หนึ่งคืน ฤดูหนาวอายุสั้น ความรักก็เช่นกัน
1
คนกรุงเตรียมรับลมหนาว 5 วัน
พาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งปรากฎขึ้นบนนิวฟี้ดเฟสบุ๊ค
เริ่มวันพุธนี้ถึงเสาร์

“อะไรกันแค่ห้าวันเอง”
น้องสาวของฉันบ่นเมื่อฉันแจ้งข่าวด้วยความยินดี
“ก็ยังดีกว่าไม่มี”
ฉันคว้าเสื้อหนาวสีแดงเข้มตัวใหม่ที่ถอยมารอไว้ตั้งแต่เดือนก่อนใส่กระเป๋าอย่างร่าเริง

2
พอลมหนาวจะมาฉันเลยนึกถึงช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ใครบางคนเคยบอกไว้ที่ร้านนี้บรรยากาศดีเมื่อหน้าหนาวมาถึง เย็นวันรุ่งขึ้นฉันจึงพาร่างที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาพักพิง ที่รูฟท็อปบาร์แห่งนี้
“อ้าว”
“อ้าว”
สายตาของฉันบังเอิญไปสบกับใครบางคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน เสียงเพลงค่อนข้างดัง แต่กลางแสงไฟสลัวนั้นก็ยังอ่านปากของเขาได้ว่าอุทานออกมาเช่นกัน

เปล่าประโยชน์ที่จะทำเป็นไม่เห็น ในเมื่ออีกฝ่ายก็เห็นแล้ว เรายกมือโบกให้กันเบาๆ ฉันยิ้มให้เขาบางๆ

“เพื่อนเหรอ”
พี่ที่ทำงานฉันเอ่ยถาม
“เปล่าๆ รุ่นน้องที่มหาลัยน่ะพี่”

พอลงนั่งเขาก็พูดคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน ฉันแอบชำเลืองมอง เขายังคงเฟรนด์ลี่เหมือนเดิม ต่างที่ลุคภายนอกที่แปลกตาไป เพราะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเขาในชุดอื่นนอกจากเชิ้ตขาวของมหาลัย หรือเสื้อช็อปสีกรมบ้าง เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินหม่น บนอกซ้ายปักยี่ห้อเดิมที่เขาชอบใส่ กางเกงแสลกสีดำคาดเข็มขัดแบบที่ฉันเคยเห็นพ่อของเขาใส่ตอนมางานรับปริญญา รองเท้าโลฟเฟอร์ดูเรียบร้อยต่างจากแตะคาดขาวน้ำเงินที่เค้าเคยใส่ประจำ

เด็กหนุ่มที่ฉันเคยรู้จัก วันนี้เขาโตไปอีกขั้น

เค้าน่าจะได้เริ่มทำงานแล้ว


ฉันเกลียดตัวเองที่ลึกๆก็ยังรู้สึกยินดีกับเขาอยู่ดี

“โห เพลงแม่งได้ว่ะ” 
“เชี่ยย ฟีลโคดมา”
พอทุกคนในโต๊ะเริ่มเมา เรื่องราวในวงก็เริ่มไปบ่นถึงความอกหัก พอดีกับที่เพลงใหม่ของปาล์มมี่ถูกเปิดขึ้นมา
เพลงที่เปรียบถึงความรักเก่าเหมือนดอกซ่อนกลิ่น แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน แต่กลิ่นนั้นก็ยังอยู่
เหมือนใครบางคนที่พยามซ่อนไว้แต่ยังอยู่ลึกๆในใจเสมอ

ขอบตาของฉันร้อนผ่าว

“เราไปห้องน้ำแปปนะ”
ฉันลุกขึ้นทันที
เช็ดน้ำตาหน้ากระจกในห้องน้ำ แวบหนึ่งที่เปิดประตูออกไปฉันแอบคิดว่าเขาอาจจะรออยู่หน้าห้องน้ำแบบในเอ็มวีหรือเปล่า
ถ้ารออยู่ฉันจะทักเขามั้ย

แต่ก็พบเพียงคนที่ไม่รู้จักยืนรออยู่
หัวใจของฉันกระตุกวูบด้วยความผิดหวัง 
เขายังนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมชนแก้วกับเพื่อน

