นิราศแห่งการจากตายในคืนเดือนมืด (18 ตุลาคม 2561)
การเดินทางจากกรุงเทพฯ - นครศรีธรรมราชครั้งนี้ เป็นเพียงการมาดูใจปู่ที่ฉันไม่ได้เตรียมชุดดำใส่กระเป๋าเดินทางมาด้วย

ฉันลางานกะทันหันเช้าวันนี้ เพราะเมื่อคืนวานป้าโทรมาด้วยเสียงสั่นเครือหวั่นไหว หลังจากที่บอกให้ฉันเก็บวันลาไว้บ้างทุกครั้งยามโทรคุยกันตลอดสามสี่เดือนมานี้ที่ปู่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลตลอด 
.
.
.
ฉันคำนึงถึงความตายอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 10 กว่าขวบ
ตอนนั้นฉันฟังเพลง Where'd you go ของ Fort Minor 
เสียงเปียโนฟังดูเหงา เดียวดายจากความคิดถึง
.
ในความรู้สึกนั้น ฉันคิดถึงปู่ ย่า ตา ยาย ผู้คนที่แก่วัย เข้าใกล้มันมากที่สุด
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันกล้าแตะความคิดในจุดนั้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ จนสัมผัสถึงความเจ็บปวดแปลกใหม่ในความเป็นมนุษย์

ความตายสำหรับฉันในตอนนั้น 
เปรียบดั่งยามบ่ายคล้อยที่เปลี่ยวเหงา บ้านว่างเปล่าแต่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำที่แจ่มชัด ซึ่งไม่อาจหวนกลับมา
ลูกหลานที่จากบ้าน พ่อแม่แก่เฒ่าที่นั่งคิดถึงอยู่ที่บ้าน ในขณะที่พละกำลังเหือดแห้งลง
และใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นอย่างไม่มีวันคืนกลับ
.
.
.
ครึ่งทางแรกจากกรุงเทพฯ ถึงชุมพร
ฉันคิดเพียงว่าทริปนี้ เป็นการเดินทางไปเยี่ยมปู่ที่ข้างเตียง
ซึ่งรุ่งเช้า หรืออีกในวันสองวัน ปู่ก็จะกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งอาจเจ็บปวดออดแอดจนได้กลับเข้ามาที่โรงพยาบาลอีกในวันใดวันหนึ่ง
.
แต่ครึ่งทางหลัง จากชุมพร ถึงนครศรีฯ
หลังจากญาติ ๆ ที่โรงพยาบาลโทรมาเร่งให้ลุงรีบไปให้ถึงก่อน 3 ทุ่มให้ได้ เพราะปู่ดูท่าจะไม่ไหว
ทำให้บรรยากาศใจภายใน และความคิดคำนึงของฉันเปลี่ยนไป
.
.
ตอนนั้นถนนมืดมากเพราะอยู่ในช่วงจังหวัดชุมพร ที่ข้างทางแทบไม่มีปั๊มน้ำมัน
รอบตัวมืดไปหมด มีเพียงแสงดาวบนฟ้าดำ ฝนเริ่มตกพรำ
เสียงดนตรีสำหรับฟังเพื่อผ่อนคลายจิตใต้สำนึกที่ฉันกำลังฟัง เปลี่ยนสภาพใจจากความผ่อนคลาย เป็นการยอมรับ
.
ฉันรู้สึก...ว่ากำลังเดินทางมาส่งปู่เดินทางไกล
คืนนี้มีคนกำลังจะเดินทางไกล
พวกเราต้องไปให้ทัน บอกลากันก่อนมีใครจะเดินทางไกล
สุดท้ายแล้ว มันเป็นแค่การเดินทางไกล
ที่ถึงแม้รอบกายจะมืดมิด ฝนจะตกจนกายหนาวสะท้าน
แต่ผู้เดินทางไกลนั้นคงไม่ต้องสัมผัสถึงความหนาว และความมืดก็คงไม่มีผลให้ใจหวาดกลัวอีกแล้ว

อย่าห่วงคนไปเลย...ฉันบอกตัวเอง
.
.
พอถึงสุราษฎร์ ใกล้เข้านครศรีฯ ท้องฟ้าแล่บแปลบเป็นระยะ เหมือนเรียกร้องให้เร่งฝีเท้า
ลุงเร่งความเร็ว ป้าที่นั่งเงียบอยู่ข้างคนขับก็คงปล่อยใจเดินทางไปถึงโรงพยาบาลล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน

แต่ใจฉันนิ่งสงบอย่างไม่เคยเป็น
ฉันปล่อยทุกความกังวลในใจให้เป็นเรื่องไร้ค่า
เอนหัวอิงแฟนที่นั่งมาด้วยข้าง ๆ 
ในใจเริ่มตระหนักขอบคุณถึงการมีชีวิตอยู่ของทุกผู้คนที่ฉันรัก

