03 วันๆ ของกะxรี่ ความสุขที่หามาด้วยตัวเอง | เรื่องเล่าตามรายทาง (ส่วนท้าย)

ต่อจาก (ส่วนต้น)
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน  

“ที่ชอบที่สุดของอาชีพนี้ก็คือคนในวงการนั่นแหละค่ะ น้องคิดว่าพวกเธอจริงใจ เวลามีเงินมีก็เอามาแบ่งหรือช่วยเหลือกัน --- คนส่วนใหญ่ในวงการที่น้องรู้จักจะไม่ดูถูกคน ไม่แต่งตัวแข่งกัน ไม่ไร้สาระ เราอยู่กันเป็นครอบครัว มีอะไรก็พูดตรง ๆ ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็เลิกคบ --- ส่วนใหญ่อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก๊วน ก็เพราะอาชีพแบบนี้ก็ต้องอยู่ด้วยกันไว้ดีกว่าตัวคนเดียว --- ถ้าเพื่อนได้ผู้ชาย คนที่โชคดีก็จะพาผู้ชายมาเลี้ยงเพื่อน แต่ก็ต้องดูว่าผู้ชายคนนั้นใจกว้างพอจะเลี้ยงเพื่อนเราหรือเปล่า เป็นสายเปย์ไหมแบบนั้นอะค่ะ เพราะผู้ชายบางคนบอกจะเลี้ยงแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ยอมจ่าย”
 
ความสุขซึ่งส่งผ่านแววตาคู่นั้นเป็นของจริง ไม่มีเค้าลางใดพาให้คิดว่าเธอกำลังเป็นทุกข์กับสิ่งที่เลือก หรือผิดหวังกับการงานในอาชีพที่เป็นอยู่ หากนั่นคือการแสดง เธอคงเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยม ที่หลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง เธอเป็นสาวบริการซึ่งมองโลกในแง่มุมที่น่าสนใจ ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะถูกหรือผิดในสายตาใคร --- หลายครั้งที่เธอพูดถึงมุมมองของคนในอาชีพนี้ เล่าถึงความสำเร็จของรุ่นพี่ซึ่งก้าวออกจากวงการพร้อมครอบครัวที่สมบูรณ์ พยายามสร้างความรับรู้ใหม่ให้แก่คนนอกวงการ ถึงด้านมืดซึ่งทาบทับเป็นเงาตามติดสมาชิกในแวดวง และด้านสว่างที่ใครหลายคนเลือกจะมองข้าม เธอไล่เรียงและอธิบายด้วยเหตุผลตามตรรกะของตน --- เขาไม่ได้คิดว่านั่นเป็นเรื่องแย่เสียทีเดียว บางส่วนก็ชวนให้หวนกลับมาตั้งคำถามอีกครั้ง เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่ก็แค่อาชีพหนึ่งซึ่งยังไม่ถูกบรรจุลงในสารบาญการยอมรับของคนในสังคม “บางคนก็ดี ดีมาก บางคนก็แย่ ทำร้ายแขก ทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งวงการเสียหมด ต้องคอยแก้ข่าวให้” เธอว่าอย่างนั้น

        แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นคำดูถูกและสายตาหมิ่นแคลน ที่ชายจากต่างแดนซึ่งเดินทางมายังประเทศไทย ผู้หมายมากอบโกยความสุขในกามารมณ์ และหวังพ่นอารมณ์ใส่พวกเธอ 

        “แถมบางพวกยังชอบดูถูกผู้หญิงหรือนินทากะเทยอีก ชอบคิดว่าผู้หญิงไทยทุกคนเป็นกะหรี่ไปหมด นั่นมันแย่มาก” เธอไม่อยากให้การทำงานของพวกเธอไปเบียดบังหรือทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้อง 
 
