Train of love (wheein-Hwasa) EP.1
          นอวานาอีบึลมาชวอ I feel good…..ครืดดด ครืดดดด ครืดดดดด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมสั่นในแบบที่ทำให้หนังสือและปากกาหลากสีสัน สั่นได้ราวกับแผนดินไหวในระดับเบา

นอวานาอีบึลมาชวอ I feel good
นอเยเกนาลึลมัทกยอ I feel good………….เสียงนาฬิกาปลุกในเวลา 07:30 ถูกหยุดจากมือใครคนหนึ่งที่อุ้มแมวตัวสีส้มมีสีขาวตรงรอบปากขึ้นมาถึงจมูก หญิงสาวผู้มีผมสั้นประบ่าสีทองสวมชุดนอนลายแมวสีส้มเธอยกโทรศัพท์สีดำด้านที่มีรูปแอปเปิลโดนกัดอยู่กลางหลังเครื่องและเวลาของโทรศัพท์ที่ปลุกเธอจากห้วงนิททราทำให้เธอเบิกตาโพรง “เฮ้ยยย!!เจ็ดโมงครึ่งแล้ว” หญิงสาวผู้พึ่งตื่นจากห้วงนิททรา ตกใจกับเวลานี้ที่เธอต้องไปทำงานให้ทันภายในเวลา 08:30 หญิงสาวผู้เป็นนักบัญชี “กวินทร์”



07:50

                    ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่มีรถขบวนยาวขับเคลื่อนด้วยแรงไฟฟ้าแรงคอยรับส่งผู้คนในทุกช่วงเวลา ทำให้เวลานี้สถานที่แห่งนี้ สถานีรถไฟฟ้า MSP มีผู้คนมากหน้าหลายตา เฝ้ารอคอยรถไฟฟ้าอย่างตั้งหน้าตั้งตาว่าจะทันเวลา ทำงาน หรือเรียนไหม 
 
“ผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะเข้า-ออก ขบวนรถโปรดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา Please mind the gap between train and platform thank you”
 
เสียงที่คุ้นเคยที่ได้ยินทุกครั้งเมื่อต้องใช้รถไฟฟ้า ต่างกันกับหญิงสาวที่ต้องได้ยินมันเสมอตลอดการทำงานของเธอ ผู้หญิงผมยาวสีดำขลับมัดผมรวบสูงสวมหมวกสีดำ ที่แก้มซ้ายมีไฝเม็ดเล็ก หุ่นสมส่วนในชุดรัดรูปเสื้อสีฟ้าเชือกสีแดงพาดระหว่างตัวบาง มีกระบองสีดำน่าเกรงขามเหน็บอยู่กับเข็มขัดข้างเอวคอด มีอุปกรณ์สื่อสารเสายาวเป็นกิโล เธอคือ”แพรว” รปภ.ที่สวยและเก่งที่สุดของสถานีนี้ ซึ่งเธอมีหน้าที่ควบคุมผู้คนหรือเด็กซนไม่ให้เกินเส้นยาวสีเหลืองที่พาดไว้ กันไม่ให้ผู้คนเกิดอันตรายจากการตกลงไปในรางรถไฟ


ในขณะที่รถไฟกำลังมาจากสถานีก่อนหน้า……. ปรี๊ดดดดด!!!! เสียงเป่านกหวีดดั้งขึ้นทำให้ผู้คนต่างจับจ้องมาที่ผู้หญิงผมสีทองสั้น เธอใส่ร้องเท้าผ้าใบสีดำราคาแพงเหยียบเส้นสีเหลืองอยู่




“ขอโทษนะคะแต่อย่าเข้าใกล้เส้นสีเหลืองค่ะมันอันตราย” 




รปภ.สาวพูดไปดังนั้น หญิงสาวที่ถูกเป่านกหวีดใส่ทำได้เพียงแต่มองหน้า รปภ.สาวที่ยิ้มให้เธอ  แต่ก็เกือบหลบตาของหล่อนภายในทันที >>>รถไฟจอดเทียบท่า พร้อมๆกับที่ รปภ.สาวเดินจากไป ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด…… ประตูรถไฟฟ้ากำลังปิด

