MON 12/11/2018 งานหนังสือที่ฉันได้แต่ขายของคนอื่น(อีกแล้ว)
ก็คิดว่าบางอย่างต้องมีกาลเวลาของมัน แต่เวลาของฉันกับหนังสือดูจะแสนยาวไกลเหลือเกิน ไกลจนรู้สึกว่าดีแต่แต่ง แต่เขียนอะไรให้คนอ่านฟรีจนพ้นวัน พ้นตัวไป ไม่เหลืออะไรที่จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน

ก็อยากระบายด้วยแหละ เราวนเวียนอยู่กับแวดวงนักเขียนมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย จนถึงตอนนี้ก็มากกว่า 15 ปีแล้วมั้ง ที่เราเริ่มต้นจากการอ่านนิยายแจ่มใสที่เพื่อนส่งมาให้อ่าน กับเริ่มเขียนเองบ้างเพราะคิดว่าถ้าต้องใช้ฝีมือการเขียนเล่าเรื่องแค่นี้ล่ะก็...ชั้นก็น่าจะทำได้ไม่ยาก นั่นแหละ เริ่มต้นเขียนด้วยความรู้สึกน่ารังเกียจแบบนี้ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปล่ะ

แรกเริ่มตอนท่ี่เพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ตีพิมพ์ ตอนนั้นก็ยังไม่คิดอะไรมากหรอก แค่คิดว่าโอกาสของคนเราไม่เท่ากัน อีกทั้งตัวเราเองอาจจะเก่งไม่พอที่จะเป็นที่ยอมรับได้ ยังมีเวลาอีกมากให้เราได้ฝึกฝนและพยายาม

เริ่มจะลดถอยออกจากงานเขียนบ้างตอนเรียนมหา'ลัย เพราะการเรียนในคณะที่มีที่เดียวในไทยตอนนั้นคือหนักหนา ต้องอ่านหนังสืออ้างอิงและประกอบการสอนเยอะมาก แต่หากเราทำสำเร็จ เราจะได้ประกอบอาชีพที่โคตรเท่ เท่แบบที่ต่างชาติได้ยินก็ต้องว้าว เราเองก็ชอบและภูมิใจที่จะเป็นด้วย มันมากพอจะทำให้เทการเขียนนิยายที่ทำอยู่ระหว่างนั้นออกไป พอจบแล้วก็ทำงานในสายนั้นเลยตั้งแต่ยังไม่ถึงกำหนดรับปริญญา 

ครั้งที่เพื่อนร่วมเว็บบอร์ดเดียวกันเริ่มได้รับรางวัลทางด้านการประพันธ์ต่างๆ ตั้งแต่เล็กจนถึงใหญ่ จนถึงซีไรท์ เราเริ่มก้าวมาสู่งาน Editor แทนที่จะเป็น Writer รวมถึงรับงาน Proof Reading แทนอีกด้วย หลังจากช่วงเวลาที่ทำงานในฝันแล้วรู้สึกยากต่อการดำรงชีพ ความสามารถและการจัดการความเครียดเราไม่เก่งพอ เรากลายมาเป็น Content Writer/Editor แทนด้วยความสามารถที่ไม่ได้เรียนจากที่ไหนนอกจากด้วยตัวเองและอินเทอร์เนต เพื่อนร่วมรุ่นทยอยได้พิมพ์ ได้รางวัล เราก็ได้แต่คิดว่าโอกาสของคนเราไม่เท่ากัน อะไรก็ทำไปก่อนเพื่อเลี้ยงชีพ

จนถึงตอนนี้รุ่นน้องนักเขียนของเราได้เปิดสำนักพิมพ์ของตัวเอง เราเองก็เคยเข้าไปช่วยในด้านการพิสูจน์อักษรในระยะต้นๆ ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เริ่มรู้สึกถึงความบกพร่อง แหว่งหวิ่น ล้มเหลวขึ้นมา เรายินดีมากๆ และภูมิใจในตัวน้องคนนั้นอย่างสุดหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกแย่กับตัวเองอย่างมาก รู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรก็ไม่เก่ง มีแต่ความล้มเหลว และต้องอยู่กับความรู้สึกแบบนี้วนไป

ช่วงงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา เราก็ไปขายหนังสือของคนอื่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นของสนพรุ่นน้องเองนี่แหละ ที่บอกว่าอีกครั้งเพราะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกเลยที่ไปรับจ๊อบขายหนังสือให้คนอื่น ตอนที่เพื่อนมาหาถึงบูธและถามว่าเล่มไหนเราแต่ง เราก็ได้แต่ยิ้มฝืดๆ บอกว่าของเรายังไม่ออกหรอก ยังอีกสักพัก เพื่อนก็ยังมีแก่ใจถามว่าแล้วที่เขียนลงอินเทอร์เนตมันมีโอกาสบ้างไหม เราก็ได้แต่ยิ้ม ตอบไม่ได้ หรือคงได้เพียงว่าเราคงต้องทำเองวนไป

