เริ่มต้นเพื่อพบจุดจบ
มีคนกล่าวว่า “ความรักไม่ผิด” ก็คงจะจริง 

แต่สำหรับ “รุทธ์” แล้ว คงไม่ใช่

ชายหนุ่มผู้มีอายุย่างเข้าเลขสามขบคิด ขณะกำลังยืนทอดมองแผ่นน้ำเบื้องหน้าที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ประกอบกับพระอาทิตย์กำลังตกลับเส้นขอบฟ้า แสดงถึงความอัสดงที่จะแปรเปลี่ยนเป็นห้วงราตรีอันมืดมิดในเวลาอีกไม่นาน ทว่าความคิดหนึ่งพลันแล่นขึ้นมาในหัว “กี่โมงแล้ววะ” พอก้มดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าเป็นเวลาย่ำค่ำแล้ว คงต้องกลับเข้าที่พัก

ผู้คนยังคงพลุกพล่านตามริมชาดหาด เมื่อมองจากภายในโรงแรมที่ห่างเพียงสามร้อยเมตร คงเป็นเพราะบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของตลาดท้องถิ่นอันเก่าแก่ของชุมชนละแวกนี้ด้วยกระมัง นักท่องเที่ยวรวมถึงคนในพื้นที่จึงมักมาซื้ออาหารและขนมขบเคี้ยวอยู่เป็นประจำทุกวัน

ครั้นพอเขาพินิจได้ครู่ใหญ่จากห้องรับรองแขกชั้นล่างสุด กลิ่นของอาหารที่บริกรยกมาวางก็ลอยเข้าจมูก ทำให้เขาหันมาสนใจสิ่งตรงหน้า ความหิวเข้ามาแทนที่ ไม่นานนักรุทธ์ก็เริ่มดื่มด่ำกับความอร่อยของอาหารรสเลิศของโรงแรมหรูระดับสี่ดาว

เพราะอะไรกัน ทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ จริงๆแล้วเขาตั้งใจลางานเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และผ่อนคลายความเครียดที่สะสมอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว หรือแม้แต่ความรัก อันที่จริง คงเป็นเรื่องความรักแหล่ะ ที่ทำให้เขาดั้นด้นมาถึงที่นี่

ย้อนกลับไปเมื่อสองสามปีที่แล้ว สมัยที่เขาเพิ่งทำงานที่บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งใหม่ๆ รุทธ์ได้เริ่มฝึกงานกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อ “พี่ณัฐ” ซึ่งเป็นผู้ชายที่เจ้าเสน่ห์พอสมควร ใครเห็นเป็นได้หลงกันทุนคน ทั้งเสือชะนีเก้งกวาง เรียกได้ว่ามากันทั้งสวนสัตว์กันเลยทีเดียว และหนึ่งในนั้นก็คงมีรุทธ์ที่ชอบในตัวผู้ชายคนนี้

ส่งผลให้คนที่ชื่อ ณัฐ ถูกคนรอบข้างเรียกว่าเป็นเสือตัวพ่อ เพราะมีนิสัยเจ้าชู้มาอันดับหนึ่ง

กลับกัน เมื่อลองมองมาที่ รุทธ์ จริงๆแล้ว เขาไม่ได้เป็นคนที่หล่อเหลาอะไรมาก แต่ก็มีความน่ารักอยู่ในตัว ด้วยความที่เขามีใบหน้าที่อ่อนหวานเกินชาย แถมมีผิวขาวนวล ไม่ได้ตุ้งติ้งมาก แต่ก็มีบางอากัปกิริยาที่แสดงออกถึง ทำให้เขาถูกตีตราว่าเป็นพวกเบี่ยงเบนทางเพศมาตั้งแต่เด็ก ถูกสังคมล้อเลียนจนเขาต้องเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นเอาไว้ เพราะจริงๆแล้วเขาก็เป็นดั่งเช่นคนเค้าพูดกันนั่นแหล่ะ!!! แต่ไม่มีใครยอมรับในตัวเขาเลย ไม่มี แม้แต่คนเดียว!!!

รุทธ์ ทนสิ่งต่างๆที่บั่นทอนจิตใจและเก็บปมนี้ไว้จนกระทั่งเข้าทำงาน และพบกับ พี่ณัฐ ผู้ซึ่งทำให้หัวใจของเขากลับมาเต้นอีกครั้ง เพราะคนที่อยู่ตรงหน้า เป็นเหมือนผู้ชายในฝัน คนที่ตรงสเปคเขามากที่สุด เขาอยากเป็นแฟนกับพี่เค้า!!! แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ ในตอนนั้น เขารู้ว่าคนอย่าง พี่ณัฐ จะหันมาชอบผู้ชายด้วยกัน คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากแฟนทุกคนของพี่เค้า ล้วนสวยและน่ารัก อันต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง

ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ตนเองก็ยังไม่ละความพยายามในการจีบ เพราะรุทธ์คิดว่า ถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้ น่าจะไม่เสียหายอะไร ตั้งแต่ ตั้งใจฝึกงาน ดูแลพี่เค้าเป็นอย่างดี ทั้งชงกาแฟให้ สั่งอาหารให้ ทำงานเอกสารให้ตอนที่พี่เค้าไม่อยู่ และอีกหลายอย่าง จนเพื่อนร่วมงานแซวกันว่าขรมว่าเป็นแฟนกันหรือเปล่า

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็ได้คบกับพี่ณัฐเป็นแฟน ในวันที่เขาได้ไปกินข้าวด้วยกันครั้งแรก วันนั้นเป็นวันที่เขายอมรับว่าจำไม่เคยลืม มันดีใจสุดๆ ไม่นึกเลยว่าผู้ชายที่เขาชอบจะบอกรักตรงหน้า มันคุ้มกับความพยายามเป็นปีที่ทำมา ช่วงเวลานั้น พี่ณัฐพูดกับเขาพร้อมกับลูบหัวเขาเบาๆว่า

“ความรักมันไม่ขึ้นอยู่กับเพศไหนทั้งนั้น พี่เชื่อว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม ไม่มีรักไหนที่ผิดธรรมชาติ แต่คนต่างหากที่กำหนดมันให้ผิดแปลก ใครจะมองเรายังไง ไม่ต้องคิดมาก ขอแค่รู้ว่า เราเป็นอย่างนี้แล้วเรามีความสุข ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”
 
เขาประทับใจกับคำพูดของพี่ณัฐในวันนั้นมาก และเขาก็ตกลงเป็นแฟนกับพี่ณัฐทันที โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลอะไรยืดยาว เพราะมีแค่คำเดียว “รัก” เท่านั้นจริงๆ

“รอบนี้พี่เปิดใจครั้งแรกกับเราเลยนะ พี่รักที่รุทธ์เป็นรุทธ์นะ พี่เห็นความจริงใจที่เรามีให้พี่ ยังไงพี่ก็จะรักรุทธ์ตลอดไป ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ความรักของเราต้องไม่มีอะไรขวางกั้น”
 
เขาจะเชื่ออย่างนั้นจริงๆ หากเพราะโลกนี้ไม่มีคำว่า “ตลอดไป” ทำให้คำพูดนั้นมันบาดแทงเขาอีกครั้ง มันเหมือนดาบเล่มใหญ่กำลังค่อยๆทิ่มแทงเข้ามายังหัวใจทีละนิดๆในตอนนี้ เมื่อนึกถึงมันก็ทำให้เขาย้อนเห็นภาพของเดทแรก ภาพที่สะท้อนวันที่เขามีความสุขกับพี่ณัฐ ซึ่งเป็น ริมชายหาดแห่งนี้

นั่นคือเหตุผลจริงๆว่าทำไมเขาถึงเลือกมาพักผ่อนที่นี่ อันที่จริง พรุ่งนี้ก็จะครบรอบวันเดทแรกระหว่างเขากับพี่ณัฐ 2 ปีแล้ว เขากะจะมารำลึกความหลัง เพราะถึงแม้เขาจะเลิกกับพี่เค้าไปแล้ว แต่เขายังรักพี่เค้าอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่นั่นมันคือรักแรกและเป็นรักแท้ของเขา ทำยังไงก็ลืมไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากลืมด้วย!!!

