เริ่มต้นจากตรงไหนดีนะ
เรื่องราวต่อไปนี้คงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคุณ เพื่อนผู้เป็นที่รัก

ใครๆก็เคยมีความรัก ใช่ มันเป็นความรู้สึกที่ธรรมดาที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ครอบครอง เรารักคนๆนึงจากอะไร นิสัย หน้าตา รอยยิ้ม คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าเราต่างรักโดยไร้เหตุผล คุณพยายามหาเหตุผลมาอธิบายความรักที่เกิดขึ้นกับคุณ ทั้งๆที่จริงๆแล้วคุณไม่ได้รักเธอหรือเขาคนนั้นด้วยเหตุผลบ้าบออะไรเสียด้วยซ้ำ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหมือนจะไม่มีจุดเริ่มต้น คุณเจอคนๆหนึ่ง มีความสุข และตกหลุมรัก คุณจะหาคำตอบได้อย่างไรว่านั่นคือความรู้สึกรักหรือเป็นเพียงความรู้สึกดีเท่านั้น ผมเคยสงสัยเช่นนี้ จนกระทั้งวันนึงผมฝัน ฝันว่าผมตะโกนบอกรักเธอ หลังจากการตะโกนครั้งแรก ผมย้อนถามตัวเอง แล้วสั่งให้ตัวเองพูดความรู้สึกจริงๆออกไปให้เธอฟัง ... แล้วผมก็บอกรักเธอครั้งที่สอง ผมตื่นขึ้นมาสู่โลกความเป็นจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้ ว่าผมรักเธอจริงๆ

บัดซบ...นี่ผมพูดคำว่า “ผมรักเธอจริงๆ”ลงไปอย่างไม่กระดากปาก คำพูดว่ารักเอาจริงๆแล้วมันคือกลุ่มก้อนของความไม่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์หรือศาสตร์ห่าเหวอะไรก็ตามที ความรักมันคืออารมณ์ และคุณเองก็รู้ ว่าอารมณ์ของมนุษย์มันผันเปลี่ยนไปได้เร็วขนาดไหน พริบตาที่ผมบอกว่ารักคุณ นั่นแหละคือวินาทีที่ผมโยนเอาความไม่แน่นอนที่อัดแน่นเสียยิ่งกว่าจุดกำเนิดของบิ้กแบงเข้าไปในใจของคุณ ทีนี้คุณก็จะสงสัย ว่าผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า คุณก็จะเริ่มคิด ว่าผมน่าเชื่อถือมากแค่ไหน และผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่า ต่อให้คุณจะเอาสมการบ้าบอคอแตกที่ซับซ้อนขนาดไหนมาหาคำตอบว่าคำพูดของผมมีค่าความจริงเป็นจริงหรือเท็จในทางตรรกศาสตร์ คุณก็ไม่สามารถเจอคำตอบที่ถูกต้องอยู่ดี เพราะผมเองก็ไม่รู้คำตอบนั้นเช่นเดียวกัน พูดอีกอย่างก็คือว่า ประโยคที่ว่า “ผมรักคุณ” ไม่เป็นประพจน์ คือไม่สามารถหาค่าความจริงได้ แต่คุณก็จะถามอีก ว่าคุณจะเชื่อใจผมได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้นผมก็ขอเปลี่ยนจากประโยคที่คุณไม่สามารถหาคำตอบได้ เป็น “ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างผมกับคุณ” ถ้าเป็นแบบนี้ผมก็คิดว่ามันเป็นประพจน์มากพอ ที่คุณจะหาคำตอบของมันด้วยวิธีการใดๆของคุณก็ตาม