ไปบอกเขาว่าอะไรล่ะ ? 
        “ก็ไปบอกว่าสิ่งที่คุณคิดมันไม่ถูก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น คุณก็แค่เจอกับส่วนน้อย แต่จะมาเหมารวมแบบนี้ไม่ได้ ผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นไม่ได้ขายก็มีตั้งเยอะ กะเทยดีๆ ก็มี” เธอออกโรงปกป้องศักดิ์ศรีหญิงไทยที่ถูกรวบมัดว่าเป็นเช่นเดียวกับเธอ ทัศนะของความรับผิดชอบต่ออาชีพและคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

        หากในบทเรียนมีหน้าที่พลเมืองซึ่งผู้เรียนต้องท่องจำและปฏิบัติตาม สิ่งที่เธอทำลงไปก็อาจเป็นหนึ่งในหน้าที่ของพลเมืองสีเทา ในมุมมืดของกลางวัน หรือกลางดงสีจากกลางคืน เธอกำลังทำมันอยู่ ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการจดจำจากหนังสือเล่มใด เป็นเพียงสำนึกในฐานะกะxหรี่คนหนึ่ง
 

 
แม้มีมายาฉาบทับ จนต้องพบคนหลายรูปแบบซึ่งหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตเธอ ทั้งเพื่อน พี่ น้อง หรือแม้แต่อริ แต่เธอมักเอ่ยถึงคนที่คอยสร้างกำลังใจ ความสุข และแรงผลักดันให้แก่เธอ ครอบครัวสมมติในโลกสีเทาที่ช่วยหลือกัน 

        การตักเตือนหรือปราบเพื่อนรุ่นเดียวกันในหลากประเด็น นับตั้งแต่ความรักก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ต้องเผื่อใจ” เผื่อไปถึงตัวตนของตนเองซึ่งวาดหวังบางสิ่งที่หนักแน่นและมั่นคง รักแท้อาจไม่ย่างกรายเข้ามาเลยแม้ถึงเวลาที่พวกเธอต้องลาจากวงการไป ความโดดเดี่ยวคงเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ต้องเผื่อไว้

        “อย่าดูถูกเงินน้อย” และ “ให้ใช้เงินเพื่อนตัวเอง ไม่ใช่ได้เงินมาแล้วเอาไปจับผู้ชาย เพราะสุดท้ายก็จะหมดตัว” กระทั่งการเห็นคุณค่าของสิ่งที่พวกเธอเอาร่างกายและจิตใจเข้าแลกก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

        เธอโชคดีที่ได้อยู่ในแวดล้อมของครอบครัวนี้ ต่างจากหลายคนซึ่งต้องแย่งยื้อในสิ่งสมมติที่ไม่อาจจับต้องได้ ปลีกตัวออกไปฉายเดี่ยวในความเปลี่ยวเหงาจากมุมหนึ่งซึ่งเงียบเหงาที่สุดในสังคม --- เธอ ไม่ใช่ประเภทที่ออกหากินตามเสาไฟข้างถนน คนเหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่พวกเธอ ทว่า “หลายคนเอาไปบอกต่อ นินทา จนเสียหาย” ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นกลุ่มแรงงานจากต่างแดนที่เข้ามาสร้างภาพเช่นนั้นให้แก่คนในวงการ

        “หลายคนชอบถามว่ามีใครแนะนำไหม น้องบอก น้องไม่ขายเพื่อน ถ้าคุณหล่อก็ไปหาเอง ตรง ๆ เลย ไม่ใช่เราอิจฉานะ”

        “เราอยู่กันแบบนี้ ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ลับหน้าลับหลัง พูดต่อหน้าตรง ๆ”

        “น้องป้องกัน ไม่ใช่อะไรกับใครเมื่อไหร่ก็ได้” เธอพูดติดตลก

        เธอแทนตัวเองว่าน้องเมื่อคุยกับพวกเขา หรือแทนว่าเราตามความเคยชิน และเรียกณัฐมนว่าเจ้ ส่วนเขาเธอเรียกว่าพี่ เรื่องเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างความเป็นกันเองระหว่างบทสนทนาขึ้นได้ คล้ายกับนั่งคุยกับรุ่นน้องคนสนิท 



