"ไล่ ตง จิ้น”...ลูกขอทานผู้ลิขิตชีวิตตนเองด้วยคุณธรรม
...แย่งข้าวหมากิน
...ต้องกินเศษอาหารในงานศพที่เจ้าภาพเทรวมกันเพื่อนำไปทิ้ง
...พี่สาวต้องถูกขายไปให้กับคนอื่น เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือคนในครอบครัว
...แอบกินเปลือกแตงโมที่เด็กคนหนึ่งกินแล้วทิ้งอย่างมีความสุขร่วมกันกับพี่สาว
...นอนตามศาลเจ้าร้างในสุสานจีน หรือตามข้างถนน
...ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อดูแลพี่น้อง อีกกว่า 10 ชีวิตด้วยการออกเดินขอทาน"

นี่คือบางส่วนในเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่ง ซึ่งผ่านความยากจนข้นแค้นและตกระกำลำบากมาตั้งแต่เด็ก...เกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับได้...แต่เขาไม่ย่อท้อ – มุ่งเชื่อมั่นและทำความดี จนมีวันนี้ วันที่ชีวิตประสบความสำเร็จ

....ลองมองย้อนดูว่า แม้ในช่วงเวลาที่หัวใจคุณกำลังท้อแท้ หรือชีวิตกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตอันแสนเจ็บช้ำเท่าใด คุณคงไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้

...แม้ “น้ำตา” อาจไม่สามารถเยียวยาความปวดร้าวที่เกิดขึ้น
...แม้ “หนทาง” อาจเป็นสิ่งที่คุณมองไม่เห็น

...อาจ “เหนื่อยล้า” เกินกว่า 2 แขน 1 ความหวัง และ 2 เท้าจะมุ่งมุ่นเพื่อก้าวต่อไป

... อาจโดน “เหยียดหยาม” ทั้งจากความรู้สึกที่มาจากตัวเอง หรือโดนกระหน่ำจากที่คนอื่นซ้ำเติม
ขอเพียงนึกถึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของชายคนหนึ่ง ที่ยังคงหยัดยืน จนได้รับการยกย่องในสังคม

แล้วคุณอาจจะมีรอยยิ้ม หรือสามารถเติมเต็มกำลังใจ เพื่อที่จะก้าวต่อไปเพื่อให้ผ่านคืนวันอันเลวร้าย...แต่หากแย่ที่สุด ก็คือกัดฟันยอมรับมัน แล้วอยู่กับมันให้ถึงที่สุด เหมือนที่ "ชายคนที่เราจะพูดถึ'นี้"

...เคยกล่าวด้วยรอยยิ้มและยอมรับว่า...

"...ตัวผม...นาย ไล่ ตงจิ้น พ่อเป็นขอทาน แม่เป็นคนปัญญาอ่อน น้องชายอีกคนก็ปัญญาอ่อนเหมือนแม่ ส่วนพี่สาวของผมต้องขายตัวในซ่อง เพื่อให้ผมได้เรียนหนังสือ"

.......................................

1

“เมื่อความกตัญญู คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตก้าวไปสู่ความเจริญ”

“ไม่รู้ว่าความรู้สึกกตัญญูกตเวทีเหล่านี้ผมไปเรียนมาจากไหน ผมไม่รู้เลยจริงๆ
ซึ่งการตอบแทนพระคุณพ่อแม่นั้นควรจะทำให้ทันเวลา และควรจะทะนุถนอมสิ่งที่มีในตอนนี้ให้ดีที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาตราบจนกระทั่งวันนี้ ผมไม่เคยโกรธหรือคิดที่จะกล่าวโทษพ่อแม่เลย อาจเป็นเพราะผมได้ข้อคิดนี้ตั้งแต่อายุสี่ขวบก็เป็นได้”

นี่คือ“เนื้อหาอันเป็นหัวใจของความกตัญญู” ที่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ‘ลูกขอทาน (乞丐囝子)’ ซึ่ง ไล่ ตงจิ้น ได้บรรจงเรียบเรียงชีวิตของเขาอย่างตรงไปตรงมา จาก“อดีตลูกขอทานอันแสนยากไร้” สร้างความสะเทือนใจ ที่แฝงอยู่ในความตื้นตัน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และข้อคิดดีๆ สำหรับทุกชีวิต จนได้รับการยกย่องและแนะนำให้อ่านโดย “ประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ย”

ทำให้เขาได้รับรางวัล “นักเขียนยอดเยี่ยมในปี 2000 ในที่สุด” หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ชายวัย 40 กว่าปีคนนี้ ได้รับรางวัลเกียรติ์ยศ “ 1 ใน 10 บุคคลดีเด่นแห่งไต้หวันประจำปี 1999”

“ทั้งๆ ที่ครั้งหนึ่ง เขาคิดจะฆ่าครอบครัวและตัวเองรวม 14 ชีวิต เพื่อหนีชีวิตที่เกินขีดจำกัดความต่ำต้อยของมนุษย์!”