“กลับก่อนนะพี่”
“ไว้เจอกันวันจันทร์”
ทุกคนดูงงแต่ก็ตอบมาแบบนั้น

สิ้นเสียงลาฉันก็เดินออกมาทันที
เจ็บใจที่ยังหวัง แล้วก็ต้องผิดหวังซ้ำๆไม่รู้ตั้งกี่รอบ
ที่ลุกออกมาเพราะแอบหวังว่าจะเดินตามมาทักบ้าง สักนิดก็ไม่มี ไม่เคยเลย
ฉันเดินไปตามฟุตบาท กำลังจะถึงจุดขึ้นรถไฟฟ้า น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ปริ่มเจียนจะไหลออกมา

ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงสัมผัสจากมือหนึ่งที่วางลงบนไหล่อย่างถือสิทธิ์
“เธอ”
เมื่อหันกลับไป เขายืนอยู่ตรงนั้น แสงไฟเบลอๆและเสียงคนเมาที่เดินผ่านไป ทำให้วูบหนึ่งฉันคิดว่านี่อาจจะเป็นความฝัน
“ไม่ทักเลย” เขายิ้ม ยิ้มเบาๆที่มุมปากเหมือนเดิม
“ก็เทอดูยุ่งๆ” ฉันตอบเบาๆ สายตาก็สำรวจใบหน้าเขาไปด้วย เค้าก็ดูปกติดี ที่มาทักไม่น่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แต่อย่างใด

“แล้วนี่จะไปไหน”
“จะไปไหน”
เราสองคนเอ่ยออกมาพร้อมกัน จนอ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง
“กลับบ้านแล้วแหละ” ฉันเอ่ยพยามทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนั้น
“เราก็กำลังจะกลับเหมือนกัน” 
“เทอยังอยู่ที่เดิมเหรอ” ฉันหมายถึงคอนโดเดิมของเขาที่อยู่ใกล้มหาลัย
“อืม แล้วเทอล่ะ เปลี่ยนที่เหรอ”
“ใช่ รู้ได้ไงเนี่ย”
“ก็เดิมเทอไม่เคยกลับรถไฟฟ้า”

3
เราเดินขึ้นบันไดไปด้วยกันเพื่อไปยังสถานี แปลกดีที่ได้มาเดินมองแผ่นหลังของเขาแบบนี้อีกครั้ง ยิ่งหลังจากดื่มมาแบบนี้ก็ยิ่งเหมือนกำลังฝันไป 
เราพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยตลอดทาง จนที่สุดรถก็จอดสถานีที่ฉันจะต้องลง
“เดี๋ยวเราลงที่นี่”

เขายกมือจะโบกลา แต่แล้วกลับก้าวขาตามมาก่อนที่ประตูจะปิดลง
“เดี๋ยวไปส่ง”
ฉันเบิกตามองด้วยความงุนงงแต่ก็ยอมให้เขาตามมาเงียบๆ 

จากรถไฟฟ้าไปถึงคอนโดไม่ไกลนักอย่างที่โครงการโฆษณาไว้ เพียงห้าสิบเมตรจากสถานี ชีวิตดีๆที่ลงตัว
เพียงแต่ว่า ตอนนี้เจ้าของคอนโดกลับนึกเสียใจขึ้นมา ว่าน่าจะซื้อโครงการที่ไกลกว่านี้ เอาแบบเดินเข้าซอยสักหนึ่งกิโลก็ยังไหว
“แล้วที่ทำงาน สาวๆเยอะไหม”
 
“ฮ่าๆ สวยๆเต็มไปหมดเลย” เขาแกล้ง
 “แต่เดี๋ยวก็จะไปเรียนต่อแล้ว”

ฉันอึ้งไปทันทีที่ได้ยิน เราเดินมาถึงหน้าตึกพอดี
 
“ถ้ามีอะไร จะไลน์มานะ เลิกบล็อกเราได้แล้ว” เขายิ้ม และหันหลังจะเดินกลับ “ถ้าคิดถึงเราก็โทรมาได้ไม่ต้องเขิน ฮ่าๆ”

เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่ลำคอ รู้ตัวอีกทีฉันก็สะอึกสะอื้นออกไปเป็นคำพูดที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องนั้น