“ไปเดินเล่นแล้วถ่ายรูปกัน” เขาชวนเธอและเพื่อนออกจากร้านซึ่งนั่งมาร่วมชั่วโมง เตร่ไปตามถนน ร้านรวง ที่หย่อนใจซึ่งเธอใช้หย่อนกายยามว่างเว้นจากหน้าที่และงานประจำ

        เธอทักทายเพื่อนร่วมอาชีพ คนรู้จัก เจ้าของห้างร้านในละแวกอย่างยิ้มแย้ม เป็นตัวของตัวเอง ความสุขฉายชัดบนใบหน้า

        พาพวกเขาเดินลัดเลาะไปตามทางซึ่งเธอฝากชีวิตและอาชีพไว้กับสถานที่เหล่านี้ ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างมีปฏิสัมพันธ์กับเธอตลอดทางไม่ขาดสาย ประหนึ่งชุมชนที่ยังพึ่งพากันอยู่ ค้านกับความคิดของเขาที่สร้างขึ้นมาก่อนมาพบเธอ เธอรู้จักแทบทุกคนในละแวก เป็นความใกล้ชิดซึ่งผูกติดไว้กับอันตรายและความเสี่ยง

        กลางวันสำหรับย่านธุรกิจสีเทายังเป็นเวลาแห่งการหลับใหล เพราะเฝ้าคอยมืดค่ำซึ่งจะลืมตาตื่นพร้อมแสงราตรีที่ถูกฉาบทับแทนความทึมเทาซึ่งเศร้าหมองในตอนฟ้าสาง

        งานด้านสว่างที่เธอทำอยู่ หรือเบื้องหน้าซึ่งเป็นเธอ คือพนักงานต้อนรับประจำโฮสเทล “ถึงเขาจะรู้กันว่าน้องทำอะไร แต่ในโปร์ไฟล์ของน้องที่เอาไว้นัดแขก ก็เขียนสิ่งที่เรียนรู้มาจากงานโฮสเทล ว่านวดได้ พาเที่ยวได้ แฮงค์เอาท์ได้ ไม่ใช่โปร์ไฟล์แบบ ‘I looking for fun’ อะไรแบบนั้น --- ส่วนจะชอบแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเขา แต่ส่วนมากฝรั่งเขาชอบผู้หญิงที่ทำได้หลายอย่าง น้องเป็นกระเทยไงเจ้ มันจะยากหน่อย เพราะเขาไม่กล้าเปิดเผย ไม่กล้าควงเราออกไปข้างนอก --- ก็กินกันในห้องไม่ค่อยออกไปไหน บางคนมากันเป็นแก๊ง เขาก็อายเพื่อนถ้าจะมาควงเรา หรือบางทีหนีเมียมาลองของแปลก พอเมียโทรตามก็ต้องรีบกลับ” เธอผสม ตะกอนความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และความทรงจำมาให้พวกเขา จนกลายเป็นกลุ่มก้อนบางอย่างที่พอฟังแล้วก็เพลินไปกับมุกฯและเรื่องราวชวนหัวล่อเหล่านั้น

แล้วอย่างนี้กลับบ้านบ้างไหม ? 
        “กลับค่ะ พึ่งกลับก่อนสงกรานต์นี่เอง กลับไปหาพ่อแม่” ที่บ้านรู้ไหมว่าเราทำ ? “ก็รู้แค่ว่าเราทำงานที่โฮเทล ไม่ได้อยากปิดนะคะ พอถึงเวลาถ้าเรามีเงิน เราพร้อม เราก็จะบอก” ก่อนพวกเขาจะ ถามอะไรต่อ เธอก็เอ่ยถึงเรื่องน่ายินดีที่กำลังใกล้เข้ามาให้แก่เขาทั้งคู่ เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากอาชีพสีเทาของเธอ เพราะเดือนหน้าเธอจะได้หน้าอกเป็นของตัวเองแล้ว

        “เก็บเงินตั้งนานกว่าจะได้ทำแบบคนอื่น แพงมาก แต่หนูก็อยากทำเพื่อตัวเองบ้าง เพราะเลือกทำอาชีพนี้ยังไงก็ต้องลงทุน อีกอย่าง มันคือความสุขของเรา --- น้องอยากทำอยากมีเพราะน้องไม่ใช่ผู้หญิง แต่น้องอยากเป็นผู้หญิง 


 
ทุกคนมีความฝัน เธอก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังสร้างฝันของตัวเอง 
“กะxรี่ทุกคนก็มีความฝัน” เธอว่าอย่างนั้น และสิ่งที่เธอวาดหวังไว้อย่างหนึ่งคือการเป็นครูสอนเต้น เป็นความฝันที่คิดไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการนี้ ด้วยซ้ำ ด้วยสมัยเรียนก็ประจำอยู่วงดนตรี หรือกระทั่งสมัยนี้หากใครพบเธอตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอกำลังหาลูกค้าหรือไปดื่มอย่างที่นิยมกัน ทว่า เธอนั้นไปเพื่อเต้น

        “น้องชอบเต้น ถ้ามีเงินก็อยากไปเมืองนอกแล้วเปิดสตูดิโอสอนเต้น ถ้ามีใครสักคนเห็นความสามารถของเรา หรืออยากมาช่วยให้ฝันน้องเป็นจริงก็คงดี” เธอพูดออกมาด้วยความหวัง

แล้วซ้อมยังไง ? 
        “หัดเต้นตามยูทูป น้องรู้จักเพลงอยู่แล้วแค่จำว่าสเตปมันเป็นแบบไหน จากนั้นก็เต้นตาม น้องเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ แดนเซอร์โรงเรียน เต้นคัฟเวอร์ เคยทำมาหมดแล้ว ถึงจะไม่ได้เก่งอะไร แต่อย่างน้อยก็มีประสบการณ์ติดตัว”

        หลายครั้งที่เธอพยายามเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนในอาชีพ ความไม่มั่นคงจากหลายสิ่งที่แวดล้อมความเป็นกะxรี่ ซึ่งเธอยึดเป็นอาชีพเสริม ทั้งลูกค้า สถานที่ กฎหมาย ความปลอดภัย ตลอดทั้งอันตรายที่พร้อมเข้ามาทุกเมื่อ และตัวของเธอเองก็ไม่อยากเป็นกะxรี่ไปตลอดชีวิต แม้ความจำเป็นในขณะนี้ยังต้องยึดอาชีพนี้ต่อไป แต่เธอยังไม่ลดละหางานเสริมที่ถูกกฎหมาย งานปกติเหมือนที่คนวัยเดียวกับเธอทำกัน ถึงรายได้จะไม่สูงมากก็ตาม “อย่างน้อยมันก็เป็นเงิน น้องคิดอยู่ตลอดว่า อย่าดูถูกเงิน เงินที่เราหามาได้ด้วยตัวของเรา --- ร่างกายของเรา”

จะหยุดเมื่อไหร่ ? 
เธอยิ้ม 
        สำหรับเธอ มีคำตอบให้แก่คำถามนี้อยู่แล้ว ความคิดซึ่งปิดผนึกไว้ รอวันที่เหมาะสมซึ่งจะได้เปิดคำตอบนั่นออกมา และบอกกล่าวออกไปอย่างภาคภูมิ ทั้งกับตัวเอง คนรอบข้าง และครอบครัวของเธอ เพียงแต่วันนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เธอได้ลองเอ่ยความปรารถนานั้นแก่คนแปลกหน้าอย่างเขา

