DRIVE ME CRAZY (Jenlisa / Lisoo) - บทนำ
บทนำ 


หญิงสาวผมยาวสีบลอนด์ รูปร่างสูงโปร่งผอมเพรียว สวมสูทสีเทาอ่อนกับรองเท้าส้นสูงสีดำกำลังก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปยังอาคารสูงสี่สิบชั้นที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน ท่วงท่าการเดินที่คล้ายนางแบบและหน้าตาที่สะสวยเรียกความสนใจจากเหล่าพนักงานบริษัทที่เดินขวักไขว่ในย่านอัพกูจองได้เป็นอย่างดี เธอคุ้นชินแล้วกับการเป็นเป้าสายตาแต่ก็ยังนึกสงสัยอยู่ดีว่าเดินอยู่ละแวกนี้ห้าวันต่อสัปดาห์มาเกือบสองปีแล้ว ผู้ชายพวกนี้ยังไม่ชินตาหรืออย่างไรถึงจ้องเหมือนเธอเป็นตัวประหลาด

เธอเดินเข้าไปในอาคาร ตรงไปเข้าแถวรอหน้าลิฟต์ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นมีเลขาของประธานบริษัทแห่งนี้และเป็นคนที่เธอรู้จัก สาวผมบลอนด์สะกิดเลขาสาวสวยผู้ไว้ผมยาวดัดลอนสีทับทิมที่วันนี้สวมสูทสีเลือดนกและสวมรองเท้าส้นสูงสีแดง

“ลิซ่า! อรุณสวัสดิ์” เลขาคนสวยหันมาทักทายหลังรู้สึกถึงแรงสะกิดที่ไหล่

“อรุณสวัสดิ์ วันนี้ก็ยังสวยจนมองแล้วลืมหายใจเหมือนเดิมเลยนะแชง” ลิซ่ายิ้มแย้มขณะเอ่ยชมพัคแชยองที่อายุเท่ากับเธอและรู้จักกันตอนมาสัมภาษณ์งานที่นี่

“ชมกันขนาดนี้อยากได้อะไรล่ะ อยากกินมื้อเที่ยงฟรีเหรอ” แชยองถามอย่างหยอกเย้า

“ฉันแค่อารมณ์ดีเป็นพิเศษต่างหาก! อีกอย่าง... เที่ยงนี้ฉันมีนัดแล้ว” สาวผมบลอนด์อมยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงข้อความชวนที่ส่งมาตอนห้าทุ่มครึ่งของเมื่อคืน

“กับใครเหรอ!” แชยองที่ย้อมผมสีแดงทับทิมถามอย่างอยากรู้ ไม่กลัวลิซ่าโกรธเพราะเธอสองคนสนิทกันพอที่จะถามเรื่องส่วนตัวกันได้

ลิซ่าไม่มีโอกาสตอบเพราะลิฟต์มาถึงชั้น G ที่พวกเธอยืนรออยู่ ทุกคนทยอยเดินเข้าไปในกล่องโลหะที่ใช้ขนส่งคนไปตามชั้นต่าง ๆ ขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ทุกคนในบริษัทนี้รู้จักหน้าค่าตาเป็นอย่างดีเดินเข้ามา เพราะเธอทั้งสวยทั้งเก่ง และที่สำคัญ...

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านประธานคิม” ลิซ่ากับแชยองเอ่ยพร้อมกันด้วยน้ำเสียงเคารพ ตามด้วยคนอื่น ๆ ซึ่งประธานบริษัทที่ยังสาวก็ทักทายทุกคนกลับด้วยรอยยิ้ม

แวบหนึ่ง... แววตาของประธานคิมสุกใสกว่าปกติเมื่อสบตากับลิซ่า อีกทั้งมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นคนที่สบตากับเธอ ลิซ่าก้มหน้าซ่อนยิ้มยินดีของตัวเอง ยิ่งเมื่อจินตนาการถึงมื้อเที่ยงที่จะเกิดขึ้นวันนี้รอยยิ้มก็ยิ่งฉีกกว้างและนี่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของแชยองที่ยืนอยู่ข้างกาย

“ยิ้มอะไรของเธอ” เลขาของประธานคิมกระซิบถามข้างหูเพื่อนผมบลอนด์

ลิซ่าส่ายหน้าแทนคำตอบ

คนอื่น ๆ ออกจากลิฟต์ไปหมดแล้ว เหลือเพียงสามคนที่ทำงานอยู่ชั้นสูงกว่า ประธานคิมบอกเลขาของตนว่าพักกลางวันนี้เธอมีนัดสำคัญกับเพื่อนแล้ว ซึ่งแชยองก็รับทราบ ไม่กี่วินาทีต่อมาลิฟต์ก็หยุดที่ชั้น 32 ที่เป็นที่ทำงานของฝ่ายล่าม ลิซ่าค้อมตัวคำนับประธานบริษัทคนสวยแล้วก้าวออกจากลิฟต์ แต่ก็มิวายหันหน้ากลับไปมองสองสาวที่ยืนอยู่ในกล่องโลหะขนาดใหญ่นั่นอีกครั้ง และเธอก็คิดถูกที่หันกลับไป เพราะหนึ่งในนั้นส่งยิ้มที่จะกลายเป็นกำลังใจในการทำงานให้แก่เธอ...