       


              08:26
 
            ในตึกสี่เหลี่ยมผืนผ้า จำนวนห้าชั้น เป็นของบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับการตรวจสภาพสิ่งแวดล้อมให้กับธุรกิจใหญ่ อย่างถูกกฎหมาย 
 

            ณ ห้องบัญชี


หญิงสาวเดินเข้ามาพร้อมอาการหมดแรงจากการนอนไม่เคยพอของตนเองและวางกระเป๋าสะพายสีดำลงบนเก้าอี้สีน้ำตาลที่มีเบาะรองนั่งลายแมวเหมียว   ตรงข้ามเก้าอี้เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กที่ทั้งซ้ายขวาและข้างหน้าถูกกันด้วยพลาสติกหนาสีเทา มีกองเอกสาร ปากกาสีมากมายและโพสอิทหลากหลายสีถูกแปะ อยู่บนนั้น “โต๊ะของกวินทร์” เด็กสาวนั่งลงพร้อมถอนหายใจอย่างแรง


“ไปเหนื่อยอะไรมา กวินทร์” 

เสียงจากชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาว รองหัวหน้าแผนกนี้ “พี่ต้อม!” เด็กสาวเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจเล็กน้อย 
“กวินทร์ไม่เหนื่อยอะไรค่ะ แค่เมื่อกี้กวินทร์วิ่งมาที่บริษัท” 
หญิงสาวทำได้เพียงยิ้มเจื่อนให้ผู้เป็นรองหัวหน้าแผนกอย่างคนหมดแรงใจในการทำงาน 
             เพราะตอนนี้เธอได้เอาแต่คิดถึง บุคคลหนึ่งคนที่เธอพึ่งได้พบเจอกัน

       12:05

     “ทุกคนคะไปกินข้าวกันเถอะ” 

         เสียงจากพี่ จูน หัวหน้าแผนกบัญชี ที่อายุ30ปลายๆ ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวเนียน ส่วนสูงไม่เกิน159 ของเธอ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจดจ้องไปยังคนคนหนึ่ง

     
        “น้องกวินทร์คะไปกินข้าวกันค่ะ”

หัวหน้าแผนกเอ่ยปากชวนเด็กสาวผมสั้นที่นั่งเหม่อถึงอะไรบางอย่าง จนทำให้เธอต้อง…. 

 
       “โอ้ยย!พี่จูนตีกวินทร์ทำไมคะ” 


หญิงสาวเอ่ยปากร้อง หลังจากโดนหัวหน้าแผนกอย่างพี่จูนตีเข้าที่บ่า

       “เหม่ออะไรไปกินข้าวได้แล้วเดี๋ยวกลับมาทำเอกสารไม่ทัน” 
 


      “”ค่ะๆ ไปแล้วค่า””

        

 สถานีรถไฟ''

ห้องสีเหลี่ยมจัตุรัสที่ไม่กว้างมากนัก มีโต๊ะสีขาววางอยู่กลางห้อง มีเก้าอี้เหล็กเบาะสีน้ำเงินล้อมรอบโต๊ะอยู่ห้าตัว บนนั้นมีอาหารมากมาย เพื่อรอคนกลุ่มนึ่งเข้ามาพบกับมัน ไม่นานประตูห้องบานเล็กก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างเล็กในรองเท้าหนังหุ้มข้อเท้าสีดำ ก้าวเข้ามาพร้อมร้อยยิ้มจากการคุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างสนุกสนาน 
            
           “พี่โจ้ก็ไปแกล้งฟางนะคะ” 
  
 เสียงใสของแพรวพูดปนหัวเราะ และหันไปยิ้มให้เพื่อนร่วมงานที่อายุเท่าเธอ 
         
            “แพรวก็แกล้งฟางเหมือนกันนั่นแหละ” 
 
