snow cried

 คุณคิดว่าการปั้นหน้ายิ้มมันลำบากแค่ไหน

เก็บทุกความรู้สึกที่เลวร้ายไว้ในใจ และเลือกที่จะแสดงออกในทางตรงกันข้าม ทำราวกับว่ามีความสุขเสียงเต็มประดา

ภายใต้หน้ากากรอยยิ้มนั้น น้ำตามันอาจไหลทะลักแทบหยุดไม่อยู่



ม้าหมุนเคลื่อนอย่างช้าๆ แสงไฟสีเหลืองนวลกระพริบสลับกับสีฟ้ารอบฐานเครื่องเล่น เหล่าเด็กวัยซนกอดคอม้าหมุนแล้วหัวเราะขณะหยอกล้อกัน บ้างก็โบกมือให้เหล่าผู้ปกครองที่ยืนรออยู่ด้านล่าง คนขายตั๋วนับเงินมือเป็นประวิงพลางพูดโทรศัพท์ไปด้วยอย่างร้อนรน มาสคอตของสวนสนุกซึ่งเป็นหมียืนแจกลูกโป่งให้กับเด็กๆอย่างใจดี ทำท่าทางน่ารักใส่กล้อง ทันทีที่ช่างถ่ายรูปจำเป็นอย่างชานยอลเตรียมจะกดชัตเตอร์ เด็กหนุ่มคนนึงก็เดินผ่านหน้ากล้องไป สองมือถือสายไหมสีชมพูกับสีฟ้า เขามองอย่างไม่พอใจแต่ก็เท่านั้นเมื่อลูกสาวตัวน้อยเรียกเขา ร่างเด็กคนนั้นเดินไปนั่งข้างชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่กำลังทำท่าทางเคร่งเครียด 

คยองซูยื่นสายไหมสีฟ้าให้ชายหน้าบึ้ง เขารับมันมาถือไว้กับมือก่อนที่เด็กหนุ่มจะเริ่มพูด 

"ผมคิดว่าจะสร้างอัลบั้มรูปขึ้นมาใหม่ ถ่ายข้าวของสีโทนเดียวกัน คราวนี้เอาให้แจ่มไปเลย อาจารย์ชมรมต้องชอบแน่ พี่คิดว่าไง"เสียงใสชวนคุย ก่อนจะงับสายไหม ชายหนุ่มที่อายุห่างกันมากกว่า 5 ปีคลี่ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ฝืนความรู้สึกเฉยชาข้างใน แต่คยองซูไม่ได้สังเกต

ไม่สิ เขาไม่อยากนึกต่างหาก

"ดีแล้วล่ะ" คู่สนทนาจ้องเด็กหนุ่มที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างนึกสงสัย เด็กคนนี้มองม้าหมุนที่กำลังโลดแล่น เด็กเล็กที่กำลังกรีดร้องใส่กันด้วยความสนุกสนาน หรืออาจแค่มองข้างหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้จ้องใบหน้าของเขากันแน่



"วันนี้เหนื่อยทั้งวันเลยใช่ไหม ขอโทษด้วยนะที่ผมกลับชวนพี่ออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้น่ะ"



"พี่ไม่เหนื่อยหรอก ไม่ต้องห่วงนะ"



"อืม"



แบคฮยอนไม่ได้เหนื่อย วันนี้ทั้งวันเขาเอาแต่หมกตัวอยู่คนเดียวที่หอ ใช้เวลาทั้งวันไปกับการนอนโง่ๆบนเตียง ตอบแชททุกคน

ยกเว้นคยองซู

ถึงแม้ว่าแฟนเด็กคนนี้จะรัวแชทหาเขาไปกี่ครั้ง สิ่งที่ชายหนุ่มทำก็แค่กดออกจากแอพสนทนาสีเขียวนั่น หรือไม่ก็เลื่อนไปตอบคนอื่นแทน



เขาเพียงอยากจะทบทวนสิ่งที่คิดจะทำในวันนี้ให้รอบคอบก็เท่านั้น



"คยองซู" แบคฮยอนเรียก คนที่กินสายไหมไปเกือบหมดหันมอง เมื่อนั่งอยู่ใกล้กันขนาดนี้จึงได้เห็นว่าตากลมโตแดงช้ำ จ้องมองเขาด้วยสายตาใคร่รู้อย่างทุกที หากเวลานี้ปนไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ต่างจากวันแรกที่ได้พบกันอยู่มากโข เห็นได้ชัดว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก



"ครับ"



"พี่ว่าเราเลิกกันไหม"



คยองซูมีสีหน้าเรียบเฉย หากแต่ว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายกำลังบีบรัดเขาด้วยสายตาของคนพูดราวกับถูกกอดจนขยับไปไหนไม่ได้ กระทั่งหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ



แม้จะเป็นเพียงประโยคคำถามสั้นๆเท่านั้น. แต่มันกลับทำให้คนฟังหมดเรียวแรงลงไปดื้อๆ อย่างนี้เลยหรือ



เสียงนั้นยังดังก้องในโสตประสาททำให้ไหล่แคบของคยองซูสั่น เขาเพียงแต่บอกตัวเองว่าอาการนั้นเป็นเพราะความหนาว



ทำไมล่ะ เขาอยากถามออกไปแบบนั้น แต่กลับเม้มปาก ใช้เวลาทบทวนช่วงเวลาก่อนหน้านี้ 

"พี่คิดมาดีแล้วใช่ไหม"

"อืม"

 "นั่นเป็นเหตุผลที่พี่หลบหน้าผมมาตลอดเลยใช่หรือเปล่า"

ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด คยองซูแสร้งทำเป็นเอร็ดอร่อยกับสายไหมตรงหน้าจนแบคฮยอนกระอั่กกระอวน อาการเหล่านั้นไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่เป็นท่าทางที่แบคฮยอนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืน ธุระของเขาวันนี้เสร็จแล้ว

"พี่ต้องกลับแล้วครับ"

"ผมเข้าใจครับ"

"เรื่องรูปถ่ายน่ะ ตั้งใจทำนะ" ชายหนุ่มยกยิ้มบางๆ ยีหัวเด็กตรงหน้าให้หัวฟู คยองซูจึงยิ้มตอบแบบเดียวกัน —แบบฝืนใจทั้งคู่

"พี่ไปเถอะ"

 สายตาที่มองตอบมานั้นทำให้แบคฮยอนรีบหันหลังเดินจากไป ก่อนที่เขาจะเจ็บปวดกับมันไปมากกว่านี้ คยองซูมองแผ่นหลังกว้างเดินหายไปจนลับตา พลางนึกถึงคำพูดหนึ่งตอนนอนเอกขเนกบนเตียงกับแบคฮยอน ดู 500 days of summer

"หน้าทอมดูไม่จืดเลย"

"โคตรแย่"

"ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข เดินออกมาแต่แรกมันก็ไม่เจ็บขนาดนี้หรอก"

"พี่พูดเหมือนกับมันง่ายที่จะเดินออกจากชีวิตใครสักคน"

"พี่ก็ไม่รู้จะทนอยู่ทำไมถ้ามีวันที่อึมครึมตลอดเวลาแบบนั้น"

"แบคฮยอน"คยองซูจะเรียกชื่อเต็มชายหนุ่มทุกครั้งเมื่อจะเริ่มพูดบางอย่างด้วยความตั้งใจ เขาชอบมันเสมอ "ถ้าเราเลิกกัน เราจะยังเป็นพี่น้องกันได้อยู่ไหม"

"เป็นแบบนั้นซูไม่ลืมพี่ง่ายๆหรอก"แบคฮยอนจ้องทีวีไม่วางตา เมินเฉยคยองซูที่ก้มหน้าต่ำ เบียดตัวเข้าหาคนพี่ ฝังหน้ากับแผ่นอกอุ่น ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ

"นั่นใจร้ายชะมัด"

"พี่รู้" เสียงชายหนุ่มแผ่วลง เขาจุมพิตที่ศีรษะทุยอย่างอ่อนโยน "แต่พี่ทนเห็นคนที่รักพี่ต้องมาร้องไห้เพราะพี่ทุกวันไม่ได้หรอก"

"ผมดันเป็นพวกขี้แยซะด้วยสิ"

"หึ"





สามทุ่มสิบสี่นาที 
หิมะโปรยลงจากฟ้า ในตอนนี้มีเพียงน้ำตาที่ทำให้เขารู้สึกอุ่น
โอบล้อมรอบผิวหน้า ท่วมท้นหัวใจจนทะลัก

คยองซูร้องไห้อย่างเงียบงัน 

; https://www.youtube.com/watch?v=eZ_S9FBVaXg




เรื่องจริงเพียงครึ่งผสมกับจินตนาการเรื่องนี้ขมแถมยังเย็นชืดอีกจากหาก ในตอนแรกที่เขียนเมื่อนานมาแล้วเราไม่กล้าเขียนให้มันจบ เหมือนกาแฟที่ยังร้อน การนึกถึงมันทำให้เราไม่กล้าแตะต้องความทรงจำในเรื่องนั้นเลย  แต่เมื่อตัวอักษรสุดท้ายของเรื่องนี้สิ้นสุดลง นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าเราผ่านมันมาได้ด้วยดี แม้จะยังคงสะเก็ดแผลเล็กๆ เอาไว้เตือนใจก็ตาม

รักต่อไป ขออย่าให้ร้องไห้อีกเลย

SHARE
Writer
grumpyboy
writer
รู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้อง แต่จำไม่ได้ว่ากินมันเข้าไปเมื่อไหร่ #คลังเศษส่วน

Comments