ถึง คอน-หวัน
8 มีนาคม 
ยายเข้าโรงบาล


นั้นคือคำพูดที่พ่อบอก ในคืนวันศุกร์ที่ผมกลับดึกจากการทำงาน ผมตกใจแต่ก็ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้พ่อเห็น 

“แล้วยายเป็นไงบ้าง” 
“แม่บอกว่าอาการไม่ค่อยดี หมอกำลังให้เข้าห้อง ICU” 

ใจผมเหมือนหยุดเต้น เรารู้ว่าซักวันเรื่องนี้มันต้องเกิดขึ้น แต่เชื่อผมสิเมื่อถึงวันนั้น ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็จะต้องใจหาย 

9 มีนาคม
หลวงตาบอกว่า ความตายคือสิ่งเที่ยงแท้ แม้แต่พระพุทธก็ไม่อาจหนี  
ผมกับพ่อตัดสินใจขับรถออกจากเชียงใหม่ตั้งแต่ ตี 4 เพื่อไปให้ทันเวลาเยี่ยมของห้องICUนั้นคือก่อนเที่ยง ผมถึงนครสวรรค์เวลาใกล้ๆเที่ยงพอดี และรีบไปที่ห้องICU ภาพที่ผมเห็นคือ ยายนอนบนเตียงพร้อมกับท่อและเครื่องช่วยหายใจ ผมค่อยๆเดินอย่างช้าๆไปจับมือของยาย มือยายที่เหี่ยวแห้ง ผมกำมือยายไว้ค่อยๆบีบอย่างแผ่วเบาเพื่อให้ยายรู้สึก

“ยายผมมาแล้วนะ นัทมาแล้วนะ” 

ยายลืมตาขึ้นมองผม และขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ผมจึงบอกยายว่าผมสบายดี นี่รีบมาหายายเลยนะ พูดแบบเดิมที่คุยกันบ่อยๆเพื่อให้ยายไม่เครียดมากเกินไป ผมยืนกุมมือยายไว้จนหมดเวลาเยี่ยมช่วงเที่ยงก็ออกจากห้องมา ผมตัดสินใจยกเลิกงานทั้งหมดในสองเดือนต่อจากนี้เพราะผมคิดแล้วว่า จะอยู่กับยายทุกวันจนกว่ายายจะออกจากโรงพยาบาล แต่ผมรู้อยู่ในใจลึกๆว่าครั้งนี้มันต่างออกไป....

28 มีนาคม
นัท ยายไม่ได้กลับบ้านแล้วนี่คือคำพูดของแม่ที่เดินออกมาจากห้องหลังจากหมอเรียกลูกๆทุกคนเข้าไปคุย และมีพี่สาวผมเข้าไปด้วยอีกคนเพื่อจดบันทึกข้อมูล หมอบอกว่ายายมีอาการไตวาย และหัวใจเต้นไม่ปกติ ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ให้ยาเพื่อยืดอาการไว้ให้ทรงตัว แต่ยายไม่สามารถหายใจเองได้อีกแล้ว 

ผมกอดแม่ให้แน่นที่สุด ผมไม่เคยเห็นแม่อ่อนแอขนาดนี้มาก่อน แต่ก็ใช่ว่าผมจะเข้มแข็งอะไรมากมาย แต่ผมกับพี่เราทำใจไว้ก่อนแล้ว เพราะตลอดเวลาที่ยายป่วยผมกับพี่ได้โทรปรึกษาเพื่อนๆที่เป็นหมอมาตลอดและทุกคนบอกคล้ายกันว่าให้ทำใจไว้ด้วย ตลอด 27 วันที่ผมมาหายายผมไม่เคยร้องไห้ วันนี้ก็คงจะเป็นเช่นเดียวกัน..

ที่นี่ห้องICUจะหมดเวลาเยี่ยมเวลา 20.00 น. ผมยืนเฝ้ามองญาติๆเดินออกไปทีละคนๆจนเหลือผมกับพี่เป็นสองคนสุดท้าย  ผมเดินไปจับมือยาย มือที่เคยเลี้ยงผม ทำกับข้าวให้ผม และตีผมเวลาทำเรื่องไม่ดี มือที่ตอนนี้ปูดบวมจากอาการของโรคไต ผมยกมือยายขึ้นมาจับที่หน้าผมอย่างแผ่วเบาเหมือนเวลาที่ยายให้พรตอนที่ผมไปหาก่อนจะกลับเชียงใหม่ พี่สาวผมยืนมองและร้องไห้ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราทั้งคู่ได้มาเจอยาย

“ยาย นัทรักยายนะ” 

นั้นคือคำพูดสุดท้ายที่มีคนพูดกับยาย ในคืนนั้น...

29 มีนาคม 23.55 น. 

ทุกคนรีบวิ่งออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ เพราะพยาบาลโทรมาบอกว่า ยายหัวใจเต้นอ่อนมากให้รีบมาโดยด่วน แม่พี่สาวและป้าอีก 2 คนรีบวิ่งมาที่โรงรถ เรากำลังจะเลื่อนรถออกที่จอด ก็มีเสียงมือถือดังขึ้นอีกครั้ง เป็นมือถือของแม่

“นัทรับหน่อย แม่ไม่อยากรับ” 

แม่บอกผมแล้วยื่นมือถือมาให้ แม่เคยบอกแล้วว่าแม่ไม่อยากรับโทรโรงพยาบาล ผมจึงรีบรับทันที เสียงปลายสายเป็นเสียงของผู้หญิง

“ตอนนี้คุณยายหัวใจหยุดเต้นแล้วค่ะ” ผมกำมือถือไว้แน่นก่อนจะบอกแม่ว่า ทุกเสียงเหมือนเงียบหยุดลง มีเพียงเสียงของผมที่พูดขึ้น

แม่.....ยายไปแล้ว หัวใจยายหยุดเต้นแล้ว


ในค่ำคืนนั้นทุกอย่างยังคงอยู่ในใจผมเสมอ ผมได้เสียคนที่รักไปแล้ว ไม่มีอะไรย้อนคืนได้อีก หลังจากนั้นทุกคนก็ขับรถไปถึงห้องICU พวกเราไปยืนอยู่ที่ปลายเตียงของยาย ผมค่อยๆร้องไห้อย่างควบคุมไม่ได้ หลังจากนำร่างของยายไปห้องดับจิตเราก็กลับบ้านมาต่างคนต่างไม่พูดอะไร เราเหนื่อยกันมากโดยเฉพาะแม่ เรารู้เพียงว่าในคืนนี้อย่างน้อย ยายก็ไม่ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว 

ใน 2 เดือนต่อมาผมอ่านหนังสือเหล่าจื่อถึงได้เข้าใจ บางอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกของผมในตอนนั้นว่า 

“ธรรมชาติล้วนเป็นไปตามวิธี น้ำย่อมต้องไหลจากสูงลงต่ำ ดวงอาทิตย์ย่อมขึ้นและตกลง เราทำได้เพียงเข้าใจ และรับรู้ถึงมันเท่านั้นเอง” 


SHARE
Written in this book
Emotions on life
Writer
Singtosan
ชายผู้หลบซ่อนตัวในความสงบ
เราคือชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่อย่างสงบในหมู่บ้านอันห่างไกล ไม่ต้องพบเจอผู้คนมากมายก็ได้ แค่ในยามราตรีได้นั่งเขียนข้อความถึงดวงจันทร์และท้องฟ้า บอกเล่าความฝันของผู้คนก็เพียงพอแล้ว

Comments