ใช่ว่าจะไม่เคยมีโอกาสสำหรับการรวมเล่ม เคยได้รับการทาบทามจากบางสำนักพิมพ์บ้าง ทว่าเป็นต้นฉบับที่เขียนทิ้งไว้แค่ 2 ตอนเท่านั้น กว่าจะไปถึงจนจบคงอีกยาวไกล ตอนนั้นได้แต่ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าถ้าจบแล้ว ต้องการทำเล่มคงจะติดต่อไปทันที จากวันนั้นถึงตอนนี้ก็ไกลราวๆ สองปีแล้วล่ะ

ส่วนหนึ่งที่ช้ำใจช่วงนี้ด้วย คงเพราะว่าจากการแอบมาเปิดบล็อกนิรนามที่นี่ มีคนที่คอมเม้นต์ชอบเรื่องสั้นที่เราเขียนพอสมควร จนเราคิดว่าหากนำมารวมเล่มสำหรับให้คนที่ชอบซื้อเก็บไว้ ก็คงจะดีนะ ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นเหตุที่ทำให้เราค้นพบความจริงที่ว่า...

คนชอบงานเราในลักษณะของฟรี
ยังไม่มีค่ามากพอให้คนกดซื้อ
ในตระกร้าของเขาไม่มีที่สำหรับงานของเรา

 ใช่ว่าเราจะกำหนดราคาแสนแพง แรกๆ ก็คงดูแพง ราคา 49 บาท จนถึงตอนนี้ 29 หรือ 19 บาทก็ยังไม่มีคนซื้อ มองโลกในแง่ดี มันก็เหมือนทำให้เราได้ประเมินคุณค่าของตัวหนังสือตัวเองได้บ้างว่าอยู่แค่ระดับไหน

หลังจากเจอจิตแพทย์ครั้งล่าสุด เราพยายามอธิบายตวามรู้สึกพังช่วงนี้ไปโดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดตรงๆ ดูเหมือนว่าอาการนอยแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะการที่เรานอนน้อย พักผ่อนน้อยในช่วงงานหนังสือ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเราแปรปรวนจนกลับมาคิดมากจนเกินไป หากได้นอนเพียงพอคงจะรู้สึกดีขึ้น ก็ยังโล่งใจได้ว่าอาการของโรคไม่ได้กลับมาหนักหน่วงแบบครั้งก่อนๆ พร้อมทั้งจิตแพทย์ยังสั่งยาโดสเดิม และเลื่อนเวลานัดเป็นสามเดือน นับว่าเป็นช่วงเวลาที่นานกว่าการรักษาครั้งก่อนๆ อย่างมาก

เรื่องที่เราไม่มีหนังสือออก กับที่ไม่มีคนยอมซื้ออีบุ๊ค มันก็ยังเป็นแผลเล็กๆ ในใจอยู่นะ มันเหมือนเสี้ยนที่ตำอยู่กับกล้ามเนื้อหัวใจ หายใจเข้าออกก็จะรู้สึกถึงการมีอยู่ของมันอย่างเจ็บแปลบขึ้นมา ถามว่าถึงเป็นแบบนี้จะหยุดเขียนไหม ก็คงไม่...แต่จะคาดหวังกับมันน้อยลง

บางทีเราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนอาชีพ
เราคิดแบบนี้นะ 
ถึงจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน แต่ก็ยังมีคนอ่าน ยังมีคนติดตามอยู่บ้างก็ถือว่าดีกว่าตัวคนเดียว ขอให้พลังของตัวอักษรของเราส่งต่อความรู้สึกใดๆ ให้ถึงคนที่อ่านได้บ้าง โดยเฉพาะพลังที่ผลักดันให้ไปข้างหน้าไม่หยุดก็ยังดี เพราะเราถือว่าความสำเร็จอย่างหนึ่งของเราคือการทำให้ใครสักคนรู้สึกถึงการมีอยู่ของเราบ้าง

สุดท้าย...ก็ขอแนบลิ้ง ebook ที่ขายไม่ออกของเรา เผื่อใครจะใจดีช่วยกดซื้อมัน ซึ่งคิดว่าคงไม่มีหรอก แต่ก็อยากบันทึกเอาไว้ ณ ตอนนี้ว่าเราทำแล้ว เพียงแต่เราทำไม่สำเร็จในด้านการหาเลี้ยงชีพเท่านั้นเอง

Fictionlog : https://fictionlog.co/eb/5baf875d72843e0027d507c0
Meb : https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTUwMDQwMyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6IjcyNzgyIjt9 



SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments