IF I

1.


มีคนบอกฉันว่า ไม่มีทางที่จะประกอบชิ้นส่วนที่แตกสลาย
ให้กลับเป็นเหมือนอย่างเดิมได้




ร้านขายของชำของเอโดะซังในเช้าวันแรกของเหมันตฤดู ยังคงคับคั่งไปด้วยผู้คนจากหลากหลายหมู่บ้าน เอโงะคุงบอกฉันว่าพอเข้าสู่หน้าหนาวทีไร เครปเย็นกับฮอตแพ็คมักจะขายดีแบบเทน้ำเทท่า ซึ่งเธอไม่เห็นว่ามันจะเข้ากันตรงไหน



“สวัสดีจ้ะมิยามะจัง” สาวร่างท้วมเอ่ยทักเธอด้วยรอยยิ้ม

“สวัสดีค่ะคุณเอโดะ”

“หายหน้าหายตาไปนานเชียว คราวนี้จะกลับมาอยู่บ้านกี่วันจ๊ะ”

“คง… ย้ายกลับมาอยู่ถาวรเลยค่ะ”

“โอ้ ดีเลยจ้ะ คุณแม่ของหนูจะได้เลิกเหงาเสียที แล้วกับเรียวจิคุง… ตอนนี้คงดีขึ้นแล้วสินะ”

มิยามะยิ้มเศร้า นัยน์ตาฉาบไปด้วยน้ำใสๆ “เปล่าหรอกค่ะ เราเลิกกันแล้ว”

เอโดะหน้าเสียเล็กน้อย เลิกกันงั้นเหรอ?

“โอ้ว มิยามะจัง… ฉัน--”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเข้าใจ ขอตัวนะคะ”



เธอวางเหรียญเงินพอดีกับมูลค่าของที่ซื้อไปลงบนเคาท์เตอร์ไม้ กระชับโค้ทสีเทาตัวหนา ซุกมือสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อ ชั่วขณะนั้น ไอสัมผัสจาง ๆ พาดผ่านผิวเนื้อจนเธอรู้สึกได้ มิยามะก้มหน้าซ่อนน้ำตา

‘ฉันจะเอาแต่คิดถึงมือคู่นั้นที่คอยกอบกุมมือฉันไม่ได้’


2.

มีคนบอกฉันว่า ความทรงจำที่เลวร้าย มักจะกัดกินหัวใจจนเหวอะไม่เป็นชิ้น ฉันเชื่อ




คาเฟ่ปรับปรุงใหม่ของคุณทามะตกแต่งได้อย่างสวยงาม ผนังห้องเป็นปูนดิบ กรอบหน้าต่างไม้ล้อมรอบด้วยเถาวัลย์ โคมไฟระย้าถูกแขวนตามฝ้าเพดาน ที่หน้าร้าน พนักงานชายร่างเล็กกำลังขะมักเขม้นเขียนเมนูแนะนำของวันนี้ด้วยแท่งชอล์กสีขาว

กลิ่นชาโทชินหอมแตะจมูก หญิงสาวยิ้มกว้างให้คุณทามะตอนที่เขายกมันมาเสิร์ฟ

“ลองชิมดู สูตรใหม่ของร้าน ผมให้คุณเป็นหนูทดลอง” ชายหนุ่มพูดติดตลก มิยามะหลุดขำ

“อื้ม รสชาติดีค่ะ ตอนแรกออกรสเปรี้ยว สักพักหวานติดปลายลิ้น รสขมไม่กลบความหอมของดอกโทชิน แล้วฉันก็ชอบตรงที่ยังคงความเป็นชาไว้อยู่” เธอวิจารณ์

“ขอบคุณครับมิยามะ”

“ทำไมถึงตัดสินใจลาออกจากโรงพยาบาลมาทำร้านต่อจากคุณพ่อล่ะคะ”

“อยากทำตามความฝันน่ะครับ ผมไม่มีความสุขเลยกับบทบาทหมอ”

“ที่ผ่านมา คุณทามะคงจะเหนื่อยน่าดู” มิยามะเม้มปาก แสดงความเห็นอกเห็นใจ

อดีตจิตแพทย์ยิ้มน้อย ๆ “แล้วหลังจากเรียนจบจากโตเกียว คิดจะทำอะไรต่อครับ เล่าเรื่องของคุณบ้างสิ”

มิยามะจิกนิ้วกับแก้วชา ร่างกายปวดเกร็งไปชั่วขณะ จู่ ๆ ภาพอดีตคนรักก็ซ้อนทับร่างคุณทามะ เสียงของเรียวจิดังขึ้นในโสตประสาท ‘ผมอยากฟังเรื่องของคุณครับ’

มือคู่เล็กสั่นแรงจนทำชาในถ้วยหก วินาทีนั้นเธอถึงได้สติขึ้นมา



จำได้แล้ว



3.