สุดท้ายแล้วชีวิตนี้ ความรักและไออุ่นของผู้คนเหล่านี้มีค่ามากที่สุด เป็นใจความสำคัญที่สุดของชีวิต
.
.
.
พวกเราทั้งฉัน แฟน ลุง ป้าซึ่งเป็นลูกชายลูกสาวคนโตของปู่ และหลานชายตัวแสบ ไปถึงโรงพยาบาลเวลาห้าทุ่ม
ช้ากว่าเวลาที่ญาติ ๆ คะเนว่าปู่จะไหวไปสองชั่วโมง
แต่พวกเราก็ทันไปพบปู่ตอนที่ยังจับมือกันไหว
ปู่ผลัดจับมือป้ากับลุง เอนอิงลูกสาวลูกชายที่รอคอย ทั้งที่พูดไม่ไหว
เป็นช่วงที่ภาษากายและภาษาใจได้ใช้งานอย่างมีบทบาทเหนือคำพูด
.
.
ผิวสัมผัสของปู่ดูเหนื่อยล้า เหมือนใบไม้แห้งที่อ่อนไหว แต่ทว่างดงามมาตลอดชีวิต
ในหัวของฉันผุดภาพย้ำครั้งสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่ฉันได้กอดลาปู่ก่อนกลับกรุงเทพฯ 
ครานั้นในใจแอบคิดว่าหากเป็นครั้งสุดท้าย...

และก็เป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ

เพราะหลังจากให้อาหารปู่ทางสายยาง และให้ยาเสร็จ จนค่อย ๆ ถอดหน้ากากออกซิเจน
ปู่ก็ค่อย ๆ หลับ
ทุกคนปล่อยให้ปู่หลับไป ทุกคนดูโล่งใจที่ปู่กล้าหลับ หลังจากไม่ยอมหลับมาทั้งวัน
.
เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที ที่ปู่หลับอย่างสงบ
อาสะใภ้ลุกขึ้นพบว่าปู่หลับไปแบบไม่ตื่นอีกแล้ว
ทุกคนรีบเรียกญาติ ๆ หน้าห้องเข้ามา ทุกคนร้องไห้ บางคนตีอกชกหัว ที่ไม่ทันบอกลา

แต่ในขณะเดียวกัน แฟนของฉันกลับเห็นว่า ดีที่ปู่จากไปอย่างสงบสบาย เหมือนหลับไปเฉย ๆ 
.
.
สุดท้ายแล้วมันเป็นความเรียบง่าย

มันเงียบ สงบ และว่างเปล่า
.
.
.
หลังจากคืนนั้น ฉันใช้เวลาช่วงกลางวันที่ไม่มีงานสวดใด ๆ พาแฟนไปชมเมืองนครฯ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แฟนได้เดินทางลงใต้
.
ฉันรู้สึกได้ชัดเจน ถึงความอบอุ่น ผูกพันแน่นแฟ้น และความเข้าใจกันที่เพิ่มปริมาณขึ้นมาอย่างเรียบง่ายระหว่างเราสองคน

เรากอดกันได้แน่นขึ้น 
นอนจับมือกันเหมือนกลัวตื่นมาแล้วใครจะหายไป
เราไปในที่ ๆ อยากไป มีความสุขกับอาหารอร่อย ๆ 
คิดเล็กคิดน้อย น้อยลง
ดูแลกันและกันเหมือนอยู่กันมาครึ่งชีวิต
.
ความตายที่เห็นผ่านมาด้วยกัน อาจทรงพลังกว่าการทะเลาะกันร้อยพันครั้งในสี่ห้าปีที่ผ่านมา
.
ไม่ใช่เพราะเรากลัวความตายกันมากขึ้นแม้แต่น้อย
แต่อาจเป็นเพราะเราเห็นคุณค่าของชีวิตที่มีอยู่มากขึ้นมากกว่า
.
.
.
สุดท้ายแล้วไม่มีใครนึกเสียใจที่ไม่ได้ลาปู่จริง ๆ แม้แต่คนที่อยู่ข้างเตียงเสมอ และมาทันก็ตาม
อาจเพราะตอนปู่มีชีวิต ฉันเห็นทุกคนได้กอด ได้ยิ้ม หัวเราะ ได้บอกรัก ได้ดูแลปู่อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว
.
.
การได้รัก ได้ใช้ชีวิต "เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย" จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ในคติของฉัน
การนึกบอกรักและบอกลากันในใจทุกค่ำคืน 
อาจเป็นการเปล่าประโยชน์

หากเทียบกับการ
ได้ใช้เวลาปัจจุบัน ดูแล และรักกันอย่างสม่ำเสมอ

หากวันใดที่ความต่อเนื่องถึงจุดสิ้นสุดในชีวิตนี้
ก็แค่ยอมรับ และมาส่งกันเดินทางไกลไปต่อเมื่อถึงเวลา
ไม่เสียใจ ไม่เสียดาย ไม่โหยหาอดีต
ไม่จำเป็นต้องบอกลา
.
.
เพราะไม่มีใครจากไปจริง ๆ ...ในหัวใจ และในสายใยจิตวิญญาณที่เชื่อมต่อกันเป็นนิรันดร์ 
SHARE

Comments