        “คนเราทุกคนมีเป้าหมายชีวิต มีความฝัน และสำหรับน้องแค่สามสิบก็คงพอแล้ว ไม่คิดขายตัvไปตลอดชีวิตหรอก น้องอยากมีกิจการเป็นของตัวเองไม่ใชนั่งรอผู้ชายมาซื้อ ตอนนี้แค่อยากมีเงินสักก้อน เอามาเปิดร้าน หรืออย่างน้อยก็อยากเป็นครูสอนเต้น แต่อันดับแรกต้องรู้จักเก็บเงินก่อน” เพราะสำหรับเธอ 

ความสุขในปัจจุบันกำลังก่อร่างอนาคตที่วาดฝันไว้ หรือเป็นบันไดไปสู่ความสุขในอีกขั้นหนึ่งของชีวิต
 
        นอกเหนือจากที่พ่อแม่ให้มา ทุกสิ่งบนเรือนร่างเป็นของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม หรือสิ่งที่เสริมเติมแต่งเข้าไปภายหลัง ล้วนมาจากเงินที่หามาได้ทั้งสิ้น เธอยิ้มและกล่าวอย่างภูมิใจที่ได้ใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเอง ได้พึ่งพาตัวเองโดยไม่เบียดเบียนครอบครัว ได้ทำตามฝันและใจนึก ได้อยู่กับความสุข แม้ยังไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย แต่ก็เป็นความสุขที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเท่าที่กะxรี่คนหนึ่งจะรังสรรค์ขึ้นมา 
 
        ทุกวันนี้เธอยังยึดอาชีพนี้ต่อไป ควบคู่กับงานที่โฮเทล เธอมักเรียกอาชีพกะxรี่อย่างติดตลกว่าเป็นงานอดิเรก หรืออาจเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้แก่ตัวเอง เพราะไม่ได้ทำทุกวัน เพียงแต่เงินที่ได้อาจมากกว่าอาชีพที่ฉาบทับอยู่เบื้องหน้าความทึมเทาก็เท่านั้น

        ทว่าทั้งสองงานต่างสร้างสุขให้เธอ และไม่เคยสร้างความสิ้นหวังให้แก่ทางเดินที่เธอเลือก ไม่เคยอายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกะxรี่ เพราะในความคิดของเธอ อาชีพนี้ก็เพียงการขายความสุขแลกกับความสุขในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งสุขทั้งสอง สุขของทุกฝ่ายต่างได้รับและแจกจ่ายไปอย่างเท่าเทียม โดยผ่านข้อแลกเปลี่ยนที่ยอมรับได้ ไม่ใช่การจี้ปล้น หรือค้นเค้นเอาเงินจากการทำร้ายผู้อื่น เซ็กซ์คือสัญชาตญาณซึ่งมนุษย์หรือสัตว์ใดมิอาจเลี่ยงได้ หากเป็นเช่นนั้น ทำไม ‘คนดี’ ต้องปฏิเสธเซ็กซ์และกล่าวหาไปในทางผิดศีลธรรม

        นี่ยังไม่นับรวมการที่เธอได้พบปะผู้คนในแวดวงเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเสริมสุขให้แก่สุขของเธอ หลายคนที่เธอบอกเล่าเป็นคนดีในนิยามของเธอ ไม่ว่าจะไปไหนในละแวกนี้ ลัดเลาะไปยังตรอกซอกซอยใดก็มีคนรู้จัก ทักทายกันจนเป็นภาพชินตา เป็นภาพสังคมที่เธอบอกว่าหาได้ยากในเมืองใหญ่ หลายคนมาจากต่างที่ต่างถิ่น มาอยู่ในแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งก็ต่างอาชีพและต่างหน้าที่กันไป ทุกคนที่เธอรู้จักไม่จำเป็นต้องทำอาชีพกะxรี่เหมือนกันไปเสียทั้งหมด ถึงอย่างนั้น พวกเธอและพวกเขาก็ยังเป็นชุมชนเดียวกัน ชุมชนที่รู้ว่าบ้านใกล้เรือนเคียงคือใคร ทำอะไร และพึ่งพาอาศัยกันด้วยรอยยิ้มและความสุข 
 
        ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นั่นคือสังคมอุดมคติที่เธอค้นเจอในแดนลับแลแห่งนี้ ดินแดนแห่งความสุขซึ่งเธอเพียงแลกเปลี่ยนความสุขไปมาระหว่างคู่นอน --- เธอยังคงรักษาจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์ เธอแทบไม่สูญเสียอะไรเลยนอกจากกาลเวลา กลับกัน มีหลายสิ่งซึ่งประดังเข้ามาจนแทบรับไว้ไม่ไหว หนึ่งในนั้นคือ ความสุข
 
ความฝันของเธอยังคงดำเนินต่อไป
ด้วยใบหน้าที่เปื้อนสุข


ความสุขของกะxรี่ 
        ในขณะที่หลายคนกำลังพัฒนาความเป็นมนุษย์ เพื่อหลุดพ้นจากกรอบสำนึกของความเป็นสัตว์ ปฏิเสธสิ้นสัญชาตญาณซึ่งติดตัวมา ปลีกตัวออกห่างสำนึกเบื้องลึกที่โลกได้สร้างและกล่อมเกลาให้ จนถูกสำนึกใหม่จากการประดิษฐ์ประดอยขีดเส้นใต้และจำกัดไว้ไม่ให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เธอก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่พึงข้องแวะในโลกที่ฉาบทับด้วยคุณงามความดี แต่กระนั้นตัวตนของเธอกลับอยู่ในเงามืดเมื่อยามราตรีเวียนมาถึง
 
        กลับกัน เธอทำตามสัญชาตญาณและความต้องการของตน เธอเป็นหญิงในร่างชาย ใช้ร่างกายเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทำทุกสิ่งที่โลกได้สร้าง ‘สามารถ’ มาให้เธอ เมินเฉยต่อคำครหา และเดินหน้าต่อเพื่อความสุข 



ทุกหนแห่งซึ่งความเจริญเข้าหาย่อมมีพื้นที่แสวงหาความสุขในมุมมืดเช่นนี้ประดับไป ดังความก้าวหน้าไปทลายกรอบแห่งศีลธรรมที่สังคมสั่งสมลง ความซิวิไลซหรือในอดีตมักใช้ว่าศิวิไลซ์ กำลังขยับขยายขอบเขตแห่งความอิสระ กำลังขบถต่อมโนสำนึกซึ่งประกอบสร้างขึ้นในนิยามความดี 
 
        หรือขณะนี้ความมืดกำลังก้าวล่วงเข้าไปในเขตพระราชฐานแห่งจรรยา รุกล้ำไปในพื้นที่ของกรอบเกณฑ์ ทุบทำลายสิ้น เกิดคำถามขึ้นอีกครั้ง --- แล้วสังคมที่เหมาะควร ตัวตนของเธอยังจำเป็นหรือไม่ เธอ ป็นส่วนผสมหรือส่วนเกินในที่แห่งนี้

        เรื่องของเธอนำเสนอผ่านหน้านิตยสารกำแพง เพียงชั่วคราว ซึ่งมีสักกี่คนที่ให้ความสนใจในความเป็นเธอ ในมุมหนึ่งที่อยากสื่อออกไปให้รับรู้โดยทั่วกันว่า เธอมีความสุข 

.
.
.
#จบ


#เรื่องเล่าตามรายทาง
@khaooatssStory
ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมพูดคุยกันได้ที่
facebook.com/khaooatssStory
SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าตามรายทาง
ระหว่างทางที่อาจไปไม่ถึงปลายทางที่ฝันไว้
Writer
khaooatss
Writer
นักเขียนอิสระ ชื่นชอบการเดินทางและการเขียนงานสารคดี แต่งนิยายบ้างในบางขณะของชีวิต

Comments