รอยยิ้มของประธานคิมจีซู



คิมจีซูและพัคแชยองเดินเข้าไปในห้องทำงานของประธานบริษัท ห้องที่คิมจีซูนั่งอ่านเอกสารและเซ็นอนุมัติโครงการต่าง ๆ ทุกเช้าแชยองต้องรายงานตารางนัดหมายในแต่ละวันให้จีซูฟัง และวันนี้ตารางของประธานคนสวยก็แน่นจนแค่คิดก็เหนื่อย ช่วงเวลาที่พอจะเรียกว่า ‘พัก’ ได้มีเพียงตอนเที่ยงที่เธอนัดรับประทานมื้อกลางวันกับเพื่อนเท่านั้น

“ขอบคุณค่ะคุณพัค เชิญทำงานของคุณได้” จีซูทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่หลังจากเลขาออกไปหน้าห้องแล้ว เธอยิ้มเมื่อคิดถึงเวลาพักก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา



คิมจีซู :  ตั้งใจทำงานนะ แล้วอย่าลืมนัดของเราล่ะ



โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของลิซ่าสั่นอย่างแรงขณะเจ้าตัวกำลังแปลเนื้อความภาษาอังกฤษในเอกสารเป็นภาษาเกาหลี เธอหันมองรอบตัวแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมาดูว่ามีข้อความอะไรส่งมา ทันทีที่อ่านจบก็ได้แต่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี



ลิซ่า ลลิษา :  โอเค เจอกันร้านเดิมไม่เกิน 12.15 น.



ลิซ่าเก็บเครื่องมือสื่อสารเข้ากระเป๋าเสื้อนอก พลางวางแผนว่าจะขึ้นรถไฟสายไหนไปย่านอีแดอันเป็นที่ตั้งของร้านอาหารที่เป็นสถานที่นัดพบ เพราะเธอขับรถยนต์ตลอดจึงไม่ค่อยคุ้นกับรถไฟในกรุงโซลมากนัก แต่วันนี้รถเธออยู่ระหว่างซ่อมจึงจำเป็นต้องใช้บริการขนส่งมวลชน และถึงแม้จะเคยเรียนมหาวิทยาลัยในย่านนั้นเธอก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมากนัก เป็นนักศึกษาต่างชาติที่ขลุกอยู่แต่ในหอพัก



ทันที่ที่ถึงเวลาพักเที่ยง จีซูก็คว้ากระเป๋าสะพายข้างราคาแพงของตัวเองเดินออกจากห้องทำงาน รอลิฟต์สักตัวจากลิฟต์ทั้งหมดสี่ตัวขึ้นมารับพลางฮัมเพลงเบา ๆ ไม่กี่นาทีต่อมาลิฟต์ตัวที่สี่ก็มาถึง แต่เมื่อประตูเปิดออกเธอก็รู้สึกเหมือนฝันสลาย เพราะคนในลิฟต์คือมารดาและชายหนุ่มทายาทบริษัทที่เป็นพันธมิตรกัน

“คุณแม่... พี่ยุนโฮ...” จีซูกลืนน้ำลายแล้วรีบยิ้มทันทีที่ตั้งสติได้

“เรามารับลูกไปทานอาหารกลางวัน ยุนโฮจองภัตตาคารไว้แล้ว” คิมซูจีผู้เป็นแม่แท้ ๆ ของคิมจีซูไม่คิดจะถามลูกสาวว่ามีนัดหรือไม่ เพราะเธอถามเลขาพัคแล้วว่าจีซูมีนัดแค่กับเพื่อน

“แต่หนู-”

“ไม่มีแต่จ้ะ” หญิงวัยกลางคนขัดลูกสาววัย 26 ปีที่กำลังจะเอ่ยข้ออ้าง “ยุนโฮเขาเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น มาถึงเกาหลีก็ตรงมาหาลูกที่บ้านเลยนะจีซู นัดกับเพื่อนน่ะเอาไว้โอกาสหน้าก็ได้”

“หรือจะชวนเพื่อนไปด้วยกันก็ได้นะ พี่ยินดี” ฮวังยุนโฮยิ้มกว้างให้หญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาสามปี แต่ถึงแม้เขาจะเต็มใจ... จีซูก็ไม่สบายใจอยู่ดี

