ข้อสันนิษฐานสำหรับการใช้ คะ/ค่ะ ที่ไม่ถูกต้อง
จากประสบการณ์ของผมที่เติบโตมาด้วยภาษาไทยเป็นภาษาแรก ผมยังไม่เคยเห็นใครใช้ คะ/ค่ะ ผิดในการพูดเลยสักครั้งเดียว มันเลยทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้รัับรู้ว่าการใช้ คะ/ค่ะ ในการเขียนกลายเป็นปัญหาอย่างมากจนถึงขั้นต้องมีการรณรงค์ให้ใช้ให้ถูกต้อง

ด้วยความรู้สึกส่วนตัว ทุกครั้งที่ผมเห็นใครรณรงค์ให้ใช้ คะ/ค่ะ ให้ถูก ผมจะรู้สึกต่อต้านกลุ่มคนเหล่านี้เล็กน้อย จริงอยู่ที่พวกเขากำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพียงแต่ผมรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม เพราะว่าการเรียกร้องความถูกต้องนี้ส่งไปไม่ถึงทุกคำ อย่างเช่น สังเกตุ โอกาศ อนุญาติ ที่เขียนกันผิดจนคิดว่าน่าจะมีคนเชื่อว่าการสะกดแบบนี้คือรูปแบบที่ถูกต้อง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีการรณรงค์ให้ใช้แค่ คะ หรือ ค่ะ ให้ถูกต้อง ทั้งๆ ที่มันยังมีคำอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ผู้คนยังสับสนในการใช้งานอยู่

มีคนพยายามอธิบายปัญหาในการใช้ คะ/ค่ะ ที่เกิดขึ้นสำหรับงานเขียนโดยใช้เหตุผลที่ว่าสองคำนี้ใช้ในบริบทที่ต่างกัน จึงอาจทำให้ความเข้าใจของผู้อ่านคลาดเคลื่อนได้ แต่เหลือเชื่อมากที่ปัญหานี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับคำว่า ครับ เลย ไม่ว่าจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถาม ผู้อ่านก็สามารถแยกแยะได้เฉยเลยว่า ครับ ในตำแหน่งต่างๆ ถูกใช้เพื่ออะไร ซึ่งไม่เห็นมีปัญหาเหมือนอย่าง คะ/ค่ะ เลย

นอกจากนี้คำว่า คะ/ค่ะ นั้นเป็นภาษาพูดที่เราพยายามถอดเสียงออกมาใส่ในท้ายประโยคในการเขียนเพื่อหวังว่าจะเพิ่มความสุภาพหรือดูเป็นทางการมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการไม่แสดงหางเสียงในงานเขียนเลยก็สามารถสื่อถึงระดับภาษาที่เป็นทางการได้เช่นกัน เช่น ภาษาที่ใช้ในหนังสือราชการต่างๆ 

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าปัญหาของการใช้ คะ/ค่ะ ที่เกิดขึ้นในการเขียนซึ่งยังคงสร้างความสับสนอยู่นั้นเป็นเพราะความเข้าใจในรูปและเสียงวรรณยุกต์ของคำภาษาไทยที่ไม่ถูกต้อง ทำให้อาจเข้าใจได้ว่าถ้าคำไหนมีไม้เอกก็ต้องออกเสียงเอก หรือคำไหนไม่มีรูปวรรณยุกต์อะไรเลยก็ควรจะเป็นเสียงสามัญ แต่น่าเศร้าที่ชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การที่รูปกับเสียงวรรณยุกต์ของคำจะตรงกันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไปสำหรับทุกพยัญชนะและการสะกดคำในภาษาไทย