...ตงจิ้น ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ เพื่อที่ชีวิตน้อยๆ จะต้องผจญกับวิบากกรรมอันเลวร้าย ในรุ่งสางของวันที่ 20 มีนาคม 1959 ท่ามกลางท้องฟ้าสีฟ้าสีน้ำเงินหม่นที่แสงทองของอาทิตย์ ยังไม่โผล่ และเสียงร้องโหยหวนของคุณแม่ซึ่ง “พิการทางสมอง” ซึ่งเธอมีอายุเพียง“23” ปี กำลังกรีดร้องอย่าง โหยหวนด้วยความเจ็บปวดอยู่ในศาลเจ้าที่เล็กๆ ใน “สุสานจีน” โดยมีหมอตำแยมาทำคลอดให้

ในขณะที่ “พ่อผู้บอด” วัย 42 ปี ซึ่งอายุห่างจากคนเป็นแม่ถึง 19 ปี เพราะเขา “เก็บเธอที่นั่งโหยหวนอยู่ข้างทาง มาเป็นเมีย เมื่อเธอมีอายุได้เพียง 13 ปี!”...กำลังฟังเสียงของเด็กน้อยอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อความหวังที่จะได้มี คนในครอบครัวมาช่วยขอทานอีกคนเมื่อเติบใหญ่

...แต่แล้วความคิดนี้ที่กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงของความมืด ที่เขาไม่เคยรู้ถึงหน้าตาของ “คนเป็นเมีย” และ “ลูก” มาก่อน กลับเลือนหายไป ด้วยคำพูดแสดงความยินดีของแม่หมอตำแยที่ว่า

“เด็กน้อยเกิดในช่วงเวลาที่นางกำลังหันไปมองท้องฟ้า และเห็นมังกรเขียวล่องลอยผ่าน!”

...จึงทำให้พ่อของเด็กน้อยตั้ง ชื่อให้ลูกชายคนนี้ด้วยความปิติว่า “ตงจิ้น” หรือ “ตงสุ่ย”

แต่ถึงแม้ลูกชายจะเกิดในช่วงเวลาอันเป็นมงคลเช่นไร เมื่อนานไปคนเป็นพ่อกลับลืมเลือน ไม่เห็นค่าของความหมายจากชื่อลูก

“สิ่งที่ลูกต้องเป็น สิ่งที่ลูกต้องทำ คือการ “ตามรอยพ่อ” เพื่อชีวิตการ “ขอทาน” อย่างไม่เคยหวังให้ ลูกๆ ทั้ง 12 คนรวม ตงจิ้น หลุดพ้นจากชีวิตอันเลวร้ายนี้...ไม่มีแม้แต่จะให้ลูก ได้มีอนาคตที่สดใสกว่า”

เหมือนที่ครั้งหนึ่ง คนเป็นพ่อได้ชมเชยลูกชายคนนี้เมื่ออายุเพียง 2 ขวบ แต่กลับต้องออกเดินทางไปขอทานตั้งแต่ หมู่บ้าน เฉ่าตุน ถึงหมู่บ้าน ผูหลี่ ว่า ตงจิ้นนั้นแม้จะเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่ก็เก่งเกินเด็ก เพราะหนูน้อยเดินไปขอทาน จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งกว่า 40 กิโลเมตร!

“นี่จึงเป็นมุมมอง หรือทัศนคติของ “พ่อ” ที่ร้าวรานกับชีวิตตาบอดมายาวนานเกินไป จนทำให้ “ใจมองไม่เห็นแสงสว่างของการไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งแม้จะไม่ใช่สำหรับตัวเอง แต่ก็ควรจะนึกถึง “อนาคต” ของลูกตัวเล็กๆ ที่จะเติบใหญ่ในอนาคตบ้าง”

......................................

