บางทีเราก็ไม่อาจรู้หัวใจตัวเอง

ไม่นานมานี้เรามีโอกาสได้เจอกับหนึ่งในคนที่เราอยากเจอและอยากคุยด้วยมากที่สุดในชีวิต

เราเห็นเธอคนนั้นกำลังเดินมาโดยลำพัง เดินมาทางโต๊ะที่เรานั่งอยู่คนเดียวในฟู้ดคอร์ทของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เราจำเธอได้ตั้งแต่ไกล

ชุดไปรเวทและรองเท้าของเธอ ยังเป็นแบบเดียวกับที่เธอใส่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนเป๊ะๆ เช่นเดียวกับทรงผมและหน้าที่ไม่มีเครื่องสำอาง รวมถึงการชอบไปไหนมาไหนคนเดียว

เรารู้ว่าถ้าเธอเดินมาอีกสามก้าว เธอจะเห็นเราและจะเกิดช่วงเวลาแห่งความเงียบ ที่เรา (และอาจรวมถึงอีกฝ่าย) ทำตัวไม่ถูก แบบในภาพประกอบ

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เวลาที่รถผ่านซอยๆ หนึ่ง เรามักจะเหลือบมองไปที่ร้านขายของชำใกล้ปากซอย หวังว่าเธอจะบังเอิญอยู่ตรงนั้น

เช่นเดียวกับเวลาเราเดินอยู่แถวข้าวสาร-บางลำภู เรามักจะเหลือบมองผ่านประตูกระจกของโฮสเทลและเกสต์เฮาส์ต่างๆ อยู่เสมอ หวังว่าจะเจอเธอนั่งอยู่หลังเคานท์เตอร์สักที่หนึ่ง

นั่นคือ 2 ความทรงจำสุดท้ายที่เรามีกับคนๆ นั้น เพราะเธอเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ไม่มีเพื่อนร่วมรุ่นมัธยมและมหาลัยคนเลยรู้ว่าเธออยู่ไหนหรือทำอะไรอยู่ ณ ตอนนี้

เราคือผู้มีโอกาสได้เจอเธอในระยะใกล้ที่สุด ซึ่งเป็นการเจอกันครั้งแรกหลังจากงานรับปริญญาของเธอเมื่อ 10 ปีก่อน

ในหัวเรามีคำถามมากมาย ที่ตั้งใจจะถามถ้าเรามีโอกาสได้เจอกัน

"ยังวาดรูปอยู่ไหม?"

"ยังชอบดูหนังอยู่หรือเปล่า?"

"ยังอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศอยู่ไหม?"

"รู้มั้ย เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่เราระหว่างเรากับเธอ ถูกเอามาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ด้วยนะ? อยากรู้มั้ยว่ามันคือเรื่องอะไร?"

สุดท้าย ความกลัวทำให้เราเห็นช่วงเวลาอันน่าอึดอัดก่อนมันจะเกิดขึ้น และเราเลือกที่จะไม่ให้ภาพภายในหัวกลายเป็นความจริง ด้วยการเดินหนีไปและตรงดิ่งกลับบ้านทันที โดยที่เราตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงไม่อยากเจอไปเสียอย่างนั้น

พอดูเอ็มวี "ซ่อนกลิ่น" ของปาล์มมี่ ยิ่งทำให้รู้สึกเสียดายโอกาสนั้น เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนๆ นั้นเพิ่มขึ้นหรอกนะ สิ่งที่รู้คือการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่เราไม่อยากเจอ ไม่ได้แปลว่าเราจะเจอที่อยากเจอเสมอไป....
SHARE
Writer
Thanyanan_Wood
Storyteller
เรื่องเล่าของคนที่ชอบเล่าเรื่อง

Comments