คุณอาจจะสงสัย ว่าผมเริ่มรักคุณตั้งแต่ตอนไหน ผมว่ามันยากที่จะหาคำตอบ แล้วมันก็ยากสำหรับผมที่จะตอบ ลองนึกย้อนกลับไปในวันแรกที่ผมเห็นหน้าคุณ วันนั้นเรายังไม่รู้จักกัน แต่ผมก็จำคุณได้ ไม่รู้ว่าคุณโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่นๆหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าคุณคือคุณ แล้วผมก็จำคุณได้ มันก็เป็นไปได้ว่าทุกอย่างอาจจะเริ่มต้นจากตรงนั้น ตัวผมตอนนั้นคงไม่รู้ตัวหรอก ว่าไม่นานหลังจากนั้น เราจะกลายเป็นคนรู้จัก แล้วก็ตกหลุมรักเธอในที่สุด

คุณเป็นคนที่น่ารัก อันนี้ผมยอมรับ ผมไม่ได้หมายความว่าคุณมีลักษณะทางกายภาพที่งดงามน่าหลงใหลมากกว่าคนทั่วไป ผมไม่ได้หมายความว่าคุณมีภาพลักษณ์ที่สวยงามตามแบบสมัยนิยม คุณอาจจะเป็นแบบนั้น คุณอาจจะมีรูปลักษณ์ที่สวยงามจนใครๆต้องเหลียวมอง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผมมีความรู้สึกแบบนี้กับคุณ ผมจะขอขยายความให้ฟังเพิ่มเติม ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผมได้รับรองเท้าคู่หนึ่งที่พรีออร์เดอร์มาหนึ่งเดือนหรือสองเดือนก่อน มันสวยมาก มันคือรองเท้าที่สวยที่สุดที่ผมเคยมี(ผมหมายความตามที่ผมพิมจริงๆ เพราะมันสวยจริงๆ) ผมหยิบมันมาใส่ทันทีโดยไม่ลังเล ตอนแรกที่ผมใส่ ผมรู้สึกว่ามันกัดเท้าผม แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเพราะมันสวยมาก วันต่อมาผมใส่มันออกไปเดินเล่น แรกๆผมก็ไม่ได้สนใจที่มันกัด ผ่านไปไม่นานผมเริ่มเจ็บ เท้าเริ่มเป็นแผล วันนั้นผมกลับมาบ้านด้วยแผลที่เท้าประมานหกถึงเจ็ดแผล ตอนผมอาบน้ำมันทำเอาผมแสบเหมือนมีโซ่ตรวนอยู่รอบขา(ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ) ผมเลยนึกขึ้นได้ ว่าที่ผ่านมาผมมีความรักแบบนี้มาตลอด ผมให้ความสวยงามของบางสิ่งบางอย่างมาบังตาความเจ็บปวด ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกรักใครบางคนจริงๆหรือเปล่า ผมยอมทน ยอมอึดอัดกับรองเท้าคู่ที่สวยงาม คิดว่าเวลาผ่านไปเรื่อยๆมันคงจะดีขึ้นเอง ทั้งที่สิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะมีความสุขได้นั้นคือการถอดมันออก ใช่ ประโยคธรรมดาดาษดื่นที่ถูกพูดกันปากต่อปากนั้นเป็นจริง “ในการเดินทางไกล สิ่งที่เราต้องการคือรองเท้าคู่ที่ใส่สบาย ไม่ใช่รองเท้าคู่ที่สวยที่สุดในชั้นวาง” และใช่ คุณคือรองเท้าคู่นั้น ไม่สิ ผมจะเปรียบเทียบคุณกับรองเท้ามันก็ดูจะเหยียดเกินไป ผมหมายถึง ความสัมพันธ์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างเรา มันคือรองเท้าคู่นั้น รองเท้าที่ใส่สบาย ส่วนมันจะสวยงามมั้ยน่ะหรือ ผมบอกได้เลยว่า คุณจะดูดีมากเมื่อได้สวมมัน

ผมไม่เคยกินโซดาเปล่าๆ จนได้เจอกับคุณ ที่ร้านคอหมูย่าง คุณสั่งโซดามาหนึ่งแก้วกับน้ำแข็ง จนวันนี้โทรศัพท์คุณพัง ข้อความของผมไม่สามารถถ่ายทอดผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเร็วเท่าแสงไปหาคุณได้ ผมไม่รู้ว่าที่รู้สึกอยู่คือกำลังคิดถึงคุณอยู่หรือเปล่า แต่ผมเดินเข้าไปในเซเว่นแล้วซื้อโซดามาขวดนึง ผมดื่มมัน บ้าชะมัด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดแน่นอยู่ในนั้นมันทำเอากระเพาะของผมปั่นป่วน เหมือนเวลาคุณหยอดมุกบ้าๆแล้วทำเอาหัวใจของผมสั่นไหว ผมนั่งอยู่ตรงบันไดในวันที่ฝนตก หยิบโซดาขึ้นมาแล้วดูดมันด้วยหลอด ท้องของผมเริ่มอืด ผมนั่งดื่มโซดาอยู่ตรงนั้นเพียงแค่รู้สึกว่ามันเท่ดี แต่ก็เริ่มคิดว่าจะดูเท่ไปทำไมถ้าคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้น อืมมม แต่เอาจริงๆแล้วผมก็ไม่เคยพยายามจะดูคูลเวลาที่ได้อยู่กับคุณเลย ผมแค่เล่นมุกโง่ๆแล้วก็หัวเราะเต็มปาก ผมแค่รู้สึกเป็นตัวของตัวเองเวลาที่ได้อยู่กับคุณ และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าระหว่างเรามันมีอะไรบางอย่างที่พิเศษ(ซึ่งคุณอาจจะพูดว่า กูไม่ได้เห็นคิดไรเลย มึงอะคิดมาก) จนโซดาเริ่มหมดขวดแต่ฝนยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด ผมก็คิดว่าที่ๆคุณอยู่ฝนจะตกมั้ย คุณจะมีร่มหรือเปล่า ถ้าคุณตากฝนแล้วไม่สบายอีก ไม่รู้สิ เป็นห่วงคุณขึ้นมาซะงั้น คุณชอบทำทีเป็นคนสดใสร่าเริง แต่วันที่คุณเหนื่อย ก็อยากให้รู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ตรงบันไดเปียกๆหน้าหอที่ผมนั่งดื่มโซดาแล้วหวังให้ใครมาเห็นว่า “โห เท่ว่ะ” ผมหมายถึง ข้างๆคุณ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ผมก็ยังอยู่ข้างๆคุณเสมอ ไม่ได้หมายถึงข้างๆในทางกายภาพ ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณอยู่บนดาวอังคาร ผมอยู่บนโลก ผมมีคุณอยู่ในใจ คุณมีผมอยู่ในใจ นั่นแหละคืออยู่ข้างๆกันในความหมายของผม โอเคผมได้คำตอบของคำถามแล้ว ผมคิดถึงคุณ แล้วในวันที่ฝนตกแบบนี้ ก็เป็นห่วงคุณด้วย
ผมกินโซดาจนหมดแก้ว เอามันไปทิ้งลงถังขยะ แล้วก็คิดถึงคุณต่อไป
SHARE
Written in this book
ความรักในปลายฤดูฝน:HEYYO
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหนึ่งในนับแสนล้านความสัมพันธ์ใดๆทั้งที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจบนโลกใบนี้ อันด้วยเป็นความธรรมดาสามัญที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดจะเกิดความรักขึ้นภายในใจ อาจจะโรแมนติกหรือไม่โรแมนติกนั้น ผู้เขียนไม่อาจคาดเดาเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นได้เลย ผู้เขียนพูดได้แต่เพียงว่า นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง จะเรียกว่าสารคดีเกี่ยวกับความรักก็คงไม่ผิด และแน่นอน นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง
Writer
SpocK
นักบินอวกาศ
ชอบถ่ายรูปไปเรื่อย เก็บไว้เป็นความทรงจำ ชอบมองท้องฟ้า ชอบกลิ่นฝน ชอบเธอ

Comments