2

เรื่องของพ่อกับผม และคุณแม่ที่ผมรัก

ย้อนกลับไป ในช่วงที่พ่อของ ตงจิ้น ยังคงเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้พิการตาบอด ชีวิตก็ใช่ว่าจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ หรือมีความร่ำรวย แต่นั่นก็ดีกว่าในช่วงที่

“14 ชีวิตในครอบครัว ที่มีหัวหน้าครอบครัว คือชายตาบอด และหญิงพิการทางสมองอายุคราวลูก”

พ่อของตงจิ้น เกิดในครอบครัวชาวนา ณ หมู่บ้าน “เฉียนจู๋” อันแสนยากไร้และทุกข์เข็ญ ในอำเภอ “อูรื่อ” จังหวัด “ไถจง”...เมื่อพ่อของตงจิ้นอายุได้สี่ขวบ “ปู่” ซึ่ง “หลานทั้ง 12 ไม่เคยเห็นหน้า” ได้เสียชีวิตลง

... 4 ชีวิต ที่อยู่ในบ้าน ได้แก่ พี่สาว พี่ชาย พ่อของตงจิ้น และคุณย่า ต้องพบกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ ส่งผลให้ครอบครัวระส่ำระสายและยากจน

“ที่สุดแล้ว ย่าของ ตงจิ้น ก็ได้ทิ้งครอบครัวไปแต่งงานใหม่ กับชายที่อยู่ต่างอำเภอ โดยไม่คิดจะเหลียวแลลูกๆ แม่แต่น้อย...จนทำให้ทั้งสามชีวิต ต้องดิ้นรนต่อสู้ กันเพียงลำพัง อย่างทุกข์เข็ญและอดมื้อกินมื้อ ต่างคนต่าง ทำงานรับจ้างวันๆ ทั้งเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงวัว เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ ตามประสาคนที่ต้อยต่ำในสังคม”

วิบากกรรมยังคงกระหน่ำซ้ำครอบครัวนี้ ไม่ให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมไปได้ ในคราที่พ่อของ ตงจิ้นอายุ ได้ 17 ปี คุณย่าของตงจิ้นก็เสียชีวิต ในขณะที่พี่น้องทั้งสองคนต่างออกเรือนไปมีครอบครัวของตนเอง แต่ความจนยังคอยติดตามดั่งเงาตามตัว

...และสองปีต่อมา ดวงตาของพ่อของ ตงจิ้น ก็ค่อยๆ มีปัญหาทางการมองอย่างที่ไม่รู้สาเหตุ จนเข้าสู่สภาวะบอดสนิทเมื่ออายุได้ 22 ปี และจากนั้นไม่กี่ปี ดวงจาของ พี่ชายและพี่สาว ก็บอดลงด้วยเช่นกัน

“แต่ชีวิตคือการต่อสู้ และไม่ยอมแพ้ เพราะความลำบากนั้นเกิดขึ้นมาเกือบตอลอดชีวิต และไม่มีอะไรให้สูญเสียอีกต่อไป”

พ่อของ ตงจิ้น จึงเริ่มทำมาหากินตามวิถีของคนตาบอด ตั้งแต่การเป็นหมอดู หมอนวด แต่ไม่มีอาชีพใดที่ ผู้ชายคนนี้ จะรักเท่า การเป็น “ขอทาน!” เที่ยวดีดพิณของทานตามตลาด ร้านรวง ในชุมชน หรือตามงานเทศกาลต่างๆ ร่อนแร่รอนแรมเพียงแค่รู้เพียงโมงยามว่า “คืน” หรือ “วัน” แต่ไม่รู้ วัน คืน ของเดือนปี!

“...เมื่อรอนแรมกับชีวิต จนอายุได้ 32 ปี พ่อของตงจิ้น ก็ได้พบกับบางสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงชีวิตให้ทุกข์ยากกว่าเดิมจากการกระทำของตน จากการที่ได้พบ เด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งพิการทางสมอง อายุเพียง 13 ปี ในหมู่บ้านหนึ่ง ร้องโอดโอยอยู่ริมสะพานข้ามแม่น้ำ

“...เมื่อรอนแรมกับชีวิต จนอายุได้ 32 ปี พ่อของตงจิ้น ก็ได้พบกับบางสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงชีวิตให้ทุกข์ยากกว่าเดิมจากการกระทำของตน จากการที่ได้พบ เด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งพิการทางสมอง อายุเพียง 13 ปี ในหมู่บ้านหนึ่ง ร้องโอดโอยอยู่ริมสะพานข้ามแม่น้ำ

...ความเป็นมาขอเธอนั้น มีแต่ความปวดร้าวมาตั้งแต่เกิด เมื่อครอบครัวแท้ๆ ที่ยากจนของเธอ ยกให้ครอบครัวที่มีฐานะเลี้ยงดู แต่เมื่อรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้ พิการทางสมอง และเป็นโรคลมบ้าหมู ครอบครัวนั้น จึงตั้งแง่รังเกียจและไม่ให้การเหลียวแล ปล่อยให้ใช้ชีวิตนอกบ้านตามยถากรรมตั้งแต่เล็กจนเป็นวัยรุ่น

... เธอไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการเยียวยาหัวใจ ไม่เคยได้อยู่ในอ้อมอกที่อบอุ่น

และด้วยปัญญาที่น้อยนิด ซึ่ง ตงจิ้นให้ข้อมูลผ่านงานเขียนของเขาว่า เด็กหญิงคนนี้ ซึ่งต่ออมาได้กลายเป็นผู้ให้กำเนิดเขามานั้น มีไอคิวเพียงแค่ 58!

ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ท้องหิว เด็กหญิงก็จะจับมด จับแมลง ผักหญ้า ใส่ปากกินอย่างน่าเวทนา และเมื่อเหนื่อย เธอจะมีผืนดินอันสกปรกเป็นเหมือนเคียงนอนที่คลุกฝุ่น จนเสื้อผ้ามอมแมม ผมเผ้ารุงรัง หน้าตาดูไม่ได้ ซึ่งในเวลาที่ล้มป่วย เธอก็จะมานอนครวญครางอยู่ใกล้ๆ สะพานข้ามแม่น้ำในหมู่บ้านซึ่งพ่อของตงจิ้นได้มาพบนั่นเอง”

แต่เพราะต้องเผชิญกับ ความร้าวรานมาก่อน พ่อของตงจิ้น จึงเข้าใจในส่องที่เกิดขึ้นกับเด็กสาว เพราะหากเธอเป็นอยู่อย่างนี้ ก็คงไม่มีสิ่งใดดีขึ้น และชีวิตก็คงจะตกต่ำกว่าที่เคยเป็น

“แม้ตัวพ่อเองจะตาบอด แต่อวัยวะส่วนอื่นก็สมบูรณ์ดี ยังพาตัวไปขอทานได้ แม้จะต้องทนอดอยู่บ่อย ๆ แต่ลมหายใจก็ยังไม่สิ้น หากว่าพ่อใจดำจากไปในวันนี้ ไม่รู้ว่าเด็กที่น่าสงสารคนนี้จะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า พอคิดได้อย่างนี้แล้ว พ่อก็ตัดสินใจว่าจะพาเด็กหญิงนี้กลับไปรักษาที่อูรื่อบ้านเกิดตัวเอง
ซึ่งจะพูดว่าพ่อไป “เก็บ”แม่มา ก็คงไม่ผิดนัก เพราะตอนนั้นพ่ออายุ 32 ปีแล้ว ส่วนแม่อายุเพียง 13 ปี ทั้งคู่อายุห่างกันถึง 19 ปี ก็เหมือนเก็บเด็กมาเลี้ยงจริงๆ นั่นแหละ”

นี่คือถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากใจ ของ ตงจิ้น ปรากฏบนงานเขียนอันทรงคุณค่า เพื่อที่จะให้ผู้คนทั่วๆไป ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า “ความงดงามของชีวิตมนุษย์นั้น” ยังคงหลงเหลืออยู่ในสภาพสังคมที่มักจะดูถูก กดขี่แลเหยียดหยัน คนผู้ต่ำต้อย ราวกับเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า

...แต่ก็ยังมีจิตสำนึกที่จะพึ่งพา-ช่วยเหลือกันและกัน แม้จะต้องลำบากเพิ่มขึ้นก็ตาม...

.
...................................

3
“ทางชีวิตมืดบอด”...แต่ก็เปี่ยมด้วยความฝัน และความดีอันยิ่งใหญ่

ตงจิ้น คือลูกคนที่สองแต่เป็นลูกชายคนแรกซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่พ่อมีอายุ 42 ปี โดยมีพี่ผู้หญิงที่เขารักเป็นลูกคนโต แต่หลังจากที่ หนูน้อยเกิดมาไม่นาน น้องๆ คนอื่นๆ รวม 10 คนต่างเกิดมาไล่เลี่ยกัน

โดยเฉพาะน้องชายคนที่เกิดต่อจากเขา ประสบภาวะปัญญาอ่อนไม่ต่างจากแม่ ทำให้ชีวิตในครอบครัวซึ่งแย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม ซึ่งความกดดันที่ต้องเป็นพี่ชาย ทำให้ชีวิตของเด็กชายคนนี้ กร้านโลกและเติบโตเร็วกว่าเด็กทั่วไป ไม่สามารถสัมผัสความหมายของความสนุกและสดใสในวัยเยาว์ได้เลย