ในการอธิบายเรื่องการผันวรรณยุกต์ของคำต่างๆ การยกเอาอักษรกลางคำเป็นมาเป็นตัวอย่างน่าจะเห็นภาพที่สุด เช่น กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า ซึ่งการผันวรรณยุกต์ของกลุ่มคำนี้จะผันได้ครบทุกเสียง และเสียงในแต่ละวรรณยุกต์จะตรงกับรูปที่ปรากฏ ด้วยเหตุนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่ว่าสามารถประยุกต์ข้อกำหนดนี้มาใช้กับคำอื่นๆ ได้ เลยคาดหวังว่าคำว่า ค่ะ น่าจะออกเสียงที่สูงกว่า คะ เพราะมันมีรูปเอกที่เสียงควรสูงกว่ารูปสามัญเลยทำให้เกิดปัญหาในการใช้คำระหว่างสองคำนี้ แต่จริงๆ แล้วในกรณีของ คะ/ค่ะ นั้นมันเป็นคำที่เกิดจากอักษรต่ำที่เป็นคำตาย ทำให้รูปวรรณยุกต์ของคำในกลุ่มนี้มีได้เพียง 2 รูปคือรูปสามัญและรูปเอกเท่านั้น มากกว่านั้นคือรูปสามัญดันให้เสียงตรี และรูปเอกดันให้เสียงโท เลยกลายเป็นว่าเสียงของคำว่า คะ จะสูงกว่าเสียงของคำว่า ค่ะ (มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายการออกเสียงด้วยตัวอักษร หากต้องการฟังเสียง กดลิ้งค์นี้เลย: https://www.youtube.com/watch?v=dde7EIsZk9c&fbclid=IwAR3azcyUjw60T9v2jUCTedXUGAF-bVNod8ULLlkXOdkBiA2F-UTa11lCzGU)

ดังนั้นแล้วการเขียนว่า สวัสดีคะ สบายดีไหมค่ะ ไปแจ้งวัฒนะคะ อะไรนะค่ะ ฯลฯ จะเป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าลองอ่านตามสิ่งที่เขียนจริงๆ จะได้ยินเสียงที่มันแปร่งๆ ตลกๆ ที่อาจทำให้ระคายหูอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว



โดยทั่วไปแล้ว คำต่างๆ ในภาษาไทยนั้นสามารถแบ่งส่วนประกอบออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 
1. พยัญชนะต้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ อักษรสูง (ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห) อักษรกลาง (ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ) และอักษรต่ำ (ต่ำคู่: ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ, ต่ำเดี่ยว: ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ) ซึ่งจริงๆ จะมีอักษรควบกล้ำและอักษรนำด้วย แต่เอาไว้ก่อน

2. สระ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สระเสียงสั้น และสระเสียงยาว ซึ่งถ้าจำการท่องสระกันได้คือ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ เเอะ เเอ เอียะ เอีย เอือะ เอือ อัวะ อัว โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เอ อำ ใอ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ โดยที่สระเสียงสั้นจะประกอบด้วย อะ อิ อึ ... ส่วนสระเสียงยาวก็คือสระที่ออกเสียงยาวกว่า รวมถึง อำ ใอ ไอ เอา

3. ตัวสะกด สามารถแบ่งออกเป็น 8 มาตรา คือ แม่กง แม่กน แม่กม แม่กก แม่กด แม่กบ แม่เกย และแม่เกอว ซึ่งถ้าไม่มีตัวสะกดจะจัดอยู่ในแม่ ก.กา โดยที่สามารถใช้การสะกดคำนี้เพื่อแบ่งลักษณะคำออกเป็นคำเป็นและคำตาย โดยคำตายจะประกอบด้วยตัวสะกดจากแม่กก แม่กด และแม่กบ รวมถึงแม่ ก.กาที่เป็นสระเสียงสั้น ส่วนคำเป็นก็คือที่เหลือ

4. รูปวรรณยุกต์ สามารถแบ่งออกเป็น 5 รูป คือ ไม่ใส่อะไรเลยเรียกว่ารูปสามัญ รูปไม้เอก รูปไม้โท รูปไม้ตรี และรูปไม้จัตวา โดยที่เสียงของรูปวรรณยุกต์หรือการผันวรรณยุกต์พวกนี้ขึ้นอยู่กับพยัญชนะต้นและลักษณะคำเป็นคำตาย บางคำไม่สามารถมีรูปของบางวรรณยุกต์ได้ และบางวรรณยุกต์ของบางคำก็ให้เสียงที่ไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์ที่แสดงออกมา