วันนั้นวันที่เขาเดทกับพี่ณัฐ มันเป็นวันที่ทั้งคู่เป็นตัวของตัวเองที่สุด ไม่มีเส้นกั้นระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง หรือผู้ชายด้วยกันอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงคู่รักธรรมดาที่เป็นแฟนกัน กำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำและนอนอาบแดดบนชายหาดตลอดทั้งวัน จนกระทั่งตกเย็น…

“วันนี้สนุกมากเลยอะพี่ณัฐ วันหลังพาน้องมาเที่ยวอีกนะ” รุทธ์พูดด้วยรอยยิ้มกว้าง ด้วยคำพูดที่แทนตัวเองว่า ”น้อง” กับแฟนตัวเองเพียงคนเดียว ซึ่งอายุห่างกับเขาเกือบ 5 ปี จนคนฟังหลุดหัวเราะออกมา

“ได้เลย ยังไงก็ต้องมีวันหน้าอยู่แล้ว ใช่มั้ยครับตัวเล็ก” ณัฐพูดก่อนจะเอามือไปโอบไหล่

 “พี่ก็ บอกแล้วไงว่าน้องไม่ได้ตัวเล็กนะ” รุทธ์พูดเสร็จแล้วก็เบ้ปากใส่คนตัวโตกว่าเขาเพียงนิดเดียวจริงๆ แค่สิบกว่าเซนต์เอง

“ฮ่าๆ ก็เราตัวเล็กจริงนี่นา หรือว่าไม่จริง” ณัฐพูดพลางลูบหัวเจ้าตัวเล็กของเขา ก่อนจะกระชับตัวรุทธ์เข้ามาใกล้ จนเจ้าตัวก็พลันตกใจ ก่อนที่จะเอนหัวมาซบไหล่ของผู้เป็นพี่

“น้องรักพี่นะ รักมากๆเลยด้วย” รุทธ์พูดก่อนจะเอาหน้าไปซุกกับอกของพี่ณัฐ ก่อนจะสวมกอด ทำให้เขาแปลกใจนิดนึงก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

“เป็นอะไร หืมม เจ้าตัวเล็ก ทำไมถึงอ้อนพี่แบบนี้ อยากได้อะไรรึเปล่าเนี่ย”

“ไม่มีครับ น้องก็แค่อยากบอกรักพี่” คนพูดพลางยิ่งมุดหน้าลงไปอีกเพราะความเขิน จนคนฟังขยี้หัวของรุทธ์อย่างเบามือ

“น่ารักจริงๆเลย…พี่ก็รักรุทธ์เหมือนกันครับ” พูดเสร็จก็ละมือที่กอดอยู่แล้วดูนาฬิกาที่ใส่อยู่ ก็พบว่ามันเย็นแล้ว ควรจะพาคนที่เอาแต่หัวตัวเองซบกับอกของเขาแล้วยังทำเสียงงุ้งงิ้งอยู่นี่ไปกินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวจะหิวแล้วงอแงเหมือนเด็กอีก เพราะปกติก็ทำตัวเป็นเด็กน้อยไม่สมกับวัยอยู่แล้ว 

"น่ารักดี อยู่กับพี่ไปแบบนี้แหล่ะ อยู่ไปนานๆนะ พี่มีความสุขที่สุดในชีวิตเลย"  คิดแล้วก็กระชับกอดให้แน่นขึ้นสักพัก ก่อนจะคลายลงแล้วพูดขึ้น
 
“ตัวเล็ก”

“ครับ?” รุทธ์ดันหัวตัวเองออก ก่อนจะแหงนหน้ามองคนที่ยิ้มกว้างให้อยู่

“ไปกินข้าวครับ ตอนนี้มันเย็นแล้ว เดี๋ยวเราจะหิวซะก่อน” เจ้าตัวเล็กได้ยินแบบนั้นก็เลยยอมดึงมือที่ตัวเองโอบคนตัวโตกว่าออกแล้วเปลี่ยนไปจับมือแทน

“โอเครครับ” สิ้นคำ ทั้งคู่ก็เดินจับมือกัน ก่อนจะเข้าร้านอาหารเป้าหมายที่ห่างจากริมชายหาดที่ยืนอยู่ไปประมาณสี่ร้อยเมตรและดื่มด่ำกับรสชาติอันเลิศในคืนนั้น จวบจนราตรีเข้าครอบงำห้วงเวหาสอันแสดงถึงกาลแห่งนิทรา ที่ดั่งดวงจันทราเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักของเขาทั้งคู่

...แต่คงไม่มีวันหน้าที่พี่ณัฐจะพาเขามาที่ชายหาดแห่งนี้อีกแล้ว

เพราะเจ็ดเดือนต่อจากนั้น...

วันเวลาแห่งความสุขได้หายไปทันที ภาพตรงหน้าดับวูบลงทันตาเห็น เมื่อ...

พี่ณัฐได้บอกกับเขาว่า ทางครอบครัวให้แต่งงานกับผู้หญิงที่มั่นหมายไว้ พี่ณัฐไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อกับแม่ของตนเองต้องบงการชีวิตของเค้าด้วย แม้แต่เรื่องความรัก ก็ไม่ยอมรับ มีเพียงแต่ป้ากับน้าที่เข้าใจว่า ตัวหลานคนนี้รักใครกันแน่ แม้ว่าจะเป็นผู้ชายก็ตาม แต่พ่อกับแม่ไม่เคยเข้าใจ อธิบายยังไง ก็ไม่ฟัง แม้ว่าคุณป้ากับคุณน้าจะช่วยอธิบายแล้วก็ตาม 

พอทนไม่ไหวกับคนค้าน พ่อกับแม่ก็เลยขู่ว่า

ถ้าไม่มีหลานให้แม่ หรือไม่แต่งงาน แม่จะไปขู่น้องรุทธ์ของแกให้กลัวหัวหด จะได้ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตแกอีก ถ้าแกรักมันจริง แกต้องบอกมันแล้วเลิกกันซะ!!!

ลูก ถ้าลูกรักพ่อจริง ลูกเลิกกับเค้าเถอะ พ่อขอร้อง
 
คำพูดนานาสารพัดจากปากผู้เป็นบุพการีของตนเอง เวลานั้นณัฐได้แต่ร้องไห้และโกรธตัวเองว่าจะทำให้คนที่เขารักมากและคนที่รักเขามากที่สุดในชีวิตจะเสียใจมากถึงมากที่สุด

แม้พี่ณัฐจะโพนทะนาว่าเขาต่อล้อต่อเถียงกับพ่อและแม่สุดความสามารถแล้ว แต่เพราะ "รัก" จึงต้องมาบอก ขอเลิกกับคนตรงหน้าโดยสุดวิสัยและเพราะความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รุทธ์เสียใจหนักมาก เพราะอนาคตที่วาดหวังไว้กลับพังทลายลงมา แม้จะเข้าใจคนตรงหน้าก็ตาม

“ฮึก..ฮือ…พี่ณัฐ ทำไมอะ ทำไม…ฮือ”

“พี่ขอโทษ พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ”