...และเพราะหนูน้อย คือหนึ่งในเรี่ยวแรงที่สำคัญของครอบครัว เหตุด้วยเป็นลูกชายคนแรก จึงต้องเริ่มขอทานหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ สี่ขวบ แต่หากวันไหน ชุมชนใดมีงานวัด เจ้าหนู จะรีบตื่นแต่เช้า เพื่อไปขอทานที่วัด และพึ่งพาอาหารจากโรงทานมาเลี้ยงครอบครัว

สำหรับกิจวัตรการขอทานนั้น ตงจิ้น จะออกเดินทางย้ายถิ่นไปกับพ่อไปเรื่อยๆ วันละประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร ในขณะที่พี่สาวทำหน้าที่ ดูแลคุณแม่และน้องๆ อยู่ในที่พักโทรมๆ
ซึ่งแม่และน้องชายปัญญาอ่อนจะถูกมัดไว้กับต้นไม้ อันเป็นภาพที่น่าสลดใจ เพราะแม่ชอบแอบหนีไปเล่นน้ำในแม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ ส่วนน้องๆ ที่เหลือจะดูแลกันเองอย่างตามมีตามเกิด บางคนไปขอทานขออาหารใกล้ๆ บ้าน ซึ่งต่างก็เลี้ยงตัวเองได้จนเติบโตมาจนปัจจุบันโดยไม่ต้องทวงถามถึงสุขอนามัย เช่น

“พ่อของเขามีวิธีรักษาที่แปลกประหลาด คือ หากเหยียบโดนตะปูหรือถูกเศษกระจกบาด จะใช้ดินทรายปิดปากแผลไว้! แต่ถ้าถูกหมากัดก็ให้ใช้ขี้หมูมาทาแทนยา! รวมทั้งการคุ้ยหาอาหารตามถังขยะ การขอเศษอาหารที่ผู้คนรับประทานแล้ว ตามงานต่างๆ ที่เตรียมทิ้ง ตงจิ้น จะขอแบ่งปัน “เศษอาหาร” ที่ใกล้บูดเน่าเหล่านั้น มาแบ่งให้คนในครอบครัว “กินกันตาย” และหากเศษอาหารมีมากพอ ก็จะนำเก็บไว้กินในวันต่อไป อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ!”

ในการเร่ร่อนขอทาน ด้วย “เท้าเปล่า!” ด้วยการย้ายที่อยู่เป็นประจำ ก็มักจะเป็นจุดสนใจแก่ชาวบ้านที่พบเห็น ซึ่งหลายคนเวทนาไม่ไหวจึงต้องนำอาหารมาให้

ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ กลับดูถูกเหยียดหยาม โดยเฉพาะสภาพของคนจร ที่แสนสกปรก 14 คน พักอาศัยชั่วคราวด้วยกัน ในหลายๆ สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้ ใต้สะพาน ตลาดสด ใต้เวทีโรงงิ้ว ป่าร้าง ตามโรงเรียน สวนสาธารณะ สถานีรถไฟ สวนกล้วย ไร่อ้อย โรงเพาะเห็ด หลุมหลบภัย แม้แต่ในเล้าหมู!

...แต่ที่ 14 ชีวิต แวะเวียนพักอาศัยกันบ่อยที่สุด คือ ศาลเจ้าในสุสานจีนในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่ง ตงจิ้น ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า

“เพราะการนอนอยู่กับคนตายนั้นไม่ต้องถูกมองด้วยสายตาดูแคลน ที่สำคัญคือ คนตายไม่ไล่ตะเพิดพวกเราแน่...”

แต่แล้ว “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของตงจิ้น” ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหนูน้อยอายุ ได้ 10ขวบ...วันนั้นเขาจูงพ่อไปขอทานที่บ้านหลังหนึ่ง เมื่อเจ้าของบ้านได้ออกมาพบ ก็สอบถามพ่อของ ตงจิ้น ด้วยความเมตตาต่อชีวิตน้อยๆ ว่า

“คุณต้องการที่จะให้ลูกของคุณ เป็นขอทานเหมือนคุณตลอดไปอย่างนั้นหรือ!?”

