาค้างไว้ที่ไหล่ซ้าย 

“คุณ!” เขาโดนค้อนใส่หนักกว่าเดิมเมื่อแกล้งไล้นิ้วโป้งไปตามข้างต้นคอระหง แต่ก็พอใจไม่น้อยที่ไม่โดนผลักออก

ดุเขาแบบนั้น แต่ก็ปล่อยให้เขาแกล้งอยู่เหมือนเดิม

“คุณทำแบบนี้แล้วผมจะทำยังไงเนี่ย...” เขาซบลงบนไหล่คนตัวเล็กกว่าอย่างอ้อนๆ ยอมทำอะไรขัดกับลุคตัวเองเพื่อจะเห็นอีกฝ่ายเขินขึ้นอีกหน่อย

“คุณนั่นแหละ...” คนตัวเล็กพูดเสียงอ้อมแอ้มพลางเบือนหน้าไปมองอีกทาง

“...ทำแบบนี้แล้วผมจะรับมือไหวได้ยังไง”

SHARE
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments