ถนนที่ขรุขระกับการเดินทางของฉัน
ผ่านมาได้สองปีนิดๆกับการใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ของฉัน และเพื่อนๆอีกหลายคนผู้ร่วมชะตากรรม

จริงๆฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียกมันว่าเป็นชะตากรรมดีมั้ย เพราะนี่คือสิ่งที่ฉันเลือกเอง และเต็มใจเลือก เพราะงั้นขอเรียกว่าเป็นพรหมลิขิตที่ได้เจอพวกแกละกันนะ


ถ้าให้เปรียบชีวิตของฉันสมัยปีหนึ่งกับปีสอง คงเป็นถนนในหมู่บ้านกับถนนลูกรังที่อบต.ไม่ดูแล

ชีวิตน้องใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันรองจากชีวิตม.ปลาย ปี1เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ แคลคูลัส สถิติ อังกฤษ วิชาบังคับของมหาวิทยาลัย(ที่ไม่รู้ว่าเรียนแล้วได้ประโยชน์อะไรจากชีวิต นอกจากการได้รู้จักเพื่อนต่างคณะดีๆอีกหลายคน)

ตื่นเช้าไปเรียน งีบบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง กินขนมบ้าง ตั้งใจเรียนบ้าง สลับๆกันไป กลางวันกินข้าว ตอนเย็นก็หาร้านอะไรใหม่ๆลอง กลับหอมาออกกำลังกายนิดๆหน่อย อาบน้ำ อ่านหนังสือ เข้านอน วันไหนไม่เหนื่อยมากก็จะตั้งนาฬิกาปลุกตอนเช้ามาอ่านหนังสือต่อ 
นอกจากการใช้ชีวิต การเรียนในปี1เป็นอีกอย่างที่ฉันสนุกกับมัน โดยเฉพาะฟิสิกส์และแคลคูลัส ฉันจบปี1มาด้วยเกรดที่อาจไม่สูงมากสำหรับคนอื่น แต่มันเป็นเกรดที่ฉันภูมิใจ

ปี2 เปิดบล็อคแรกมาด้วยความทุลักทุเล ด้วยเนื้อหาที่มาก มาก มากกว่าที่เคยเจอในเวลาอันสั้น ฉันเคยคิดว่าการที่เราได้โฟกัสแค่วิชาเดียวมันทำให้เราเรียนสะดวกขึ้น แต่ความคิดนี้ทำให้ฉันเป๋ไปพอสมควร

เช้าไปเรียน ตั้งใจเรียน เอ๋อบ้าง งงบ้างก็ถามเพื่อน เย็นกลับหอมาอาบน้ำ อ่านหนังสือต่อ ตั้งปลุกให้เช้าๆ กินข้าวไปอ่านหนังสือไปด้วย สอบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ บางเสาร์อาทิตย์กลับบ้าน ก็ต้องอ่านหนังสือ หรือถ้าใกล้สอบก็ไม่กลับ สิ่งที่ทำ แน่นอน ก็อ่านหนังสือ 

ฉันรู้สึกว่าฉันถูกความเครียด ความคาดหวัง และการเรียนค่อยๆกัดกินความเป็นตัวเองไปทีละนิด

ส่วนคะแนนก็.. ไม่ค่อยเป็นตามที่หวังซักเท่าไหร่

ยอมรับว่าช่วงแรกเครียดมาก เหนื่อยมาก ข้อความที่ฉันเกลียดที่สุดคือประเภท ‘ปีอื่นเหนื่อยกว่านี้อีกนะน้อง’ 

เอ้า ก็อยู่ปีสองจะให้บ่นชีวิตปีหน้าๆได้ไงวะ ไม่รู้โว๊ยไม่เคยเรียน ก็ตอนนี้เหนื่อยอ่ะ ทำไมหรอ


ไม่ก็ประเภท  ‘เรายังพยายามไม่มากพอ คนอื่นเขาพยายามหนักกว่าเราหลายเท่านะ’

อ่ะ แสดงว่าไม่รู้ว่าโลกนี้มีหลายคนนักที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลัง มีเวลาเล่นเกม ออกกำลังกาย ทำนั่นนี่ในชีวิต เพราะเขาหัวไว เข้าใจบทเรียนง่าย และความจำดี และมีอีกหลายคนที่ตรงข้ามกับคนประเภทข้างบน 

คะแนนที่สวนทางกับเวลาที่ใช้ในอ่านหนังสือของฉัน ทำฉันรู้สึกหมดหวัง ฉันอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเพราะความเครียด และนับครั้งไม่ถ้วนที่น้ำตาหยดลงบนจอไอแพด


จนกระทั่งฉันนึกถึงคำพูดของอาจารย์ที่พูดไว้ประมาณว่า
ขอให้นักศึกษาตั้งใจเรียน ตั้งใจเพื่อนำความรู้นี้ไปใช้รักษาคนไข้ของเราในอนาคต ไม่ใช่เพื่อเกรด อย่าให้คนไข้ต้องโชคร้ายที่มาเจอเราฉันตัดสินใจโยนความคาดหวังหนักๆของตัวเองที่แบกไว้บนหลังออกไปครึ่งหนึ่ง 

แล้วเริ่มใช้ชีวิตที่เป็นชีวิตในแบบที่ควรจะเป็นให้มากขึ้น

ไปออกกำลังกายบ้าง ฟิตเนส มวย หรือแม้แต่ไปเรียนเต้น นัดเจอเพื่อนม.ปลายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและชวนกันไปอ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับตัวเองแต่ไม่ให้ตัวเองอยู่คนเดียวโดยการออกไปหาร้านกาแฟใหม่ๆนั่งอ่านหนังสือ เบื่อๆก็หยิบนิยายมาอ่านแล้วค่อยกลับไปอ่านหนังสือใหม่

ผลคือ คะแนนเหนือบ้าง ตกมีนบ้าง เกาะมีนบ้าง แต่ฉันมีความสุขกับการเรียนมากกว่าตอนแรก เพียงแค่โยนความคาดหวังกับเรื่องคะแนนออกไปบ้าง และโฟกัสไปที่เป้าหมายที่ไกลกว่านั้น ว่าฉันเรียนไปเพื่ออะไร และไม่ลืมนึกถึงจุดเริ่มต้นหรือเส้นทางที่ผ่านมา ถึงจะทุลักทุเลไปหน่อย แต่ก็เป็นบทเรียนในชีวิตที่ดีนะ

เพราะเมื่อไหร่ที่ฉันหันกลับไปมองเส้นทางเหล่านั้น ฉันจะรู้สึกว่าฉันโตขึ้นไปอีกขั้น และแกร่งขึ้นเรื่อยๆโดยจะไม่ยอมสูญเสียความเป็นตัวเองอย่างแน่นอน.




เขียนโดย นศพปีสองคนหนึ่งทีี่ให้คะแนนความสุขของตัวเองวันนี้เต็มสิบ เพราะได้กินชาบู ช็อปปิ้ง อ่านหนังสือได้ตามเป้า และจำรหัสstorylogได้หลังจากลืมมาปีกว่าๆ


SHARE

Comments