ไม่มีใครทำการใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียว
Samurai Deeper Kyo หรือ เคียวนัยตายักษ์ เป็นการ์ตูนบู๊สายหลัก ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่า เคียว เป็นซามูไรที่มีดวงตาสีแดงที่ชอบการฆ่าฟัน เกริ่นมาแบบนี้เรื่องฝีมือก็ไม่ต้องสงสัย ในสงครามเซคิงาฮาระ เคียวนัยตายักษ์สามารถฆ่าศัตรูไปได้ถึง 1,000 คนจนทำให้ได้รับฉายาว่า ยักษ์พันศพ  

เคียวนัยตายักษ์สำหรับผมถือว่าเป็นตัวเอกที่มีความแปลกกว่าตัวเอกเรื่องอื่น เพราะมันมีทั้งความเท่ เถื่อน และโหดร้าย รอยยิ้มก็เหมือนพวกตัวร้ายมากกว่า (ช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีพระเอกแนวนี้เท่าไหร่) ประกอบกับมีฝีมือร้ายกาจและนิสัยชอบลุยเดี่ยวทำให้ผมประทับใจเคียวนัยตายักษ์มาก เคียวนัยตายักษ์จึงมีอิทธิพลทำให้ผมเชื่อว่า ถึงจะตัวคนเดียวแต่ถ้าเราเก่งซะอย่าง อุปสรรคใหญ่ขนาดไหนเราก็ฝ่าไปได้ เอาล่ะ แต่นั่นคือการ์ตูน ตัวเอกมันจะเทพระดับไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับคนแต่ง แต่ในโลกความเป็นจริง คนที่จะเก่งสุดๆและทำการใหญ่ด้วยการลุยเดี่ยวมีเพียงหยิบมือ คุณอาจจะเก่งในการทำงานคนเดียว แต่ถ้าบางครั้งการได้รับความช่วยเหลือจากใครซักคนก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

เหล่าผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายต่างมาถึงจุดนี้ได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจากผู้อื่น อย่างเช่น Warren Buffett ที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างสุดยอดก็เพราะได้รับแนวคิดใหม่จาก Charlie Munger หรือ Mark Zuckerberg สามารถสร้าง Facebook ให้เติบใหญ่ก็เพราะได้คนอย่าง Sheryl Sandberg มาช่วยงานด้านบริหารจัดการ


พวกเขาไม่ได้ทำงานด้วยตัวคนเดียวแต่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และถ้าเราย้อนดูความยิ่งใหญ่ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าแทบไม่มีครั้งไหนที่คนๆเดียวจะทำสำเร็จได้โดยไม่มีการร่วมมือกับผู้อื่น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1914-1918) เครื่องบินยังถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ยังไม่มีใครรู้ว่าเครื่องบินจะพัฒนาไปในทิศทางใด พวกมันส่วนใหญ่นำไปใช้กับภารกิจสอดแนมเท่านั้น แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้นได้มีเครื่องบินรุ่นหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในเกาะอังกฤษและถือเป็นส่วนสำคัญต่อชัยชนะของฝั่งสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินรุ่นนั้นมีชื่อว่า "Spitfire" 

Spitfire เป็นเครื่องบินขับไล่สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงกว่า 450 ไมล์/ชั่วโมง ความเร็วของมันเป็นที่น่าทึ่งอย่างมากในยุคนั้น เพราะคนทั่วไปยังคงเชื่อว่าเครื่องบินคงบินได้เร็วสุด 260 ไมล์/ชั่วโมงเท่านั้น นักบินต่อสู้ของเยอรมันถึงกับบ่นว่า "ไอ้เปรตนี่หักโค้งกระชั้นชิน ไวยังกับปรอท ใครจะบี้ทัน"  