   เด็กสาวผู้ถูกเพื่อนและพี่ชายแกล้ง พูดพลางดึงเก้าอี้เหล็กออกมาจากการตั้งไว้เพื่อความเรียบร้อย  นั่งลงและ มองอาหารที่มีเยอะเกินกว่าที่ทั้งสามจะกินมันทั้งหมด ทั้งสามนั่งลงข้างๆกัน “เอาล่ะเริ่มกินกันเลย” เสียงของพี่โจ้พูดขึ้นพลางเอาช้อนและส้อมเคาะกันเบาๆสองครั้ง 

“ถ้ากินทั้งหมดนี่แพรวพุงแตกแน่ๆเลย”
 
        เธอพูดประโยคนั้นขึ้น ทั้งสามมองหน้ากันและหัวเราะอย่างมีความสุข...

 
17:45

ครืดดด!! ครืดด!! เสียงโทรศัพท์สั่น หญิงสาวผมสั้นก้าวเดินด้วยความเร็วขึ้นบันไดสถานีรถไฟพร้อมรีบดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงยีน “MOM” เธอรับสายแทบจะทันทีที่เห็นชื่อนี้ 

       “ฮัลโหลค่ะจ๋า กวินทร์เลิกงานแล้วค่ะ” 

เสียงจากเด็กสาวผู้มีความสุขในเวลาเลิกงานส่งถึงปลายสายที่โทรเข้ามา 

       “เดี๋ยววันจันทร์แม่ไปหานะลูกเหนื่อยมากไหม” 

เสียงจากปลายสายทำให้หญิงสาวยิ้มออกมา 

       “ไม่เหนื่อยค่ะแม่แต่กวินทร์กลับห้องก่อนนะ”

     ความสนิทสนมของเธอและแม่ทำให้เธอเรียกชื่อแม่ของตัวเองโดยที่แม่ของเธอก็เอ็นดูที่เธอเรียกแบบนั้น กวินทร์กำลังเดินขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อกลับไปยังห้องแห่งความสุขของตน 
 
  19:00 - ณ ตลาดนัดหน้าสถานีรถไฟ

        กวินทร์ เด็กสาวผู้หิวโหย ดวงตาเป็นประกายเมื่อได้เดินในตลาดนี้เฉดเช่นทุกครั้ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแตกต่างออกไปจากทุกวันคือ เธอกำลังเดินตามผู้หญิงผมยาวจนถึงหลัง ในชุดเสี้อยืดสีเทาตัวใหญ่ ที่ยาวเกือบปิดกางเกงขาสั้นสีดำ ร่างเล็กนั้นกำลังเคลื่อนไหวจากการก้าวขาทั้งสองข้างสลับไปมาอย่างอ้อยอิ่ง หล่อนคือ รปภ.สาวที่กวินทร์ได้พบเจอเมื่อตอนเช้า หญิงสาวข้างหน้าเธอพูดคุยกับแม่ค้าในตลาดเล็กๆนี้ด้วยความสนิทสนมราวกับเป็นลูกสาวเจ้าของตลาดก็ว่าได้ รอยยิ้มนั้นทำให้กวินทร์เผลอยิ้มตาม

           เธอเดินตาม รปภ. สาวมาจนมาถึงร้านอาหารร้านโปรดของเธอ ‘ก๋วยเตี๋ยวพี่จ๋อม’ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟที่เธอโปรดปราน มากที่สุดในย่านนี้ รปภ.สาวยิ้มให้เจ้าของร้านและเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะเหล็กที่ข้างบนมีแคปหมูและเครื่องปรุงสารพัดอย่าง พร้อมเขียนเมนูที่หล่อนจะสั่งลงกระดาษเอสี่ใบเล็กเท่าโทรศัพท์มือถือ กวินทร์เดินตามเข้าไปนั่งในที่ประจำ ตรงมุมในสุดของร้านที่ห่างจากโต๊ะของ รปภ.สาวเพียงโต๊ะแค่สองตัวเท่านั้น กวินทร์นั่งมอง รปภ.สาวที่กำลังพูดคุยกับลูกสาวของเจ้าของร้านด้วยความสนิทสนม เธอจึงก้มลงเขียนเมนูอาหารลงในกระดาษใบเล็ก