เธอรู้ว่าถ้ากับยุนโฮคนเดียวเธอคงหาทางเลี่ยงได้ แต่วันนี้แม่ของเธอมากับเขา และเธอก็ไม่เคยขัดคำสั่งหรือขัดใจแม่ได้เลยสักครั้ง ในเมื่อไม่มีประโยชน์ที่ขัดขืนเธอจึงจำใจยอมไปรับประทานอาหารกับทั้งสองคน ระหว่างอยู่ในลิฟต์ก็ภาวนาขออย่าให้เจอลิซ่า แต่คำอธิษฐานก็ไร้ผล... เพราะทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกลิซ่าก็ยืนอยู่ตรงหน้า สาวรูปร่างสูงโปร่งมองวงแขนของยุนโฮโอบสะโพกบาง ๆ ของประธานบริษัทด้วยสายตาตกตะลึงในทางที่จีซูรู้สึกได้ว่าไม่ดีเอาเสียเลย

ลิซ่าที่ลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะทำงานและกำลังจะขึ้นลิฟต์กลับไปหยิบรีบหลีกทางให้ทั้งสามคน สายตามองแต่พื้น ไม่กล้ามองหน้าจีซูเพราะกลัวจะเห็นประธานสาวยิ้มให้ผู้ชายคนนั้น จนกระทั่งพวกเขาเดินไปไกลแล้วเธอถึงเงยหน้าขึ้นมองตาม ภาพที่เห็นบีบรัดหัวใจของเธอ... ฮวังยุนโฮเดินโอบเอวจีซูไม่พอยังหอมแก้มหล่อนด้วย แย่กว่านั้นคือคิมจีซูหันหน้าไปยิ้มอย่างเขินอายให้เขา สาวผมบลอนด์หันหนีภาพบาดตาไปมองทางอื่นทันที



คิมจีซู :  พี่ขอโทษนะ พี่ขัดใจแม่กับพี่ยุนโฮไม่ได้จริง ๆ หลังเลิกงานเราค่อยเจอกันนะ



หญิงสาวผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทลอบถอนหายใจเบา ๆ ขณะนั่งที่เบาะหลังของรถ Audi สีดำที่คู่หมั้นของเธอเป็นคนขับไปยังภัตตาคารใจกลางเมือง แต่คิมซูจีเห็นลูกสาวพิมพ์ข้อความบางอย่างในโทรศัพท์มือถือแล้วถอนหายใจจึงเอ่ยปากถาม

“เครียดเรื่องงานเหรอ”

“ค่ะ...” จีซูไม่กล้าบอกว่าเธอลำบากใจที่ต้องยกเลิกนัดกับบางคนเพื่อมาร่วมโต๊ะอาหารกับคู่หมั้นที่ชื่อฮวังยุนโฮ

“อีกปีหรือสองปีลูกก็จะชินไปเอง”

ลูกสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ทำแค่พยักหน้ารับแล้วหันหน้าไปมองตึกรามบ้านช่องผ่านกระจกใส เหม่อมองปล่อยใจให้ล่องลอยพักผ่อน ทิ้งความเครียดและความกังวลไว้ข้างหลัง เธอเหนื่อยกับหลายสิ่งหลายอย่างจนอยากย้อนเวลากลับไปเป็นนักศึกษา ช่วงเวลาที่ยังมีอิสระ มีเพื่อนสนิท และมีลิซ่าเป็นรุ่นน้องที่สนิทกันจนแทบจะตัวติดกับเธอ แต่ก็ไม่มีหนทางให้เธอถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว



พนักงานหลายคนในบริษัทนี้ต่างรู้ว่าประธานคิมมีคู่หมั้นคู่หมาย หนึ่งในพนักงานเหล่านั้นก็คือลิซ่าหรือชื่อจริงว่าลลิษา เธอเป็นคนแรก ๆ ที่รู้เรื่องจีซูกับยุนโฮ และคงเป็นคนเดียวที่ร้องไห้ด้วยความเสียใจกับการหมั้นหมายนี้ เพราะเธอมีใจให้คิมจีซูมาตั้งแต่ตอนเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แอบชอบตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารุ่นพี่คนนี้เป็นลูกของประธานเครือบริษัทคิมบราเธอร์ส และทุกครั้งที่เห็นคู่หมั้นของประธานบริษัทคนปัจจุบันลิซ่าก็จะเจ็บใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

“ลิซ่า” พัคแชยองเดินออกจากกลุ่มเพื่อนมาหาทันทีที่เห็นลิซ่านิ่งอยู่หน้าลิฟต์ “เป็นอะไรหรือเปล่า ยืนนิ่งเลย... แล้วไหนว่ามีนัดกลางวันไง”

“พอดีเพื่อนฉันเลื่อนนัดน่ะ” สาวผมบลอนด์ตอบพร้อมกับคลี่ยิ้มแล้วหันไปขออนุญาตพวกเพื่อนสมัยเรียนของแชยองที่ทำงานที่เดียวกัน “ขอไปกินข้าวกับพวกนายด้วยได้หรือเปล่า”

“ได้เลย! มีสาวสวยมานั่งกินข้าวด้วยเป็นอะไรที่ใฝ่ฝันมาตลอด!” โนมินจุนให้คำตอบแทนเพื่อนอีกสองคนของเขา ท่าทีดีใจและตื่นเต้นเกินไปเรียกเสียงหัวเราะจากลิซ่าได้ง่าย ๆ