Spitfire มีการออกแบบบอย่างยอดเยี่ยม มันเท่ซะจนใครๆก็อยากขับ

แล้วความสามารถมันล่ะ มีขนาดไหน

ในยุทธการบริเตน (Battle of Britain) อังกฤษใช้ Spitfire 300 ลำและเครื่องบินขับไล่ Hurricane อีก 500 ลำ (รุ่น Hurricane ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเพราะโดนความเท่ของ Spitfire แย่งซีนไปหมด) สามารถต้านทานการทิ้งระเบิดอย่างหนักของฝ่ายเยอรมัน ทั้งๆที่เยอรมันมีจำนวนเครื่องบินปฎิบัตการสูงถึง 2,600 ลำ 

จากเหตุครั้งนั้นทำให้เยอรมันไม่สามาถเผด็จศึกกองทัพอังกฤษที่ซึ่งขณะนั้นกำลังย่ำแย่ได้ ซึ่งถ้าตอนนั้นเยอรมันชนะในยุทธการบริเตนและอังกฤษถูกยึดก็จะไม่มีการยกพลขึ้นบก (D-Day) เนื่องจากสหรัฐขาดฐานปฎิบัติการเพื่อปลดปล่อยฝรั่งเศส ทั้งชาวอังกฤษเชื้อสายยิวกว่า 430,000 คนอาจถูกสังหารและเยอรมันจะครองความได้เปรียบในการแข่งขันผลิดระเบิดปรมาณู

เรียกได้ว่าโลกเสรีรอดพ้นจากเงื้อมมือของ Adolf Hitler ได้เพราะ Spitfire

แต่จู่ๆ Spitfire คงเกิดขึ้นเองไม่ได้ ถ้าปราศจากคนสร้างแล้วก็ย่อมไม่มี Spitfire เกิดขึ้น แล้วใครเป็นผู้สร้างกันล่ะ 
ผู้สร้างเป็นคนประหลาดๆที่อยู่ในบริษัทแปลกๆ ถ้าคุณเป็นคนมีฝีมือแต่เคยโดนคนอื่นว่าเป็นพวกประหลาดก็ไม่ต้องน้อยใจไป ถ้าสร้างผลงานชิ้นเยี่ยมได้แล้ว เสียงน่ารำคาญพวกนั้นจะโดนกลบไปเอง

บริษัท Supermarine เป็นบริษัทวิศวกรรมการบิน ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องทำงานแบบมวยวัด รับคนสารพัดรูปแบบเข้ามาทำงานด้วย มีลูกค้ารายใหญ่คือรัฐบาลอังกฤษ ในปี 1917 บริษัทได้ว่าจ้างชายผู้หนึ่งที่มีนิสัยประหลาดนามว่า Reginald Mitchell เขาเป็นวิศวกรหนุ่มขี้อายแต่ไม่ยอมคนและมีฝีมือชนิดหาตัวจับได้ยาก 

ช่วงแรกที่เข้าบริษัท หัวหน้าต่อว่า Mitchell ว่าเอาชาอะไรไม่รู้ "รสชาติยังกะเยี่ยว" เอามาให้กิน พอชงถ้วยใหม่ เขาเอาใบชาใส่น้ำปัสสาวะของตัวเองที่ต้มให้เดือด คราวนี้หัวหน้าดันชมว่า "ชาถ้วยนี้อร่อยเหาะไปเลยว่ะ" 

ถึงนิสัยจะประหลาดแต่ Mitchell และทีมงาน ถือเป็นส่วนผลักดันให้มีประดิษฐกรรมทางวิศวกรรมการบิน Mitchell ทดสอบเครื่องบินที่เขาออกแบบด้วยการแข่งขันประลองความเร็วชิงถ้วย Schneider เป็นประจำทุกปี และในปี 1929 และ 1930 เครื่องบินของ Mitchell สามารถคว้าถ้วยรางวัล Schneider มาได้สำเร็จ เครื่องบินดังกล่าวภายหลังได้พัฒนาขึ้นเป็น Spitfire 