“คุณตามฉันมาหรอคะ”



กวินทร์ ชะงักกับประโยคนั้น เธอเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังท้าวโต๊ะมองหน้าของเธออยู่ แต่แล้วเธอก็ก้มลงไปเขียนเมนูอาหารของเธอต่อจนเสร็จ และเงยหน้าขึ้นมาเพื่อพูดกับหญิงสาวที่มีไฝเม็ดเล็กตรงแก้มซ้าย “เปล่าค่ะ” เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจที่ร้อนรุ่มดั่งพลุไฟที่กำลังจะระเบิดในไม่ช้า การโดนถามจากหญิงสาวตรงหน้าทำให้เธอตัวเกร็งจนพูดอะไรต่อไม่ได้อีก “ฉันเห็นคุณเดินตามฉันมาตั้งแต่ต้นตลาด ไม่ชอบอะไรฉันหรือเปล่าคะ” กวินทร์ถูกถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย แตกต่างจาก เมื่อตอนเช้าที่หล่อนได้มอบรอยยิ้มที่สามารถขโมยทั้งใจของเธอได้


        “ไม่ใช่ไม่ชอบค่ะ” เธอพูดด้วยเสียงเบา ขณะที่กำลังก้มหน้ามองมือที่เท้าโต๊ะของตนอยู่

      “”คุณชื่ออะไรหรอคะ”” เธอเงยหน้ามองคิ้วขมวดและปากบางที่มุมปากกดลงอย่างเห็นได้ชัด
 
                   

                     “คุณ….ไม่ได้ตามฉันมาใช่ไหม”

                     “”ถ้าอย่างนั้นขอโทษที่เข้าใจคุณผิดนะคะ ‘แพรวค่ะ’ คุณล่ะคะ“

“กวินทร์ค่ะ ขอโทษที่ทำให้คุณเข้าใจผิดนะคะ” กวินทร์ยิ้มน้อยให้คนตรงหน้า

                     “งั้นมื้อนี้ฉันขอเลี้ยงคุณ ที่เมื่อกี้ฉันทำให้คุณตกใจนะคะคุณ กวินทร์”

“ไม่ดีกว่าค่ะ คุณแพรว….ฉันไม่ได้ตกใจอะไรเลยค่ะ” เธอยิ้มน้อยๆ

เหมือนผู้พูดจะไม่ได้รอคำตอบจากคนถูกเลี้ยง หล่อนนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะของเธอ และตะโกนบอกให้ลูกสาวเจ้าของร้านนำก๋วยเตี๋ยวของเขามาให้ที่โต๊ะของกวินทร์

หล่อนส่งยิ้มหวานและมองหน้าเธอด้วยสายตาที่ กวินทร์เองก็ตอบไม่ได้ว่ามันหมายความว่ายังไง เธอส่งยิ้มกลับให้หล่อน และความเงียบก็เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองที่พึ่งรู้จักกัน

ระหว่างที่แพรว หญิงสาวกำลังกินก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กตรงหน้าเธอ กวินทร์ก็แอบมองหล่อนโดยไม่ละสายตา ใบหน้าที่กำลังขยับจากการกำลังเคี้ยวลูกชิ้นขนาดเล็กด้วยความละเมียดละไม เหงื่อเม็ดเล็กตรงใบหูขวาและแก้มสีแดงระเรื่อที่เกิดจากอากาศร้อน มือซ้ายกำลังถือโทรศัพท์มือถือเครื่องพอดีมือ นิ้วโป้งที่เขี่ยหน้าจอไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