“ฉันก็สวย แล้วฉันก็กินข้าวกับพวกนายบ่อยจะตาย...” แชยองเหล่มองมินจุนด้วยหางตา ก่อนจะควงแขนเพื่อนสาวคนเดียวในที่นี้ให้เดินออกไปนอกอาคารพร้อมกัน

ทั้งห้าคนกินข้าวไปคุยกันไปอย่างออกรส แม้แต่ลิซ่าที่เมื่อครู่อารมณ์ไม่ค่อยดียังหัวเราะหลังได้ฟังเรื่องตลกของเพื่อนร่วมงาน ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามแผนกของตัวเองแชยองชวนทุกคนไปสังสรรค์คลายเครียดกันที่บาร์ในย่านคอนแดหลังเลิกงาน ทุกคนเห็นดีด้วย ยกเว้นลิซ่าที่ยังให้คำตอบไม่ได้

“เลิกงานแล้วจะให้คำตอบแล้วกันนะ” สาวผมบลอนด์บอกแชยองแล้วเดินออกจากลิฟต์

เมื่อถึงชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องทำงานของประธานคิมจีซู เลขาสาวพบว่าเจ้านายของเธอยังไม่กลับมา ขณะกำลังทบทวนตารางเวลาว่าประธานบริษัทมีนัดหมายหรือกิจกรรมอะไรต้องทำในช่วงบ่าย จีซูก็กลับมาพอดี สีหน้าเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัดทำให้แชยองรับรู้ได้ว่ามื้อกลางวันกับคู่หมั้นไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับจีซู

“คุณพัค”

“คะ ท่านประธาน”

“ต่อไปนี้ถ้าคุณแม่ของฉันหรือคุณฮวังยุนโฮมาพบหรือถามอะไรคุณเกี่ยวกับฉัน... กรุณาเลี่ยง อย่าตอบ ทำเป็นไม่รู้ไป คุณเป็นเลขาของฉันคนเดียวเท่านั้น คุณทำงานให้ฉัน”

เพียงเท่านี้สาวผมสีแดงทับทิมก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงที่เจ้านายต้องการบอกในทันที

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ประธานคนปัจจุบันของกลุ่มบริษัทคิมบราเธอร์สเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองหลังได้ยินว่าเลขาเข้าใจแล้ว เธอปิดประตูแล้วส่งข้อความตอบกลับใครบางคนที่ต้องการนัดเจอเธอเป็นการส่วนตัวตอนเย็นวันนี้ แปลกใจนิดหน่อยตอนได้รับข้อความจากคนที่ขาดการติดต่อกันมานานร่วมปี เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงจะมาขอความช่วยเหลือเรื่องเงินทองเหมือนที่เคยก้มหัวอ้อนวอนแม่ของเธอเมื่อสองถึงสามปีก่อน



คิมจีซู :  หลังเลิกงานพี่ไม่ว่าง อยากได้เงินเท่าไหร่ก็บอกมาเลย พี่จะโอนไปให้



เมื่อถึงเวลาเลิกงานจีซูก็รีบเก็บของเพราะมีนัดต่อ ตรวจดูข้อความในโทรศัพท์มือถืออย่างคาดหวังว่ารุ่นน้องจะไม่ยกเลิกนัดเย็นนี้ เพราะเธออยากใช้โอกาสนี้ขอโทษที่ตอนเที่ยงไม่สามารถไปกินมื้อกลางวันด้วยได้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตกลงเธอก็โทรจองภัตตาคารที่แม่กับคู่หมั้นเพิ่งพาไปแล้วรีบรุดไปที่นั่น

จีซูถอดเสื้อสูทของตัวเองทิ้งไว้ในรถ เธอที่อายุ 26 ปีไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องแต่งตัวภูมิฐานไปทำงานในฐานะประธานบริษัทเร็วขนาดนี้ เธอเบื่อสูทที่แม่บังคับให้ใส่ ดังนั้น เมื่อเลิกงานแล้วก็จะรีบถอด อยากมีช่วงเวลาที่ได้หลุดพ้นจากความเป็นนักธุรกิจเพิ่มอีกสักนิดก็ยังดี

นั่งดูดน้ำมะนาวรออยู่ภายในร้านไม่นานรุ่นน้องที่สนิทที่สุดของเธอก็มาถึง...