มีคนบอกฉันว่า สมองมักลบเลือนภาพจำที่โหดร้าย แล้วสร้างภาพใหม่ด้วยความเจ็บปวดที่น้อยกว่า




“มิยามะ เป็นอะไรไปครับ” ทามะลุกขึ้นประคองคู่สนทนาที่ดูท่าไม่ดี “ถ้าไม่อยากเล่า ไม่ต้องเล่าก็ได้นะ”

มิยามะส่ายหัว หัวใจปวดแปลบ “ขอโทษค่ะ ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันกับเรียวจิ เราเจอกันครั้งแรกที่นี่ อดสงสัยไม่ได้ว่าลืมไปได้ยังไง”

ทามะพยักหน้าน้อย ๆ เชิญให้เธอเริ่มเล่า

“หลังจากเรียนจบ ฉันวางแผนจะกลับมาบ้าน เปิดร้านหนังสือเล็กๆ มีเรียวจิเป็นคนบริหาร ส่วนฉันเป็นคนแนะนำหนังสือ จนกระทั่ง… ” มิยามะขมวดคิ้ว

“จนกระทั่ง? เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“ฉันไม่แน่ใจ คือ เอ่อ เราเลิกกัน” เธอพูดเสียงสั่น

“โอ้ ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ทามะทำหน้าตกใจ

“ใช่… ใช่ เราเลิกกัน” มิยามะพึมพำ

“พอจะเล่าถึงสาเหตุให้ฟังได้ไหมครับ”

มิยามะเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง “เย็นวันนั้นเราทะเลาะกันเรื่องความเห็นทางธุรกิจที่แตกต่าง เรียวจิโกรธมาก เขาขับรถออกไป ทิ้งฉันไว้ แล้วไม่กลับมาอีกเลย”

“จริงเหรอครับ”

“ค่ะ ไม่มีแม้แต่ข้อความ เขาทิ้งฉันไปเลยดื้อ ๆ”

“แน่ใจเหรอครับ” ชายหนุ่มคาดคั้น พลางส่งสัญญาณให้พนักงานนำชาโทชินมาเสิร์ฟเพิ่ม

“คะ? ยังไงนะคะ” เธอหันกลับมามองทามะอีกครั้ง เลิกคิ้วสองข้าง

“ผมหมายถึง จะเป็นไปได้ยังไงที่เรียวจิจะหายตัวไปเฉย ๆ อย่างน้อยเขาน่าจะบอกลากันบ้าง”

ดวงตาสีน้ำตาลหม่นแสงลง “หมายความว่าเรียวจิไม่ได้รักฉันแล้ว เขาเกลียดฉัน”

“คุณมิยามะ ลองนึกดูดี ๆ อีกครั้งสิครับ”

ทามะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เนิบช้า แก้วชาที่สองถูกนำมาวางตั้ง มิยามะสูดหายใจลึก สัมผัสได้ถึงกลิ่นชาที่ดูเข้มขึ้น อดีตคุณหมอหนุ่มบีบมือเธอเบา ๆ เชิงให้กำลังใจ “ลองหลับตา แล้วนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นดูครับ”

มิยามะทำตามอย่างว่าง่าย เปลือกตาที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ ขยับไปตามการกลอกลูกตา ทามะจับสังเกตอาการนั้นได้ ผู้หญิงคนนี้กำลังสับสนและหวาดกลัว

“วันนั้นเราคุยกัน ฉันบอกเขาว่าฉันวางแผนไว้ ว่าจะกลับมาทำงานที่บ้านพร้อมกับดูแลแม่ จะยิ่งดีไปอีกถ้าเราแต่งงานกันแล้วย้ายมาที่นี่”

.

“แต่เรียวจิไม่อยากทำร้านหนังสือกับฉัน เขาสนใจร่วมหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์กับเพื่อนมากกว่า เขาบอกกับฉันแบบนั้น”

.

“ฉันต่อว่าเขาต่าง ๆ นานาจนลืมคิดไปว่า เขามีพ่อและน้องสาวที่โตเกียวต้องดูแล เรียวจิต้องการให้ฉันสงบสติอารมณ์ เขาเลยขับรถออกไป แล้ว—”

.