   กวินทร์เกิดคำในใจขึ้นมา  “จะตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้จริงๆใช่ไหม” 
             
รอยยิ้มของหล่อนที่ยิ้มจนตาหยีก่อนบอกลากัน ทำให้กวินทร์หยุดคิดถึงมันไม่ได้เลยแม้เพียงวินาทีเดียว ในขณะที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้นเธอก็นึกบางอย่างขึ้น 
“แย่แล้วจี๊ดยังไม่ได้กินข้าว”   เธอรีบวิ่งเข้าที่พักอย่างรวดเร็ว รีบกดลิฟต์ไปที่ชั้น12และจ้องตัวเลขที่เพิ่มขึ้นช้าอย่างไม่ทันใจเธอ ในที่สุดก็มาถึง ‘ติ๊ง!’ เสียงลิฟต์เปิดพร้อมกับเด็กสาวที่วิ่งอย่างไม่คิดถึงชีวิตของตน เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าแมวเหมียวที่ห้องของเธอยังไม่ได้กินอาหารนั่นเอง 
                   
                       
                         “แกร็กก กึกๆๆ!” เสียงไขกุญแจห้องอย่างเร็วประตูห้องบานเล็กถูกเปิดอย่างเร่งรีบ เพื่อมาเจอเจ้าแมวอ้วนสีส้มนอนหงายท้องกลิ้งไปมา ราวกับว่ามันมีความสุขที่เจ้าของมันกลับมาแล้ว เธอเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจจากความเหนื่อยล้าแล้วยิ้มออกมา

“เหนื่อยแทบแย่….มานี่มาคุณจี๊ดคิดถึงเราไหม” 

                   เจ้าแมวร้องเหมียว เหมียว อย่างเรียกร้องความสนใจ เธอนั่งลงลูบและเกาหัวมันเบาๆด้วยความเอ็นดู เธอเดินไปหยิบถุงอาหารแมวราคาแพงในตู้ไม้ที่อยู่ในครัวเล็กของเธอ และน้ำอาหารแมวขึ้นมากำไว้ในมือ เจ้าแมวเหมียวจึงเดินมาใช้หัวของมันถูขาเล็กของเธอไปมา ร้องเหมียว เหมียวเหมือนกับพูดออกมาว่า “ข้าขออาหารเถอะเจ้าทาส!!!!!!!” เธอยิ้มกว้างและวางอาหารในมือนั้นในจานอาหารของเจ้าจี๊ดตัวแสบ และเดินเข้าไปในห้องนอนสุดหรู
 


 
ในห้องมืดที่มองไม่เห็นสิ่งใด “แกร็ก!” เสียงเปิดประตูเข้ามาแสงสว่างจากด้านนอกประตูส่องเข้ามาทำให้เห็นหญิงสาวร่างเล็กเสื้อสีเทาถือถุงพะรุงพะรังกำลังก้าวเข้ามา ‘แปะ’ เสียงปรบมือเบาๆจากเจ้าของร่างบาง ทำให้ ไฟในห้องเปิดขึ้น เผยให้เห็นห้องกว้างที่มีห้องครัวที่อยู่ทางขวาของทางเข้ามีขนาดกลางพอดีสำหรับการทำอาหารสองคน ห้องสี่เหลี่ยมตรงกลางมีพรมเช็ดเท้าสีน้ำเงินผืนกว้างปูอยู่หน้าโซฟาสีน้ำตาลขนาดใหญ่ตั้งตรงกับทีวี 60 นิ้ว ผนังทางซ้ายของห้องโถงเป็นกระจกขนาดใหญ่เผยให้เห็นวิวที่กว้างไกลและเห็นแสงไฟระยิบระยับเมื่อมองจากชั้นบนสุดของตึก 80 ชั้น หญิงสาวเดินเข้ามาพร้อมการเขี่ยโทรศัพท์ไปมา เธอวางของอันหนักอึ้งในมือนั่นไว้บนโซฟาแล้วเดินเข้าไปเล่นกับสัตว์เลี้ยงของเธอ lion! หากแต่ว่ามันคือตุ๊กตาสิงโต เธอจับมันขึ้นมาโยนไปมาสองสามครั้ง