“ขอโทษที กะเวลาผิดไปหน่อย” ลิซ่าขอโทษพร้อมกับยิ้มแหยแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามจีซู “พี่สั่งอะไรไปหรือยัง”

“ยัง สั่งแค่น้ำมะนาว” สาวตัวเล็กเลื่อนแก้วน้ำมะนาวเย็นฉ่ำของตัวเองไปให้ลิซ่า

คนผมบลอนด์ดูดน้ำมะนาวผ่านหลอดที่จีซูใช้อย่างกระหาย พวกเธอสนิทกันมากพอที่จะไม่รังเกียจการใช้ของร่วมกัน สนิทกันมากจนแทบจะลืมไปว่าตอนนี้มีสถานะเป็นประธานกับพนักงาน แต่จีซูไม่ใส่ใจนักหากจะมีพนักงานในบริษัทมาเห็นเธอกับลิซ่าแล้วเอาไปนินทากัน เรียกว่าไม่กังวลคงถูกต้องกว่า... เพราะภัตตาคารแห่งนี้ไม่ใช่ร้านที่พวกลูกน้องกว่าค่อนบริษัทจะมาอุดหนุนได้

“ทำไมคราวนี้เลือกร้านแพงจัง ฉันไม่มีเงินพอจะหารกับพี่หรอกนะจีซู”

“พี่เลี้ยงไง”

หลังสั่งอาหารแล้วจีซูก็ชวนคุย ถามโน่นถามนี่เหมือนไม่ได้คุยกับรุ่นน้องคนนี้มานาน ซึ่งสำหรับเธอก็ค่อนข้างนานจริง ๆ ครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งคุยกันแบบสบาย ๆ แค่สองคนก็สองเดือนที่แล้ว เพราะต่างคนต่างยุ่ง ส่งข้อความคุยกันบ้างก็จริงแต่นั่นก็ไม่ได้อรรถรสเท่านั่งคุยแบบเห็นหน้าค่าตากันอย่างนี้

“มื้อกลางวันกับคุณฮวังเป็นยังไงบ้าง” ลิซ่าลองถามทั้งที่เหตุการณ์ที่เห็นจากหน้าลิฟต์ยังติดตาและสร้างความปวดใจ

“น่าเบื่อสุด ๆ”

“เหรอ... งั้นพี่ก็ถอนหมั้นสิ ฮ่าฮ่า!” รุ่นน้องแนะนำยิ้ม ๆ น้ำเสียงเหมือนแค่พูดเล่น

“ถ้าทำได้ง่ายขนาดนั้นก็ดีน่ะสิ! เธอก็รู้ว่าพี่ขัดใจแม่ไม่ได้” จีซูถอนหายใจอย่างแรงพลางคิดถึงบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว ถ้าตอนนี้พ่อยังอยู่คงช่วยเธอได้

“พี่จะเป็นลูกที่ดีเกินไปแล้วนะ” ลิซ่าชมคนที่นั่งร่วมโต๊ะพลางชิมซุป พยายามกลบฝังความผิดหวังในคำตอบของจีซูไว้ให้ลึกที่สุด “อีกอย่าง... เมื่อตอนเที่ยงฉันเห็นนะ”

“เห็นอะไร”

“พี่ยอมให้คุณฮวังหอมแก้ม!” สาวผมบลอนด์ทำแก้มป่องมองจีซูพร้อมกับชี้หน้ารุ่นพี่ด้วยช้อนตักซุป “ถ้าไม่ได้รักเขาก็ไม่เห็นต้องยอมเปลืองตัวขนาดนั้นเลยนี่นา”

“ก็... แม่พี่อยู่ด้วยนี่นา จะให้ผลักหน้าเขาออกก็เสียมารยาท กลัวแม่จะโกรธ”

“แค่เบือนหน้าหนีก็ได้นี่นา”

“แต่ว่า-”

“เริ่มชอบเขาแล้วใช่หรือเปล่า... สารภาพมาตามตรงนะ” ลิซ่าไม่รอให้สาวรุ่นพี่แก้ตัว เธอเลือกที่จะถามอย่างไม่อ้อมค้อม เพราะคำตอบที่ได้จะช่วยให้เธอตัดสินใจต่อไปได้ถูก

“นิดหน่อย!” จีซูหลับตาแน่นก้มหน้าลงยกมือสองข้างแนบแก้มตัวเองอย่างเขินอาย

คำตอบที่ออกจากปากคนตรงหน้ากับท่าทางเคอะเขินขณะยอมรับเป็นเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบจิตใจของลิซ่าจนแหลกละเอียด คนแอบรักรีบเก็บเศษใจที่แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วปั้นหน้าทะเล้นแม้ว่าน้ำตาจะตกใน เธอแซวรุ่นพี่คนสวยทั้งที่อยากร้องไห้

“ในที่สุดเด็กหญิงคิมจีซูคนสวยก็ตกหลุมรักเป็นกับเขาซะที!” ลิซ่าจิ้มหน้าผากจีซูเล่น

“ฉันอายุมากกว่าเธอนะลลิษา!” รุ่นพี่แหวใส่เสียงแหลมก็จริงแต่ก็ไม่ได้โกรธที่ถูกแกล้งเหมือนเป็นเด็กเล็ก “แล้วเธอล่ะ... มีคนที่ชอบหรือยัง”

“ว่าจะหาอยู่ ไม่อยากน้อยหน้าคิมจีซู” สาวตัวสูงแลบลิ้นให้อย่างกวนประสาท แต่แววตาที่เคยสุกใสกลับแตกต่างไปจากเดิมจนคนมองรู้สึกได้

“ร้องไห้ทำไมน่ะลิซ่า...”