และจากน้ำใจของชายผู้มีพระคุณ ที่ตงจิ้นได้รับคือเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อให้พ่อพาหนูน้อยไปเข้าโรงเรียน ซึ่ง“คนเป็นพ่อ” ก็เข้าใจในเหตุผลนั้นโดยไม่ร่อนเร่อีกต่อไป แต่ “การขอทาน” ยังต้องมีอยู่ เพราะนั่นหมายถึง “ปากท้อง” และ “ความรับผิดชอบต่อครอบครัวของ ตงจิ้น และพ่อผู้ตาบอด”

หลังจากกลับจากโรงเรียน หนูน้อยจะดั้นด้นไปขอทานต่างเมืองระยะทางแสนไกล แม้หลายครั้งจะต้องพบกับอุปสรรคทั้งสุนัข คน และอากาศที่ไม่เป็นใจ

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดพายุหรือฝนตกกระหน่ำ ก็ยังมุ่งหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อไปถึงที่หมายสำหรับขอทานในเวลาค่ำคืน ตงจิ้น จะนั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้านโดยอาศัยแสงสว่างจากเสาไฟฟ้า ซึ่งเจ้าหนูจะหยุดอ่านและคุกเข่าคำนับผู้ใจบุญที่ได้อุทิศเศษเงินลงในขัน

แต่แล้วในคืนเหงาอันเดียวดาย ตงจิ้น ซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและการขอทานมาทั้งวัน เผลอใจลอยจูงพ่อเดินตกคลอง! ทำให้เงินที่ได้มาจากการขอทานจมไปกับสายน้ำ ทำให้พ่อทุบตีด้วยคามรุนแรง

“...ด้วยความน้อยใจ ตงจิ้น จึงคิดวางแผนฆ่าทุกคนในครอบครัวให้ตายตกไปตามกัน ด้วยการคิดว่าจะวางยาฆ่าแมลง!...แต่แล้ว ความคิดสั้นซึ่งเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ก็ไม่สามารถเอาชนะหน้าที่ๆ ต้องรับผิดชอบ สภาพของแม่ พี่สาวและน้องๆ อีกว่า10 ชีวิต ที่แม้จะทุกข์แค่ไหน ก็ใช่ว่าทุกข์ตลอดเวลา และอยู่กันเพียงแค่นี้ ต่างก็สุขกันดีอยู่แล้ว”

ด้วยความลำบากที่เกิดมาขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ทำให้ ตงจิ้น กลายเป็นเด็กที่มุ่งมั่นในทุกๆ เรื่อง ดิ้นรนต่อสู้อย่างเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ ไม่งอมืองอเท้า

ทำให้ตงจิ้น เก่ง ทั้งเรื่องการเรียนและกีฬา จนรับรางวัลและเกียรติบัตรดีเด่นมากมาย รวมกว่า 80 ใบ ตั้งแต่ชั้นประถมจนจบมัธยมปลาย

ซึ่งแม้ที่ไม่มีคนใบบ้านเห็นคุณแม้แต่คนเดียว แต่นั่นเป็นเสมือน “ตั๋วเดินทางสู่อนาคตอันสดใส” โดยเฉพาะเหตุการณ์เลวร้าย ที่สร้างความเสียใจให้กับเขาตลอดชีวิต กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้หลุดพ้นชีวิตที่เป็นดั่งขุมนรกนี้ จากการที่

“ในเย็นวันหนึ่งหลังจากกลับมาจากโรงเรียน เขาก็พบว่า พี่สาวที่ผ่านทุกข์ สุข และเป็นแรงใจให้กันมาโดยตลอด ได้ถูกพ่อใจร้าย ขายให้กับซ่องแห่งหนึ่งเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว!

ตง จิ้น ร้องไห้อย่างทุกข์เวทนา จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด เพราะเขารักพี่สาวคนนี้มาก...มากเสียยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง แต่พี่สาวเขา ก็รักเขามากกว่าชีวิตของเธอเช่นกัน

เพราะเธออยากเห็น ตงจิ้น ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตได้เล่าเรียน ได้มีความสุขจากการศึกษา เพื่อนำวิชาความรู้ที่ได้รับมานั้น

ทำให้ครอบครัวได้หลุดพ้นจากวิบากกรรมนี้ ในวันที่เขาเติบใหญ่จนสำเร็จการศึกษา มีหน้าที่การงานมั่นคง นั่นจึงเป็นเหตุผลพี่สาวจึงตัดสินใจ “แลกชีวิตตนเอง กับอนาคตของน้อง” ...”