เนื่องจากข้อกำหนดในการใช้วรรณยุกต์และการผันวรรณยุกต์นั้นขึ้นอยู่กับพยัญชนะต้น (สูง กลาง ต่ำ) และลักษณะคำ (คำเป็น คำตาย) ทำให้สามารถแบ่งความซับซ้อนในการออกเสียงนี้ได้เป็น 6 รูปแบบที่แตกต่างกัน
1. คำเป็นที่เกิดจากอักษรกลาง เป็นกลุ่มคำที่เรียบง่ายที่สุดเพราะเสียงของวรรณยุกต์จะตรงกับรูปที่ปรากฏในคำ และคำในกลุ่มนี้สามารถผันได้ครบทั้ง 5 เสียงเลย ดังตัวอย่างที่หยิบยกไปข้างต้น กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า ซึ่งเราสามารถใช้ลักษณะการไล่เสียงนี้เพื่อใช้ในการเทียบเสียงของเสียงสามัญ เอก โท ตรี จัตวาของกลุ่มคำในรูปแบบอื่นๆ ได้
 
2. คำตายที่เกิดจากอักษรกลาง เป็นกลุ่มคำที่ควรจะออกเสียงได้ครบทุกเสียง แต่ด้วยความที่เป็นคำตายทำให้การออกเสียงในรูปสามัญกลายเป็นเสียงเอกไปแล้ว เลยทำให้ไม่มีรูปไม้เอกปรากฏในกลุ่มคำประเภทนี้ ยกตัวอย่างเช่น อะ อ้ะ อ๊ะ อ๋ะ เทคนิคการผันวรรณยุกต์ในกลุ่มคำประเภทนี้คือการเลียนเสียงสระเสียงยาวที่เป็นคู่กันแล้วออกเสียงสั้นๆ แทน เช่น สระอะที่อยู่ในตัวอย่างจะเป็นเสียงสั้น ก็ทำเป็นว่ามันสะกดด้วยสระอาที่เป็นเสียงยาวแทน ทีนี้จะพบว่าเมื่อผันเสียง อา อ่า อ้า อ๊า อ๋า ด้วยการออกเสียงสระอาไม่เต็มเสียงหรือออกเสียงสั้นๆ นั้นเสียงของคำว่า อะ มีความคล้ายคลึงกับการออกเสียง อ่า โดยที่ออกเสียงสระอาไม่เต็มเสียง จึงทำให้คำว่า อะ ที่เป็นรูปสามัญจะให้เสียงเอกแทน ดังนั้นการเขียนว่า ไม่ชอบอ่ะ ไม่เอาอ่ะ เป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าคำตายอักษรกลางไม่มีรูปเอก แต่เสียงเอกจะถูกทดแทนด้วยรูปสามัญแทน

3. คำเป็นที่เกิดจากอักษรสูง คำในกลุ่มนี้ก็ผันได้ไม่ครบทุกเสียง และมีไม่ครบทุกรูป ถ้าว่ากันตามจริงคือนอกจากคำเป็นอักษรกลางแล้วก็ไม่มีตัวไหนเลยที่ผันได้ครบทุกเสียง ตัวอย่างคำในกลุ่มนี้คือ ขา ข่า ข้า สังเกตว่าเสียงของคำว่า ขา จะสูงกว่าคำว่า ข่า และ ข้า หลักการผันเสียงของกลุ่มคำประเภทนี้คือการใช้อักษรต่ำคู่มาช่วยในการผันเสียงด้วย เพื่อจะได้ผันได้ครบทุกเสียง คือ คา ข่า ข้า ค้า ขา ทำให้ได้ว่ารูปเอกและรูปโทของคำในกลุ่มนี้จะให้เสียงตามรูปวรรณยุกต์ที่ปรากฏ แต่รูปสามัญจะให้เสียงจัตวาแทน