ลิซ่าตาโตด้วยความตกใจ รีบยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาแต่ผลที่ได้กลับทำให้เธองง เพราะไม่มีน้ำตาสักหยด วินาทีนั้นเธอได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันที่โดนจีซูหลอก คาดโทษสาวรุ่นพี่ไว้ว่าอย่าเผลอเป็นอันขาด เรียกเสียงหัวเราะสะใจจากจีซู แต่สาวผมบลอนด์ไม่มีทางรู้สักนิดเลยว่าก่อนหน้านี้จีซูมองเห็นความรู้สึกใดในดวงตาเธอ

สิ่งที่คิมจีซูเห็นคือ... ความเสียใจ



สองสาวแยกย้ายกันหลังอิ่มหนำและคุยกันจนพอใจแล้ว จีซูอาสาจะไปส่งรุ่นน้องคนสนิทที่อพาร์ตเมนต์แต่ลิซ่าปฏิเสธความหวังดีนี้โดยอ้างว่าจะไปที่อื่นต่อ ความจริงคือสาวผมบลอนด์อยากใช้เวลาระหว่างนั่งรถไฟตัดสินใจอะไรเงียบ ๆ คนเดียว

หลังกลั้นน้ำตาและแสร้งตีหน้ายินดีกับจีซูมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เธอจะได้ถอดหน้ากากรุ่นน้องที่แสนดีออก บนรถไฟที่ยังมีผู้คนเต็มขบวนหญิงสาวยืนเกาะราวเหล็ก แหงนหน้าเหม่อมองเพดานด้วยดวงตาที่ฉายความปวดร้าว...



ลิซ่าอาบน้ำทันทีที่ถึงห้องพัก แม้จะเสียน้ำตาจนน่าจะเหนื่อยล้าแล้วก็ยังไม่ง่วงสักนิด พยายามข่มตาแล้วแต่ก็ยังนอนไม่หลับ เธออยากมีเพื่อนคุย อยากคุยเรื่องอะไรสักเรื่องกับใครสักคนที่จะทำให้เธอลืมเรื่องจีซูได้ คนเดียวที่เธอนึกออกคือเลขาของท่านประธาน เธอมองนาฬิกาที่บอกเวลาห้าทุ่มแล้วคิดว่าน่าจะยังไม่ดึกจนเกินไปนักจึงโทรหาแชยอง รออยู่ครู่หนึ่งสาวนุ่มนิ่มก็รับสาย

“แชง อยู่ไหน อยู่บาร์เหรอ” ลิซ่าเดาจากเสียงเพลงที่ลอดผ่านโทรศัพท์มือถือ

“ใช่” แชยองตอบ “ทำไม จะมาเหรอ”

“อื้ม”

“เดี๋ยวส่งแผนที่ไปให้ แต่มีข้อแม้นะ...” น้ำเสียงของแชยองฟังดูกังวลไม่น้อย “ห้ามเอาไปเล่าให้พวกเพื่อนที่บริษัทฟังว่าฉันกับเธอมาที่บาร์นี้ โดยเฉพาะพวกมินจุน”

“หือ? ทำไมล่ะ” ลิซ่าขมวดคิ้วสงสัย

“สัญญามาก่อน ไม่งั้นจะไม่บอกว่าอยู่ที่ไหน”

“โอเค! สัญญา! ส่งที่อยู่มาไว ๆ เลย” ด้วยความอยากรู้ที่ผสมกับอยากปลดเปลื้องความเสียใจทำให้คนผมบลอนด์ยอมรับปากเพื่อนร่วมงานอย่างง่ายดาย

หลังวางสายไปไม่กี่นาทีแผนที่ระบุที่ตั้งของบาร์ก็ถูกส่งมาทางห้องแชตระหว่างเธอกับแชยอง ชื่อบาร์ที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ลิซ่าต้องถลึงตามองให้ชัด ๆ อีกครั้ง เพราะแค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นโฮสต์บาร์ ที่เที่ยวกลางคืนสำหรับผู้หญิง สถานที่ที่เต็มไปด้วยชายหนุ่มรูปหล่อรอให้เลือกมานั่งคุยนั่งดื่มเป็นเพื่อน

“เฮ้อ... เอาก็เอา”

หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียง ถอดชุดนอนแล้วสวมเดรสสีดำก่อนจะออกจากอพาร์ตเมนต์ ระหว่างนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ก็อดคิดถึงรุ่นพี่เธอแอบรักไม่ได้ แต่เมื่อคิดแล้วทำให้มีน้ำตาเธอก็เลือกที่จะหันไปสนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับโฮสต์บาร์ที่กำลังจะไปแทน สถานที่ตั้งอยู่ในย่านชองดัม รายล้อมด้วยบาร์หรูและหนึ่งในนั้นก็มีโฮสเตสบาร์แห่งหนึ่งรวมอยู่ด้วย เธอตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยได้เที่ยวกลางคืนบ่อยนัก แต่นอกเหนือจากความตื่นเต้นแล้วก็มีสังหรณ์บางอย่างที่บอกว่าเธออาจได้เจออะไรที่คาดไม่ถึง อะไรบางอย่างที่ไม่เคยพานพบ

และต้องไปเพื่อพบพาน...