“คิดถึง คิดถึงตลอดเลยต้องทำไง” 
น้ำตาฉันไหลออกมาทันทีที่พูดจบ เหมือนบางอย่างที่เก็บไว้ได้ระเบิดออก เขาเดินกลับมาทันทีและเหวี่ยงแขนโอนรอบตัวฉัน 
ในอ้อมกอดนั้นฉันสะอื้นจนตัวโยน ไม่อายอีกต่อไป ทั้งเสียใจแล้วก็โล่งใจ เหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บไว้มานาน เขาจะคิดว่าฉันช่างงี่เง่าก็ไม่เป็นไร ถือว่าอย่าถือสาคนเมาก็แล้วกัน

4
ตอนนี้เวลาตีหนึ่ง ฝนตกหนัก
ข้างตัวของฉันมีเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง มองดูเม็ดฝนเป็นเพื่อน แผ่นหลังที่ฉันคุ้นเคย

ฟ้าผ่ารุนแรง ฝนเม็ดใหญ่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายเหมือนหัวใจของฉันก่อนหน้านี้ที่กำลังร้องไห้
แต่ตอนนี้มันกลับมาเต้นอย่างมีชีวิตอีกครั้ง แม้จะเป็นแค่ชั่วคราว
เขาจับไหล่ฉันนั่งพิงกับขอบเตียง ก้มลงมาจูบบนแก้มที่ชื้นไปด้วยคราบน้ำตา 
ฉันหลับตาลงเมื่อรอยจูบนั้นค่อยๆไล้ต่ำลงมา ปล่อยให้เขาทำตามชอบใจ 
แม้รู้ว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่นำไปสู่สิ่งใดเลย
และพรุ่งนี้ก็จะต้องกลับมาเป็นเหมือนเมื่อวาน

ตลกดีที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าความรักครั้งไหนๆจริงเท่าครั้งนี้ คนอื่นที่เคยเข้ามาทำให้หวั่นไหว กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปทันที 
เหมือนเพียงแค่เข้ามาคั่นเวลาเพื่อรอใครคนนึงกลับมาโดยตลอด

คำที่เค้ากระซิบกับฉันตอนที่เงาร่างของเราบนกำแพงทาบทับกัน  ดูจริงเสียยิ่งกว่าความสัมพันธ์ระยะยาวที่ฉันพยามสร้างกับคนอื่น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเสียอีก

ต่อให้พรุ่งนี้คำว่ารักนั้นจะมีหรือไม่มีอยู่
แต่วันนี้มันเป็นความจริง 
แม้จะมีอายุสั้นเพียงแค่หนึ่งคืนก็ตาม












 








SHARE

Comments

Sipp10
10 days ago
เป็นกำลัง​ใจ​ให้​ครับ
Reply
Sansastarkzz
9 days ago
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ จะพยายามเขียนเรื่องต่อๆไปให้ดีขึ้น :))
Atomy
7 days ago
พออ่านถึงประโยคที่ว่า “คิดถึง คิดถึงตลอดเลยต้องทำไง” น้ำตาไหลเลยค่ะ ตอนนี้เรารู้สึกคิดถึงแฟนเก่ามากจริงๆ
Reply
Sansastarkzz
7 days ago
เรื่องนี้เราแต่งขึ้นมา มีแรงบันดาลใจจากคนๆหนึ่งที่ยังคิดถึงอยู่ตลอด เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีคนที่คิดถึงมากๆอยู่เหมือนกัน ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนั้น ยังมีเราที่รู้สึกเป็นเพื่อนคุณอยู่ตรงนี้นะคะ :))
nothingsky
5 days ago
เราอ่านบทความนี้ของคุณพร้อมฟังเพลง go slow ของ deca joins มันเข้ากันอย่างประหลาดเลยล่ะ หว่องมากๆ
Reply
nothingsky
5 days ago
เหมือนกันเลยค่ะ รู้สึกเหงาแต่ก็รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก ไหนๆก็ไหนๆแนะนำอีกเพลงค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=FonjL7DQAUQ 555
Sansastarkzz
5 days ago
ดีเลยย ขอบคุณค่ะ เผื่อจะยืมเพลงมาเขียนเรื่อง55
nothingsky
5 days ago
ค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ เราชอบเรื่องของคุณ