แต่รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นเห็นว่าการพัฒนาเครื่องบินเข้าแข่งขันความเร็วเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในภาวะที่ประเทศชาติต้องรัดเข็มขัด จึงไม่ให้ทุนสนับสนุนต่อ 
ถึง Supermarine จะมียอดฝีมืออย่าง Mitchell แต่เขาก็ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก ถ้าระหว่างนั้นรัฐบาลซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ไม่สนับสนุนซะแล้ว การที่จะพัฒนาต่อย่อมเป็นเรื่องลำบาก ทางเดียวคือหาทุนจากแหล่งใหม่ และถือเป็นโชคดีที่มีคนเห็นความสำคัญของเครื่องบินความเร็วสูง คนๆนั้นไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับการทหารหรือวิศวกรรม เรียกได้ว่าอยู่เหนือความคาดหมายเลยทีเดียว

ผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ Supermarine คือ Fanny Houston เธอเกิดในครอบครัวยากจน แต่ได้สามีรวยเป็นเศรษฐีเจ้าของบริษัทเดินเรือสินค้า และกลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในอังกฤษเมื่อสามีทิ้งมรดกเอาไว้ จากนั้นเธอก็ทุ่มเทให้กับงานการกุศลอย่างเต็มที่

Fanny Houston เขียนเช็คให้ Supermarine ในปี 1931 จำนวนมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาเครื่องบิน S6 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนที่จะพัฒนาเป็น Spitfire

"เลือดในตัวดิฉันพุ่งพล่านด้วยความโกรธ ดิฉันมั่นใจว่าชาวบริเตนแท้ทุกคนพร้อมที่จะขายสมบัติติดตัวชิ้นสุดท้ายมากกว่าจะยอมรับว่าอังกฤษไม่มีปัญญาหาเงินมาปกป้องประเทศจากผู้รุกราน" Fanny Houston กล่าว

นักประวัติศาสตร์ A.J.P Taylor สรุปว่า "ยุทธการบริเตนชนะเพราะ Neville Chamberlain (นายกรัฐมนตรีอังกฤษในปี 1937-1940) หรือไม่ก็ Lady Fanny Houston"  

แต่ถึง Supermarine จะมีผู้ให้ทุนอย่าง Fanny Houston แล้ว แต่ Spitfire จะเข้าสู่สนามรบไม่ได้ถ้าไม่มีคนสั่งอนุมัติซื้อเข้ามา

ผู้ที่ทำการสั่งซื้อ Spitfire เป็นข้าราชการที่มีความคิดริเริ่มคนหนึ่งชื่อ พลอากาศจัตวา Henry Cave-Brown-Cave  

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษเดินเกมผิดพลาดทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ นอกจากนั้นงบกลาโหมยังต่ำเป็นประวัติการณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่กล้าเสี่ยงกับเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นอย่าง Spitfire และหันไปทุ่มงบประมาณให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลแทน

แต่ Cave-Brown-Cave เห็นว่าไม่ควรฝากความหวังไว้กับสิ่งๆเดียว ประกอบกับตอนนั้นระเบียบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างไม่เคร่งครัดจนเกินไป เขาจึงตัดสินใจข้ามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ แล้วสั่งผลิตเครื่องบินขับไล่ Spitfire ไว้กันเหนียว โดยให้เหตุผลว่าเป็น 


"การทดลองที่น่าสนใจที่สุดโครงการหนึ่ง"  
Spitfire ไม่ได้ออกมาแผลงฤทธ์ด้วยฝีมือการสร้างของ Mitchell แต่เพียงผู้เดียวเพราะจริงๆแล้วมันมีสิ่งอื่นนอกจากการสร้างอีก นั่นก็คือการให้ทุนช่วยเหลือและการอนุมัติจัดซื้อ