ขณะเดียวกันในห้องนั่งเล่นชั้นบนของคฤหาสน์หลังใหญ่ คิมจีซูนั่งจิบไวน์แดงพลางขบคิดเกี่ยวกับสาวรุ่นน้องที่ตอนนี้เป็นพนักงานในบริษัทของเธอ ถึงแม้ลิซ่าจะแสดงท่าทีสนับสนุนเธอเรื่องฮวังยุนโฮแต่แววตาเจ็บปวดใจที่เธอได้เห็นกลับทำให้เธอสับสนยิ่งกว่าที่เคย เธอเชื่อมาตลอดว่าลิซ่ามีใจให้เธออยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่มาวันนี้เมื่อเห็นลิซ่าทำเหมือนยินดีเรื่องความรักกับเธอ... เธอก็เกือบถอดใจไปแล้วถ้าไม่ทันสังเกตเห็นความเสียใจที่เด่นชัดในดวงตาของลิซ่า



คิมจีซู :  ลิซ่า~ พี่คิดถึงเขาจนนอนไม่หลับเลย ทำยังไงดี



จีซูมองข้อความที่ตัวเองพิมพ์แล้วหัวเราะเบา ๆ กับละครที่ตัวเองกำลังเป็นผู้แสดง เล่นกับความรู้สึกของคนอื่นไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เธอแค่ต้องการแน่ใจในความรู้สึกที่ลิซ่าเก็บซ่อนไว้ รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีข้อความตอบกลับจากคนอายุน้อยกว่า เธอคิดว่าลิซ่าคงหลับไปแล้วจึงเลิกรอแล้วดื่มด่ำกับรสชาติของไวน์ชั้นเลิศต่อเพียงลำพังอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนจะเข้านอน

ทว่า... ราตรีอันสงบเงียบและนิทราที่แสนสบายของจีซูก็ถูกทำลายจากเสียงโทรศัพท์ เธอสะดุ้งตื่นหลังได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากเครื่องมื่อสื่อสารพกพาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง นาฬิกาดิจิตอล LED บอกเวลาตีสองแปดนาที ปกติไม่มีใครรบกวนเธอเวลานี้ เมื่อคิดว่าอาจเป็นข้อความสำคัญเธอก็คว้าโทรศัพท์มือถือมาดู



ลิซ่า ลลิษา : คุณคิมจีซู

คิมจีซู : ลิซ่า? ยังไม่นอนอีกเหรอ

ลิซ่า ลลิษา : ฉันนึกว่าคุณมัวเพ้อฝันถึงผู้ชายจนไม่หลับไม่นอนเหมือนกันน่ะสิ

คิมจีซู : ทำไมพูดกับพี่แบบนี้ ไม่น่ารักเลย

ลิซ่า ลลิษา : พี่? เธอเป็นพี่ใครได้ด้วยเหรอ หึหึ... ตลกจริง ๆ

คิมจีซู : ....

: แกเป็นใคร! แกไม่ใช่ลิซ่า



เมื่อไร้ข้อความตอบกลับมาจากอีกฝ่ายจีซูก็เริ่มร้อนใจ เป็นห่วงสาวผมบลอนด์ กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ ขึ้นจึงรีบโทรไปที่หมายเลขโทรศัพท์มือถือของลิซ่า แต่ผลที่ได้คือไม่มีการตอบรับ แย่กว่านั้นคือเมื่อเธอโทรไปอีกครั้งอีกฝ่ายก็จัดการปิดเครื่อง จีซูรู้สึกถึงเหงื่อที่เริ่มซึมตามไรผมของตน ทนนอนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อีกต่อไป คว้ากุญแจรถยนต์คันที่เธอชอบขับในวันหยุดแล้วเดินทางไปหาลิซ่าที่อพาร์ตเมนต์ทันที



หนึ่งชั่วโมงที่แล้ว 
แชยองประคองเพื่อนร่วมงานออกจากโฮสต์บาร์อย่างลำบากเพราะลิซ่าเมาจนแข้งขาอ่อนเดินโซซัดโซเซชนคนโน้นคนนี้ นึกโทษตัวเองที่ไม่ยอมห้ามความคิดแลกเครื่องดื่มกับหนุ่มโฮสต์ของเพื่อน จะให้ผู้ชายไปส่งลิซ่าเธอก็ไม่ไว้ใจจึงต้องพยุงกลับเอง เธอที่ดื่มแต่น้ำเปล่ายังมีสติครบถ้วนและมีเรี่ยวแรงพอจะลากผู้หญิงที่ขนาดรูปร่างใกล้เคียงกับเธอได้แต่ก็ไม่ถึงกับดีมากนัก