ทำให้ตั้งแต่วันนั้น หลังจากเช็ดน้ำตาให้แห้งเหือด ตง จิ้น ก็ได้ได้เพิ่มความพยายามมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว จนสามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัด

เมื่อสำเร็จการศึกษาเขาได้เข้าทำงานในบริษัทฯ ป้องกันอัคคีภัย ของอาจารย์ ด้วยการทำงานที่มุ่งมั่น แน่วแน่ อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่ย่อท้อ

จนทำให้ห้องแถวหนึ่งคูหา ซึ่งมีพนักงานเพียง 3 คน ได้ก้าวหน้า ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ได้รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการโรงงาน ของบริษัทแห่งนี้ ด้วยความรักและกำลังใจ จากครอบครัวที่มีลูก มีภรรยาที่น่ารัก และยังคงความกตัญญูอย่างไม่รู้ลืม ด้วยการพาแม่ และพี่น้องทุกคนของมาอยู่ด้วย โดยที่พ่อของเขาได้จากโลกนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ

“...จึงไม่ควรถาม ว่าชายพิการตาบอดผู้เป็นพ่อคนนี้ ทำประโยชน์อะไรให้กับโลกนี้บ้าง เพราะอย่างน้อยเขาได้สร้าง “คนหนึ่งคน” ซึ่งแม้จะเป็นคนตัวเล็กๆ แต่ก็มีความยิ่งใหญ่ เพื่อที่จะนำความดีของเขา เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก ได้ต่อสู้ในสังเวียนชีวิตได้อย่างมั่นคง”

.............................................

4
คุณธรรม ที่สร้างลูกขอทาน ให้กลายเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่

เส้นทางชีวิตอันทรหด ของ ตง จิ้น ส่งผลให้เขาได้เรียนรู้โลก“จากความทุกข์”มามากมายและยาวนาน...แต่น่าแปลก ชายคนนี้ “คิดดี” และ มองโลกในแง่ดีเสมอมาตั้งแต่เด็ก แม้ชีวิตจะติดลบสักเท่าใด จึงเป็นแนวคิดสำคัญ ที่ตรงกับแนวคิดของผู้เขียนมาตลอดว่า

“แม้ชีวิตของคนอื่นจะมองเราในแง่ลบ แต่เราไม่ควรเอาแง่ลบนั้นมาทำลายตัวเอง ไม่ควรประชดด้วยการ“สร้างความเลว”เพื่อตอกย้ำตัวเองให้ตกต่ำ แต่หากต้องการประชดโลก ก็ควรประชดมันด้วย “ความดี” ให้คนที่เหยียบย่ำและเหยียดหยามได้เรียนรู้ว่า เราไม่มีทางเป็นอย่างที่เขาคิด!”

แต่สิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ ตง จิ้น ถูกยกย่องในวันนี้ ก็คือความรับผิดชอบ ความกตัญญูและความรักในครอบครัว โดยไม่ทอดทิ้งกันและกัน อันเป็นมงคลชีวิตที่ทำให้เขาพบกับความเจริญและประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งหลายๆ ครั้งได้ถูกสื่อสารออกมาจาก หนังสือที่เขาเขียน อย่างมีคุณค่า ดังเช่น

หลายๆ ครั้งที่เขามักจะไปขอทานกับพวกแม่ค้าผลไม่ในตอนเย็น เพื่อรอคอยความหวังถึง ผลไม้บอบช้ำที่แม่ค้าขายไม่ได้ และเมื่อได้ผลไม้มา ตง จิ้น ก็นำมาคัดส่วนดีเก็บไว้ “สำหรับพ่อกับแม่” แล้วจากนั้นจึงค่อยกินส่วนที่เหลือ

“เมื่อหวนคิดถึงสมัยนั้นแล้ว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาชนะความอยากของตัวเอง ยอมกินน้อยและกินแต่ส่วนที่แย่นี้ได้อย่างไร...ผมไม่รู้ว่าความกตัญญูเหล่านี้ผมไปเรียนมาจากไหน ผมไม่รู้เลยจริงๆ และผมได้รักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับพ่อก่อนตายตลอดมา ด้วยการรับปากว่าจะดูแลแม่และน้องชายคนโตให้ดีๆ ซึ่งผมก็ทำตามที่พ่อต้องการแล้ว

และต้องขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อและคุณแม่ของผมแม้ว่าท่านทั้งสองจะเป็นคนพิการด้วยกันทั้งคู่ แต่ผมก็เคารพเทิดทูนที่ท่านได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูผมเสมอมา รวมถึงพี่สาวของผม หากไม่ใช่เธอที่ยอมอุทิศกายขายตัวเพื่อความกตัญญู หากไม่ใช่เธอที่เป็นตะเกียงส่องทางให้แสงสว่าง และเป็นหลักพึ่งพิงทางใจ...ผมคงไม่มีวันมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้”