4. คำตายที่เกิดจากอักษรสูง กรณีนี้จะเริ่มยากขึ้นมาหน่อย อาจลองยกกรณีข้างบนมาที่ผันว่า คา ข่า ข้า ค้า ขา มาเป็นต้นแบบแล้วเพิ่ม ด.เด็ก ไปเป็นตัวสะกดเพื่อจะให้เป็นคำตายทำให้ได้ว่า
? ขาด ข้าด (คาด) ค้าด (โกคาร์ท) ? โดยที่ ? ในตำแหน่งเสียงสามัญกับเสียงจัตวาคืออะไรก็ไม่รู้ ผันไปแล้วไม่รู้จะถอดเสียงมาด้วยการเขียนแบบไหนดี สังเกตว่าการผันวรรณยุกต์ของคำในกลุ่มนี้จะเหลือเพียง 2 รูปเท่านั้นคือรูปสามัญและรูปโท โดยที่รูปสามัญจะให้เสียงเอก และรูปโทยังคงให้เสียงโทเหมือนเดิม

5. คำเป็นที่เกิดจากอักษรต่ำ สามารถใช้ตัวอย่างของ คา ข่า ข้า ค้า ขา ได้ แต่เนื่องจาก ข้า กับ ค่า เป็นคำที่พ้องเสียงกัน เลยสามารถเปลี่ยนตัวอย่างให้สอดคล้องมากขึ้นได้ว่าเป็น คา ข่า ค่า ค้า ขา ทำให้ได้ว่ารูปสามัญให้เสียงสามัญ รูปเอกให้เสียงโท และรูปโทให้เสียงตรี ซึ่งหลักการผันวรรณยุกต์นี้ยังคงเป็นจริงสำหรับอักษรต่ำเดี่ยวดด้วย โดยการใช้ความเป็นอักษรนำ ห.นำ มาช่วยในการผันได้ เช่น นา หน่า น่า น้า หนา

6. คำตายที่เกิดจากอักษรต่ำ คำกลุ่มนี้คือที่สุดของความวุ่นวาย เพราะว่าคำตายที่เกิดจากสระเสียงสั้นกับสระเสียงยาวมีการผันที่ต่างกัน! เช่น สำหรับสระเสียงสั้น เช่น คำว่า คะ ค่ะ สามารถทำการผันโดยการเทียบเสียงจากการผัน คา ข่า ค่า ค้า ขา โดยออกเสียงสระอาไม่เต็มเสียง ทำให้ได้ว่ารูปสามัญให้เสียงตรี และรูปเอกให้เสียงโท สำหรับคำตายที่เกิดจากสระเสียงยาว เช่น คาด ก็สามารถพยายามผันให้ครบทั้ง 5 เสียงได้ด้วย ? ขาด คาด (ข้าด) ค้าด (โกคาร์ท) ? โดยที่ไม่รู้ว่าจะถอดเสียงในตำแหน่งเสียงสามัญกับเสียงจัตวาด้วยการเขียนแบบไหนดี เลยใส่ ? แทน จึงทำให้รูปสามัญให้เสียงโท และรูปโทให้เป็นเสียงตรี



สำหรับคำควบกล้ำแท้จะใช้การผันและการออกเสียงวรรณยุกต์ตามพยัญชนะต้นที่ควบเลย เพราะการควบกล้ำแท้เป็นการเพิ่มเสียง ร.เรือ หรือ ล.ลิง เพิ่มเข้าไป 

ส่วนคำควบกล้ำไม่แท้ จะใช้การผันและการออกเสียงวรรณยุกต์ตามเสียงของตัว ซ.โซ่ ซึ่งเป็นอักษรต่ำ 

สำหรับอักษรนำ ลักษณะการมีอักษรนำจะทำให้พยัญชนะต้นกลายเป็นอักษรสูง เช่น ขนาด (หน พิจารณาเป็นอักษรสูง) ตลาด (หล กลายเป็นอักษรสูง) อยาก (หย ก็กลายเป็นเสียงสูง)
SHARE

Comments