“แล้วค่ำนั้น— ค่ำนั้นเรียวจิ… ”

เป็นตอนนั้นเองที่มิยามะหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นรัว เธอห่อไหล่ ใช้แขนโอบตัวเองไว้

“เรียวจิ…ไม่ ไม่”

มิยามะตื่นกลัว เธอลืมตาโพลง จดจ้องเจ้าของร้านคาเฟ่ที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว

“ฮึก—เป็นไปไม่ได้ คุณใส่อะไรลงในชานั่น” มิยามะกลั้นสะอื้น ร่างกายโงนเงน ความจริงที่ถูกสมองลบเลือนคืบคลานกลับเข้าสู่สามัญสำนึก

จิตแพทย์หนุ่มทิ้งลมหายใจ จับประคองกายของหญิงสาว “มิยามะ คุณเรียวจิประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาเสียชีวิตมาหนึ่งปีแล้วนะครับ คุณควรยอมรับความจริงได้แล้ว”

มิยามะส่ายหน้ารัว สายน้ำแห่งความเสียใจไหลพราก ความทรงจำในอดีตพรั่งพรูเข้าสู่สมอง หญิงสาวจำได้แล้ว เธอนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้คนรักตาย เป็นเธอนั่นเองที่ทำให้เรียวจิขับรถออกไปในเย็นวันนั้น



ถ้าฉันไม่เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง

ถ้าฉันไม่โมโหร้าย

ถ้าฉันใช้สมองนำหัวใจสักนิด



เรียวจิก็คงไม่ตาย



4.

มีคนบอกผมว่า หัวใจที่แตกร้าวยากจะซ่อมแซม 
รักที่ขาดหายยากจะหวนคืน ผมเชื่อเช่นนั้น


การสะกดจิตครั้งที่สี่ประสบความสำเร็จ


มิยามะเป็นคนไข้คนแรกของเขาที่มาด้วยอาการหลงผิดและซึมเศร้า

หนึ่งวันหลังจากนั้นไม่ได้แย่อย่างที่คิด มิยามะนั่งอยู่ตรงระเบียงโรงพยาบาล แสงแดดโลมเลียผิวเนื้อเนียน รูปหน้าเรียวรับกับทรงจมูกอย่างเข้ากัน ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนความโศกเศร้าอย่างเคย

หญิงสาวหันมาทางเขา ปอยผมตกลงมาปรกใบหน้า เธอหยีตา มือซ้ายยกขึ้นบังแสงอาทิตย์ที่รบกวนการมองเห็น เธอเอ่ยทักเขาด้วยน้ำเสียงสดใสแบบฝืนๆ

“สวัสดีค่ะคุณหมอทามะ”

“สวัสดีครับมิยามะจัง”


มิยามะยิ้มขำ “หมอไม่คิดจะเปลี่ยนสถานที่บ้างเหรอคะ อย่างน้อยก็น่าจะเปลี่ยนชาเป็นเครื่องดื่มอื่นบ้าง”

ทามะสะดุดลมหายใจตัวเอง “นี่คุณจำได้ทุกอย่างเลยเหรอครับ”

คนไข้ของเขาคว่ำปาก “ค่ะ คุณใส่อะไรลงในชาพวกนั้นคะ?”

“สารเคมีกล่อมประสาทครับ ทางการแพทย์เรียกว่าบาร์บิทัวเรต เรามักใช้ร่วมกับการสะกดจิต”

มิยามะถอนหายใจ ใช้ท่อนแขนโอบรอบขาสองข้าง ซุกหน้าลง

“หมออาจจะไม่รู้ ที่ผ่านมามันทรมานมาก”

.

.

“ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกิน”



มิยามะเริ่มร้องไห้ พูดอู้อี้ไม่เป็นภาษา ทามะที่นั่งรับฟังและพยายามปลอบประโลมเธอไม่ทันสังเกตความผิดปกติบางอย่าง จู่ ๆ คนป่วยก็หยุดฟูมฟาย


“… เอาเป็นว่าถ้ามิยามะจังตั้งใจเข้ารับการรักษา ทางเราพร้อมช่วยเหลือเสมอ รู้ใช่มั้ย หมอเชื่อว่าไม่นานก็หายดี”

“คะ?” มิยามะเงยหน้าขึ้นมา ใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตา

“หืม มีอะไรเหรอ”


ในตอนนั้นเองที่จิตแพทย์หนุ่มตระหนักได้ถึงเหตุการณ์ตรงหน้า ความหนักใจถาโถมเข้าใส่อย่างจัง


มิยามะหันซ้ายหันขวา สายตาดูกังวลและสับสน สุดท้ายก็หันมาเผชิญหน้ากับเขา


“คุณทามะ? แต่งตัวอะไรเนี่ย ทำไมใส่เสื้อกาวน์ของหมอล่ะคะ”


“…..”


มิยามะยิ้มไปทั้งปากและตา “แล้วไหนเรียวจิเหรอคะ เขาบอกว่าจะมารับฉันที่คาเฟ่ คุณทามะเห็นเขาบ้างไหมคะ”



END.




SHARE
Writer
aortic_hiatus
My mind
Revenclaw / traveling on USS enterprise / member of halfblood camp

Comments

Klongarom
1 year ago
ชอบมากเลย หักมุมจัง
Reply