บทสนทนาที่หายไป...
บางครั้งการสูญเสียก็สอนอะไรในชีวิตเราได้มากเหมือนกัน

บทสนทนาที่หายไป...
“เท่าที่จำได้คือ เราไม่มีบทสนทนา
ระหว่างกันกับอากงมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
คำพูดที่มีให้กันคือ การที่เรายกมือไหว้ทักทาย
ด้วยคำว่าสวัสดี แล้วอากงก็จะพยักหน้าตอบรับ” 


ตั้งแต่ปี 1 ที่เราไปเรียนที่องครักษ์ เป็นต้นมา
เรากลับบ้านไม่ค่อยบ่อยนัก
เพราะเราเบื่อปัญหาที่บ้านที่เวลากลับไปทุกครั้งต้องเจอ
ญาติๆคนอื่น บรรดาน้าๆ พี่น้อง เรายิ่งขาดการติดต่อ
เจอหน้ากันนับครั้งได้

เนื่องมาจากปัญหาในวัยเด็กจากการกระทำ
และคำพูดของผู้ใหญ่ที่เป็นบาดแผลในใจเราเสมอมา
/จากการที่เราไม่ใช่สายเลือด/

เมื่อโตขึ้น เมื่อเราเริ่มทำงานพิเศษ
เริ่มมีหนทาง เราจึงเลือกออกมาอยู่ข้างนอก
แต่ก็ยังอยู่ในสายตาและการส่งเสียจากทางบ้าน
เพราะเราสบายใจที่จะอยู่แบบนี้มากกว่า

 ความสัมพันธ์ของเรากับทางบ้านจึงเป็นความสัมพันธ์ที่เบาบาง
 
เมื่อเดือนที่แล้ว เราทราบข่าวจากทางบ้าน ว่าอากงป่วยหนัก ด้วยโรคมะเร็งปอด
ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
เรารู้ข่าวช้า เพราะเราไม่ค่อยติดต่อกับที่บ้าน
ไปเยี่ยมอีกที อากงก็กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว

แต่หลังจากกลับมา อาการของอากงเริ่มทรุดหนักขึ้นเรื่อยๆ
จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว เรากลับบ้าน..
เราพูดคุยกับยายตามปกติ เพราะค่อนข้างสนิทกับยายที่สุด
เมื่อเทียบกับญาติคนอื่นๆที่เราไม่ค่อยได้คุย
ยายบอกเราว่า อากงทรุดหนักมากๆ ให้เราเข้าไปคุยกับแกหน่อย

“เท่าที่จำได้คือ เราไม่มีบทสนทนา
ระหว่างกันกับอากงมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
คำพูดที่มีให้กันคือ การที่เรายกมือไหว้ทักทาย
ด้วยคำว่าสวัสดี แล้วอากงก็จะพยักหน้าตอบรับ”

ครั้งแรกในรอบปีที่ผ่านๆมา
ที่เราเข้าไปพูดคุยกับอากง สวัสดี และถามไถ่อาการ
เราบอกกับอากงว่า

‘อีกปีเดียวหนูเรียนจบแล้วนะ ต้องมางานรับปริญญาของหนูให้ได้นะกง’

‘ไม่ไหว’ .. อากงตอบเสียงแผ่ว

เราใจเสีย
และไม่รู้เลยว่า นี่จะเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างกัน...



เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อาการของอากงทรุดหนักมากอีกครั้ง
ครั้งนี้ที่บ้านเราตามสมาชิกในบ้านทุกคน
มาพร้อมหน้าให้กำลังใจอากง
เราไม่ได้ไปเพราะติดอ่านหนังสือสอบ
เนื่องจากเช้าวันต่อมาต้องสอบวิชาที่ค่อนข้างยากมากๆ
ที่บ้านเลยบอกว่า ไม่เป็นไร สอบต้องมาก่อน ยังไม่ต้องมาก็ได้

ค่ำๆวันนั้น อากงก็จากไปอย่างสงบ
โดยที่ทุกคนได้ร่ำลาพูดคุยเป็นครั้งสุดท้าย

ยกเว้นเรา
 
วินาทีที่ที่บ้านโทรมาบอกข่าว เราช็อกและอึ้งไปพักใหญ่
มันเป็นความรู้สึกเสียดาย ที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำลา
และอยู่ในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

แต่ก็ต้องฝืนใจทำหน้าที่ของตัวเอง
ตั้งสติ อ่านหนังสือ และไปสอบวันรุ่งขึ้น
หลังจากนั้นจึงไปร่วมพิธีศพ

ญาติๆทุกคนมารวมตัวกัน คนที่เคยมีอคติกับเรา
คนที่เคยต่อว่าเรา ในวันนี้มันไม่มีอีกแล้ว
ทุกคนต้อนรับเราอย่างดี เรากอดและให้กำลังใจกันและกัน

เราได้รับความอบอุ่นในใจ
และได้รับอ้อมกอดที่เราไม่เคยมีในวัยเด็ก 


ถึงแม้จะไม่ได้อบอุ่นมากอย่างที่เราต้องการมาตลอด
แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้รับอะไรเลย

การสูญเสียครั้งนี้ทำให้เราตระหนักถึง
การพยายามก้าวข้ามผ่านบาดแผล และ อคติในใจ 


ตลอดหลายวันที่ผ่านมา
เราเฝ้าคิดถึงบทสนทนาที่ขาดหายไป.. ที่จริงๆแล้วเราสามารถเติมเต็มมันได้


ก่อนที่มันจะสายเกินไป..
SHARE
Writer
isrywd
Relationship Writer
เรื่องราวความรู้สึก เรื่องเล่า ที่อยากบันทึกผ่านตัวอักษร

Comments