ถูลู่ถูกังไปได้สักพักก็เกิดเรื่อง... เพราะสาวผมบลอนด์ชนเข้ากับผู้หญิงสวมเดรสแดงคนหนึ่งอย่างแรงจนหญิงสาวคนนั้นเซไปข้างหลังและกระเป๋าที่ถือมาก็หล่นจากมือ ปัญหาที่แท้จริงเกิดหลังจากนี้ เมื่อลิซ่าอาเจียนใส่เดรสสีแดงทับทิมที่มองจากเนื้อผ้าและการออกแบบแล้วน่าจะราคาแพงเอาการ แชยองถึงกับตกใจอ้าปากค้างที่เห็นคนที่ทำท่าจะขย้อนอาหารในกระเพาะมาได้สักพักอาเจียนออกมาได้ผิดจังหวะอย่างร้ายแรง

“นี่!” หญิงสาวหน้าตายโสตวาดพร้อมกับส่งสายตาเกรี้ยวกราดใส่ลิซ่าและแชยอง

“ขอโทษค่ะ! ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” แชยองรีบขอโทษเป็นการใหญ่พลางล้วงมือข้างที่ว่างหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนมาเช็ดคราบที่เปรอะเปื้อนบนเดรสของหญิงสาว

สาวตาเฉี่ยวทำหน้าเหมือนกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธไม่ให้ระเบิดออกมา เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับหลับตาแน่น ก่อนจะลืมตาขึ้นมาจ้องหน้าตัวการที่ยืนมองเธอด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มเพ้อฝัน อยากจะตบหน้าสาวผมบลอนด์สักฉาดให้ได้สติ จะได้เอ่ยปากขอโทษที่อ้วกใส่เธอเสียที แต่นั่นไม่ใช่นิสัยของเธอ

“จะมองอีกนานไหม!”

“นางฟ้าลงมาเที่ยวโลกมนุษย์กลางดึกเหรอเนี่ย~” ลิซ่าเผลอพูดออกมาตามที่คิด

“ขอโทษค่ะ! ขอโทษแทนเพื่อนฉันจริง ๆ ค่ะ” สาวผมแดงรีบเช็ดชุดที่หญิงสาวตัวเล็กสวมด้วยความอับอายปนเกรงกลัว “ฉันจะจ่ายค่าซักชุดให้นะคะ”

“ไม่ต้อง ไม่เป็นไร... แค่รีบ ๆ พาเพื่อนเธอไปให้ไกล ๆ ก็พอ”

ได้ยินอย่างนั้นแชยองก็รีบลากเพื่อนให้เดินตามมา ดวงตากลมเห็นแท็กซี่ก็รีบยกแขนโบกให้หยุดรถรับพวกเธอ เธอรีบดันตัวลิซ่าเข้าไปในรถแล้วตามเข้าไปนั่งข้าง ๆ บนเบาะหลัง ไม่กล้าหันไปมองสาวสวยชุดแดงคนนั้นอีก ส่วนเพื่อนสาวของเธอนั้น...

“คนอะไรสวยเป็นบ้า...”

“ยังจะละเมอเพ้อพกอีกนะยัยบ้า!” แชยองต่อว่าลิซ่าที่ตาปรือพูดจาเริ่มฟังไม่รู้เรื่อง

“อะแฮ่ม!” คนขับรถกระแอมเรียกความสนใจ “จะไปที่ไหนครับ”

“ไปแขวงฮวายังในเขตกวังจินค่ะ เดี๋ยวฉันจะคอยบอกทาง” คนที่ยังมีสติดีเลือกที่จะพาลิซ่าไปนอนค้างที่บ้านของเธอก่อน เพราะเธอไม่รู้ว่าคนเมาพักอยู่ที่ไหน

แชยองนึกถึงระยะเวลาชั่วโมงครึ่งที่ลิซ่ามานั่งเป็นเพื่อนเธอในโฮสต์บาร์แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะเพื่อนคนนี้ไม่ได้ทำแค่นั่งคุยกับหนุ่มหล่อ แต่กลับขอดื่มเหล้าจนเมามายแล้วร้องไห้ระบายความทุกข์ใจจนคนมองทั้งบาร์ เท่าที่นั่งฟังสาวผมบลอนด์ร้องไห้ปรับทุกข์เธอค่อนข้างแน่ใจว่าลิซ่าอกหักจากใครสักคนมา เธอลองถามว่าคนคนนั้นเป็นใครก็ไม่ได้รับคำตอบ จนในที่สุดเธอก็เลิกอยากรู้ไปเอง

ช่างเป็นวันศุกร์ที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานเหลือเกินสำหรับพัคแชยอง...

SHARE
Written in this book
DRIVE ME CRAZY (Jenlisa / Lisoo)
Fanfiction
Writer
blurlightblue
Writer
ซ่อนเธอไว้ในใจ

Comments