ทั้งนี้ ตงจิ้น ได้เผยแพร่ความสำร็จในชีวิต ด้วยถ้อยคำเพียง 2 คำ อันได้แก่
“ปณิธานอันมุ่งมั่น (立志)’ และ ‘ความมั่นใจในตัวเอง (自信心)”

ซึ่งทั้งสองคำ “สองประการ” นี้ต้องอาศัยค่อยๆ สร้างและสะสมไว้ “ที่ใจ” เพื่อเอาชนะ ความน้อยเนื้อต่ำใจ อันเป็นอุปสรรค์ต่อการก้าวตามหนทางของความฝันและ การย่อท้อต่อปัญหา ดังที่เขากล่าวว่า

“ผมเชื่อเสมอว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาเปล่าๆ แม้ว่าคุณจะทุ่มเทลงไปสักแค่ไหนก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องได้รับผลตอบแทนเท่ากับที่คุณทุ่มเทลงไป ถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีความมานะพากเพียรอย่างแท้จริง สิ่งที่คุณได้มาก็อาจจะหมดไปได้ง่าย ๆ เพราะสิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย คนก็มักจะไม่ตระหนักถึงคุณค่าของมัน!”


...ทั้งนี้ ปณิธานอันมุ่งมั่น และ ความมั่นใจในตัวเอง นั้นไม่ใช่คำพูดดีๆ ที่ ตงจิ้น พูดออกมาในภายหลัง เพื่อสร้างภาพชีวิตของตัวเองให้ดูน่ายกย่องศรัทธา แต่คือสิ่งที่ฝังตัวอยู่ในหัวใจของ ตงจิ้น มาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อคุณครูให้เขาเขียนเรียงความชิ้นแรก เมื่อเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในหัวข้อ “ปณิธานของฉัน” ซึ่งเด็กชายตัวน้อย ได้เขียนส่งอาจารย์ไปว่า

“ขอทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อความผาสุกของมวลชน”

ซึ่งสิ่งนี้ ได้สะท้อนผ่าน บทเรียนชีวิตที่ ตงจิ้นกล่าวเอาไว้อย่างเป็นปรัชญาในหนังสือว่า

“ระหว่างที่เร่ร่อนไป พ่อก็จะคอยสอนให้ผมเก็บเอาพวกก้อนหิน เศษกระจกและตะปูที่ตกอยู่ตามทางเดินออกไปทิ้ง หรือหากเป็นหลุมขนาดใหญ่ ให้ใช้ไม้ผูกผ้ามาปักไว้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อไม่ให้คนที่รีบเดินตอนกลางคืนอาจไม่ทันระวังสะดุดล้มเป็นอันตรายได้ พ่อบอกว่า “เมื่อตัวเองเคยเจ็บมาแล้วก็อย่าให้คนอื่นมาเจ็บซ้ำรอยเดินอีก”...”

...ซึ่งเขาก็ได้ทำปณิธานนั้นสำเร็จแล้ว ด้วยการสร้างภารกิจอันยิ่งใหญ่ ให้ผู้คนนับล้านทั่วโลก ได้ใช้บทเรียนชีวิตจาก “ลูกขอทาน” เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างไม่ย่อท้อ

.......................................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments

BBooKK
13 days ago
เยี่ยมเลยค่ะ
Reply
Kissda
13 days ago
ขอขอบคุณครับผม :)
Porruk
13 days ago
หนังสือเล่มนี้เรายังมีอยู่เลย เริ่มจากฟังวิทยุเลยตามไปหาหนังสือจนเจอ เราว่าฟังจากวิทยุได้อารมณ์กว่ามาก

Reply
Kissda
13 days ago
:) ชีวิตคนๆ นึง ได้ผ่านอะไรมาเยอะเหลือเกิน
...ตอนอ่านถึงกลางๆ เรื่อง ก็ยิ่งอยากจะรู้ให้ได้ว่า เขาจะก้าวผ่านมรสมุมชีวิต ไปได้ย่างไร ด้วยวิธีใด ครับผม :)
MyDrEamMaNo
12 days ago
เคยอ่านเรื่องนี้เมื่อ9ปีที่แล้ว ลืมเลือนไปบ้าง.. ต้องขอบคุณเจ้าของเรื่องที่นำเนื้อหาบางส่วนมาถ่ายทอดอีกครั้ง รู้สึกมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตเลยค่ะ
Reply
yellowflamingo
10 days ago
ชอบเรื่องนี้มากเลย เคยอ่านตอนประถม 
Reply
Kissda
6 days ago
:)
11
8 days ago
เป็นเรื่องที่ชอบมากเรื่องหนึ่ง
Reply
Kissda
6 days ago
:)