ภาษาอังกฤษเป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร
"พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส"
        คำนี้เราคงได้ยินกันบ่อย ในหลายบทความ หลายรายการทีวี หรือวิทยุ แต่คงไม่บ่อยนักที่เราจะสามารถทำแบบนั้นได้จริง เมื่ออยู่ในช่วงอารมณ์ที่เจอแต่อุปสรรค และ วิกฤตในชีวิต
บทความวันนี้เป็นข้อคิดข้อนึงที่เราได้ จากชีวิตเราเอง ที่พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึก เอะ ขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย จริงๆแล้ว มันก็อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น อยู่ที่มุมมองที่เราใช้มองปัญหา หรือ วิกฤตที่เราพบเจอ
        เหตุการณ์ที่เราอยากเล่าก็คือ เรื่องของภาษาอังกฤษ สมัยนี้มันอาจจะเป็นเรื่องทั่วไป ไปแล้วที่ใครๆ ก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่สำหรับเรามันเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เราได้เรียนรู้ อยากเล่าย้อนกลับไปเมื่อตอนมัธยม เราเป็นคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย เข้าเรียนทีไร ก็หลับทุกคาบ เรียนก็เรียนและจบมาแบบผ่านๆ รู้ศัพท์บ้าง โครงสร้างประโยคนิดหน่อย แบบผ่านๆ แต่เอาจริงๆ ลึกๆแล้วเราก็รู้ว่าภาษาอังกฤษมันสำคัญ แต่มันไม่เข้าสมองเลยจริงๆ =_="

        พอเรียนจบแล้วเข้าสู่วัยทำงาน เราก็เจอปัญหากับการใช้ภาษาอังกฤษ เราทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงงานแบบ International ซึ่งหลายอย่าง การทำรายงาน การสื่อสาร หลายส่วนเป็นภาษาอังกฤษ ช่วงแรกเราหนักใจมาก เฮ้ย! ฟังไม่ออก พูดไม่ได้ แปลได้นิดหน่อย เพราะแปลจาก Google ^_^
         ความทุกข์ใจต่างๆ เกิดขึ้น จากการโกธรตัวเอง ความรู้สึกว่าทำไมตัวเองไม่ได้เรื่องอย่างนี้ แค่นี้ทำไมทำไม่ได้ ทำไมฟังไม่รู้เรื่อง แล้วมันก็ทำให้รู้สึกกลัว กลัวที่จะได้เดินผ่านผู้บริหาร พนักงานที่เป็นต่างชาติ กลัวว่าเขาจะถาม กลัวแม้กระทั่งการส่งเมล์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ไม่กล้าที่จะกดส่ง เพราะกลัวพิมพ์ผิด หรือกลัวพูดอะไรไปแล้วเขาไม่เข้าใจ กลัวสำเนียงไม่ได้
          จนนานๆเข้าเราเริ่มเหนื่อยกับความกลัวต่างๆ เริ่มถามกับตัวเองว่า "เฮ้ย เราจะกลัวไปทำไมวะ" , "เฮ้ย ทำไมเขาทำได้ ทำไมเราถึงทำไม่ได้" เราเริ่มเปลี่ยนมุมมองตัวเอง ไม่ได้เลิกกลัว แต่เริ่มที่จะมีความกล้ามากขึ้น แบบ "เอาวะ เป็นไงเป็นกัน" ส่วนนึงที่เราเริ่มเปลี่ยนมุมมองตัวเองได้ เราว่าเนื่องจากสิ่งแวดล้อม ที่มีการใช้ภาษาอังกฤษเยอะ จากหัวหน้าเราเองที่กระตุ้นแกมบังคับ ให้เราเริ่มใช้ภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่ามันจะถูก จะผิดบ้าง เขาก็ไม่เคยว่า หรือด่า ทำให้เราได้ข้อคิด ที่ว่า "เอาจริงๆแล้วหลายๆอย่างมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด แค่เราลองที่ทำมัน"
         เราเริ่มจากการส่งเมล์เป็นภาษาอังกฤษ คัพท์คำไหนไม่ได้ก็ถาม Google ดูยูทูปรายการที่สอนภาษาอังกฤษ ฝึกฟังข่าว ฟังพ็อดคาส เป็นภาษาอังกฤษมาเรื่อยๆ จนมีเหตุการณ์ที่เรารู้สึกได้ว่าเฮ้ย ภาษาอังกฤษเราดีขึ้น ก็คือตอนที่เราต้องโปรเจ็คหนึ่งกับ RD ( research and development ) ที่เป็นต่างชาติและหัวหน้าเราปล่อยให้ทำงานกับเขาคนเดียว จนเราต้องงัดทั้งสกิลการฟัง คลังคำศัพท์ในหัว สกิลภาษามือ ภายในเวลา หนึ่งอาทิตย์ที่เราต้องเจอกับเขาทุกวัน ทำให้เราคิดได้ว่า เฮ้ย!! สกิลการฟังเราดี ขึ้นมาก และกล้าที่จะพูดมากขึ้น

          อีกข้อคิดนึงที่เราได้การการเรียนรู้ในยูทูป เราได้ยินประโยคนึงจากพี่ลูกกอล์ฟ รายการ English room ว่า  
  "ภาษามันเป็นแค่เครื่องมือการสื่อสาร แค่เราใช้สื่อสารแล้วคนอื่นรู้เรื่องมันก็ถือว่าสำเร็จแล้ว" 
            นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะภาษาอะไร มันก็เป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสาร ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเราเป็นคนแบบไหน เราใช้มันเพื่อการสื่อสาร ถ้าเราสื่อสารรู้เรื่องเราก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปกังวลสำเนียง กังวลโครงสร้างประโยคอะไรขนาดนั้น  
( ถ้าโครงสร้างถูกด้วยมันก็ถือว่าดี โอเคนะ ^__^ )



      ถึงตอนนี้ถือว่าเราเก่งไหม ถึงได้มาเขียนบทความได้ คำตอบก็คือ ไม่ เราก็ยังฟังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม พูดติดๆขัดๆ ไม่รู้คำศัพท์เหมือนเดิม พูดสำเนียงไทยแบบพูดเหมือนอ่านอยู่เหมือนเดิม แต่ทัศนคติต่อภาษาอังกฤษ เราเปลี่ยนไป เรามีความกล้ามากขึ้น กล้าพูด กล้าใช้มันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เรารู้สึกเหมือนเราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นนึง
          เราแค่อยากแชร์ความคิด ความรู้สึกที่เราคิดได้จากประสบการณ์ของเราเอง เราเชื่อว่าน่าจะยังมีคนที่ยังกลัวแบบเรา หรือคิดได้แล้วแต่ยึกๆยักๆ ไม่กล้าที่จะเริ่มเรียนรู้สักที ตอนนี้เราก็อายุ 25 แล้ว เราก็เริ่มเรียนรู้ใหม่ เข้าห้องเรียน เรียนโครงสร้างประโยคใหม่ เริ่มเรียน Tense ใหม่ เพื่อให้ใช้อย่างถูกต้องมากขึ้น

          เป็นกำลังใจให้ทุกคน และขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ เขียนผิดเขียนถูก เขียนไม่รู้เรื่อง ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ
บ๊ายยยยย ^___^
SHARE
Writer
Mayasunny
ETC.
เอาไว้บันทึกว่าวันนี้เรารู้สึก และคิดอะไรอยู่

Comments