มาส่ง "คนตาย" ด้วยรอยยิ้ม
บางทีการ "ส่ง" ผู้ที่จากไปอย่างดีที่สุด 
อาจไม่ใช่การสวมชุดดำ
ไม่ใช่การร่ำไห้
ไม่ใช่การส่งใจอาวรณ์โหยหา
ไม่ใช่การสวดบทภาษาที่ผู้สวดก็แปลไม่ได้
ไม่ใช่การปฏิบัติเหมือนผู้ที่จากไปยังคงอยู่เพื่อทดเวลาเสียใจ
.
.
แต่หากคือ
รอยยิ้มอำลา
อ้อมกอดและสัมผัสอบอุ่นเป็นพลังส่งให้จิตสุดท้ายของผู้จะจากส่องสว่างที่สุด
ความสำนึก "ยินดี" ถึงการมีชีวิตอยู่มาโดยตลอดของผู้จะไป
ความสำนึก "ขอบคุณ" ถึงทุกสิ่งและทุกความรู้สึกดีงามที่ผู้จะไปเคยสร้างไว้
และความ "รัก" ต่อผู้จะไป ทั้งตอนที่ยังอยู่ และเมื่อจากไปแล้ว
.
.
เพราะสำหรับฉัน 
ฉันไม่เชื่อว่าชีวิตคือการ "ชดใช้" ใด ๆ
ฉันเชื่อว่าชีวิตคือการ "เดินทาง เรียนรู้ ท่องเที่ยว โดยมีพลังขับเคลื่อนด้วยสายใยรัก"
.
.
ส่วน "ความตาย" ก็เหมือนปุ่ม Done 

ต่อด้วยปุ่ม Next

และปุ่ม Reset
.
.
ไม่ว่าจะจากไปด้วยรูปแบบใด
เราทุกคนต้องยอมรับการ "จบ" จากพาร์ทนี้ 
ที่มาพร้อมปุ่ม "Done" เพียงปุ่มเดียวให้กด 
ไม่ว่าจะพร้อม หรือผ่านแล้วหรือไม่ก็ตาม
.
จากนั้นเราต้องยอมปล่อยสิ่งเก่า และกดปุ่ม "Next"
เพื่อก้าวไปข้างหน้า 
.
แล้วยอมกด "Reset" 
เพื่อเริ่มต้นใหม่
โดยสิ่งที่ติดตัวไปได้ 
คือ "บทเรียน" ทั้งที่ผ่านแล้วและยังไม่ผ่าน 
และ "ความสัมพันธ์" ที่เคยผูกพันกันมา เท่านั้น
.
.
บางชนเผ่าในสมัยโบราณ ไปจนถึงบางศาสนาในสมัยนี้ 
ก็มีทัศนะความเชื่อเกี่ยวกับความตายคล้ายกัน 
คือ ไม่ถืองานศพเป็นงานเศร้า 
แต่จะสวดอวยพร และยินดีที่จะส่งผู้ตายไปสู่ชีวิตใหม่
ด้วยความเชื่อว่า ความตายคือการหมดทุกข์จากโลก 
ส่วนศาสนาคริสต์ก็เชื่อว่า การตาย คือการกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า 
.
สำหรับฉัน ที่แม้จะเป็นศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก
แต่ก็ผ่านประสบการณ์หลายมิติเกี่ยวกับจิตแบบส่วนตัว
จนกลายเป็นผู้เชื่อที่แอบนอกรีต
โดยเชื่อเสมอว่าหลังตายจะได้พบพระเจ้า
แต่ก็เชื่อว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ยังคงมีโอกาสได้ "ไปต่อ" เรียนรู้ต่อ ผจญภัยต่อ 
ได้วนเวียนพบพานและเชื่อมต่อ(Link) กับผู้เป็นที่รักไปอีกไม่รู้จุดจบ
.
.
สำหรับฉัน
การ "ส่ง" ผู้ตายที่ดีที่สุด
จึงควรเป็นการ "ส่งจิต" ที่มั่นใจได้ว่าเป็นพลังที่ดี
เป็นจิตที่ดี เป็นความรู้สึกที่มีพลังเป็นบวกสำหรับจักรวาล
ผลักดันเป็นเชื้อเพลิงดีอีกแรง เป็นแรงดึงดูดที่ดีอีกแรง
เพื่อส่งผู้ตายไปยังที่สว่าง และรักษาผู้ที่ยังอยู่ให้เป็นสุขสงบได้เช่นกัน
.
.
เพราะ สำหรับฉัน 
การบอกลาผู้เป็นที่รักในคืนสุดท้าย คือการมาส่งเขาเดินทางไกลในตอนค่ำ อย่างหมดห่วง
เพราะในระหว่างทาง เขาจะได้เจอกับใครสักคนที่คุ้นเคยและคอยดูแลห่วงใยรู้ใจเขามาเสมอ
ณ จุดพักระหว่างทาง
ให้ได้นั่งทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา นั่งกินข้าวร่วมกัน พักผ่อน ชาร์จพลังใหม่ 
ก่อนที่เขาจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ ปลายทางในตอนรุ่งสางพอดี
.
.
ซึ่งแม้เราอาจจะไม่ได้พบกันอีกครั้ง ในชีวิตนี้
แต่เราก็จะพบกันอีกครั้ง ในที่ใดสักที่
อาจจะจำกันได้ หรือไม่
แต่ผู้คนที่ได้อยู่ร่วมกันในชีวิตนี้ 
ย่อมได้อยู่ร่วมกันอีกในชีวิตใดชีวิตหนึ่งข้างหน้า
.
และไม่มีใครจากกันไปตลอดกาลเลย
.
.
.
ในทุกงานอำลา
ฉันจึงปราศจากน้ำตา
หรือการตีอกชกหัวใด ๆ

แต่มีเพียงการได้บอกลาอย่างอบอุ่น
สัมผัสที่บอกย้ำว่า ไม่ว่า เป็น หรือ ไป
ใครคนนั้นจะไม่มีวันเดียวดาย
.
.
ส่วนคนที่ยังอยู่
ก็อย่าติดค้าง
อย่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว หรือยังไม่ได้ทำ
เพราะ "วันสุดท้าย" ไม่มีอยู่จริง
.
และอย่าอาวรณ์สงสาร
เพราะคนบนโลก และคนที่จากไป ก็มีความสุขในมิติใจที่แตกต่างกัน
.
.


See you again, ปู่ของฉัน ❤️
SHARE

Comments