Chuck Swindall ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Finishing Touch ว่า 
ไม่มีใครเป็นโซ่ได้ทั้งเส้น แต่ละคนเป็นเพียงโซ่ข้อหนึ่ง และหากเอาออกหนึ่งข้อ จะทำให้โซ่ขาดทั้ง Reginald Mitchell ผู้สร้าง Spitfire 
ทั้ง Fanny Houston ผู้ให้ทุนช่วยเหลือ
ทั้ง Henry Cave-Brown-Cave ผู้ที่ยอมเสี่ยงอนุมัติซื้อ Spitfire
รวมถึงนักบินผู้บังคับ Spitfire ต่างก็ทำหน้าที่ของตนเหมือนกับโซ่แต่ละข้อ เราไม่อาจบอกได้ว่าใครสำคัญมากกว่าใครเพราะถ้าขาดใครคนใดไป โซ่จะขาดลงและทิศทางของสงครามโลกจะเปลี่ยนไปอีกทางหนึ่ง

เราเองก็ทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อหนึ่งเช่นกัน หน้าที่ของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าใครๆ อาจจะมีบางครั้งที่คิดว่าหน้าที่ของเราไม่สำคัญ แต่สำหรับคนอื่นนั้นสิ่งที่เราทำอาจเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดไม่ได้ ดังนั้นเราก็ไม่ควรจะดูถูกหน้าที่ของเราเอง และแน่นอน ไม่ควรดูถูกผู้อื่นด้วย  

สิ่งไหนที่ทำได้ เราก็ทำสิ่งนั้นให้เต็มที่
สิ่งไหนที่ทำไม่ได้ เราก็ยอมรับว่าทำไม่ได้แล้วขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เหมือนอย่างเรื่อง One Piece ในภาค Arlong ตัวเอกของเรื่อง Luffy ก็ยอมรับว่าสิ่งที่ตนทำได้มีแค่อย่างเดียวเท่านั้น

มีฉากหนึ่งในระหว่างที่ Luffy ต่อสู้กับมนุษย์เงือก Arlong เขาหยิบดาบสองเล่มขึ้นมาเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบมั่วๆ เหมือนคนใช้ดาบไม่เป็น จากนั้นก็เขวี้ยงดาบใส่ Arlong แล้วตะโกนว่า

"ฉันใช้ดาบเป็นที่ไหนล่ะเจ้าโง่ !"  

"เทคนิคเดินทะเลก็ไม่มี ! ทำอาหารก็ไม่เป็น ! โกหกก็ไม่เคย ! ฉันมั่นใจเลยว่าถ้าไม่มีคนช่วย ฉันไปไม่รอดแน่ๆ !!"  Luffy ว่าต่อ

"ฮ่าฮ่าฮ่า นึกไม่ถึงว่าแกจะเป็นคนทำอะไรไม่เป็นเลยขนาดนี้ ใครได้คนไร้ความสามารถอย่างแกไปเป็นกัปตันคงต้องปวดหัวน่าดู คนที่ไร้ซึ่งความน่าภาคภูมิ ไม่มีอะไรซักนิดอย่างแกมีหน้าเป็นกัปตันกับเค้าด้วยเรอะ อย่างแกทำอะไรได้บ้าง !!! " Arlong ตะคอกใส่

Luffy จึงตอบอย่างมั่นใจว่า "ก็เอาชนะแกได้ไงล่ะ"  




ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ Adapt : Why success always starts with failure
One Piece เล่มที่ 10 
SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น

Comments

Yoksin
5 months ago
การ์ตูนเรื่องเคียวนัยตายักษ์นี่เป็นการ์ตูนเรื่องโปรดเรื่องนึงของเราเลยค่ะ แต่ก่อนซื้อสะสมได้ครบทุกเล่มเลย แต่พอย้ายบ้านก็ต้องขายไปหมด น่าเสียดายค่ะ
Reply
Stikpost
5 months ago
มีครบทุกเล่มเหมือนกันครับ ซื้อมาอ่านเพราะเห็นยิ้มเถื่อนๆของเคียวนี่แหละ 😬😬