           “คิดถึงฉันไหมเจ้าหนู” 

เธอยิ้มและหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งก็วางตุ๊กตาลง และก้าวเท้าเล็กไปในห้องครัวเปิดประตูที่เก็บทุกสรรพสิ่งไว้ แล้วหยิบขวดสีขาวที่บรรจุนมวัวขนาด 25 มล. ออกมาดื่ม เธอเดินไปนั่งขัดสมาธิบนโซฟาแสนสบายของเธอ มือซ้ายยังคงถือขวดนมที่เย็นเฉียบไว้ในมือ มือขวากดเปิดทีวีดูซีรี่เรื่องโปรด ดวงตาสีดำจับจ้องอยู่ที่จอกว้าง แต่ความคิดของเธอกำลังนึกถึงบุคคลที่เธอนั่งกินข้าวด้วยเมื่อเย็นนี้ “กวินทร์” บุคคลที่เธอเฝ้ามองมาตลอด 1 เดือน ในทุกเช้าที่หล่อนไปทำงาน คนที่เธอมักจะมองหาเสมอ คนนั้นคนที่ขโมยจุดโฟกัสสายตาของเธอเสมอ 

           “ชื่อกวินทร์สินะ”
 
เธอพูดและยิ้มมุมปากแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะคนที่เธอแอบมองมาตลอด มีท่าทีที่สนใจเธอ เธอหันไปมองบางอย่าง และเธอก็นำมันขึ้นมา ตุ๊กตาตัวเล็ก สองมือจับมันไว้และยื่นมันออกไปจนสุดแขน “เขาถามชื่อฉันด้วยละ กูกุมังคุง” เธอพูดกับมันด้วยอาการเขินบิดไปมา “เขายิ้มให้ฉันด้วยแหละกูกุมัง” เธอยิ้มจนตาสองข้างเปรียบเหมือนสระอิ เธอดึงตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวโปรดของเธอเข้ามากอดแล้วโยกตัวไปมาด้วยคำที่นิยามความรู้สึกของเธอได้มีเพียง    ‘ความสุข’   เท่านั้น

     
                น้ำนมที่เคยเต็มขวดในมือหญิงสาวตอนนี้มันหมดลงและถูกน้ำไปทิ้งในถังขยะใบเล็ก ที่มุมของห้องกว้าง  หญิงสาวย่างก้าวผ่านพรมนุ่มตรงไปยังประตูบานหนึ่ง  มันถูกเปิดออก  ทำให้พบกับพื้นกระเบื้องสีน้ำทะเล  กำแพงปูไปด้วยกระเบื้องหลากสี  มีอ่างล้างมือขนาดเล็ก  มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บนอ่านล้างมือ หญิงสาวยิ้มให้กับตัวเองในกระจก 
“เจอกันพรุ่งนี้นะคะคุณกวินทร์” 
                 มุมปากยกสูงเพียงแค่นึกถึงคนผมสั้นที่ในที่สุด ทั้งสองก็ได้พูดคุยกัน


 

To be continue...



ก็...เป็นเรื่องแรกเลยค่ะเรื่องนี้อยู่ในช่วงกำลังฝึกเขียน ได้อารมณ์อยากเขียนมาจากคนคนนึง อาจจะมีผิดมีถูกบ้างคอมเม้นท์ได้ และก็ขอกำลังใจจากผู้อ่าน และฝากติดตามด้วยนะคะ
รักคนอ่านนะคะ 
SHARE

Comments

moonnight
2 years ago
อุ้ย แบบนี้เรียกว่าตกหลุมรักค่ะ 5555
Reply
tiwterr
1 month ago
ภาษาสวยมากเลยค่ะ ชอบๆ
Reply