“น้องให้อภัยนะ แต่น้องไม่เข้าใจ ทำไมความรักเรามันต้องเป็นแบบนี้ด้วย ทั้งๆที่มันต้องนานกว่านี้ น้องอยากทำอะไรให้พี่อีกหลายอย่างเลย แค่อยากให้เหมือนคู่รักคนอื่นๆมันไม่ได้เลยเหรอ”

“พี่เข้าใจครับคนดี พี่ขอโทษ” ณัฐพูดก่อนจะดึงเจ้าตัวเล็กเข้าไปกอด แล้วก้มจูบลงบนผมหอมๆของคนที่ร้องไห้อยู่ ก่อนเจ้าตัวจะสวมกอดตอบ

“น้องไม่ไหวแล้ว น้องรักพี่มากเลยนะ น้องไม่ยอมให้พี่ไปเป็นของใครด้วย น้องไม่ยอม…ฮือ….” และแล้วรุทธ์ก็ร้องไห้อีกรอบ

“พี่ก็รักเรานะตัวเล็ก พี่รักมากๆ มากกว่าใครทุกคนที่พี่เคยคบด้วย พี่รักเรานะ ยังไงพี่ก็จะรักตลอดไป แม้ว่าจะต้องแต่งงานก็ตาม”

“จริงนะ” “จริงสิครับ”

จากนั้นทั้งคู่ก็บดจูบระหว่างกัน แต่เป็นจูบที่นิ่งและยาวนานจนเสมือนว่า เป็นสัญญาณถึงการจากลาอย่างไม่อาจพบเจอกันอีก เพราะหลังจากนั้นรุทธ์ที่ทั้งช็อกและเสียใจ ก็ทำงานทั้งน้ำตาได้เพียงแค่วันเดียว วันถัดมาจึงยื่นใบลาออกทันที และไปสมัครงานกับบริษัทที่เขาอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งทำให้เขาไม่มีวันเจอกับพี่ณัฐอีกเลย ไม่พยายามหาข่าวสารด้วย แม้ว่าในใจส่วนลึกจะคิดถึงตลอดเวลา

เขารู้ว่าเขาทำตัวเอง แต่เขาก็ไม่อยากเจอหน้าพี่ณัฐอีกนับตั้งแต่วันที่โดนบอกเลิก ทั้งๆที่เขาก็เชื่อว่าพี่ณัฐคงยังรักเขาต่อไป และจนถึงวันนี้เขาก็ยังรอและรักพี่ณัฐเหมือนเดิม แต่ไม่อาจข้องเกี่ยวกันได้เพราะจะดูไม่ดี ยอมรับว่าวันนั้นมันผิดที่เขาเองไม่สามารถทนความเสียใจที่ถาโถมเข้ามาได้ จึงเลือกที่จะหนี หนีให้พ้นกับเครื่องจักรที่มันบดขยี้หัวใจจนบอบช้ำและไม่อาจเยียวยาได้ เขาเลยเลือกที่จะออกจากชีวิตพี่ณัฐเอง

ความคิดพลันจบลงเมื่อพบว่า ตอนนี้ เลยมาเกือบชั่วโมงแล้ว หลังจากนั่งเหม่ออยู่นาน รุทธ์เลยเรียกบริกรให้เก็บเงินเลย เพราะวันนี้สมองคงไม่ไหว สงสัยต้องนอนอย่างเดียว คิดดังนั้น เมื่อทำธุระเสร็จก็ขึ้นชั้นบนของโรงแรมและเข้าห้องพักของตนเองทันที 

ก่อนจะล้มตัวลงนอน พลันคิดขึ้นมาว่า พรุ่งนี้จะเจอพี่ณัฐมั้ยนะ ความหวังที่ไม่อาจเป็นไปได้ แต่ไม่นานนักด้วยความล้า ทำให้ร่างกายเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว


แสงย่ำรุ่งของเช้าวันใหม่ฉายเข้ามาทางหน้าต่างของห้อง ทำให้เจ้าตัวรู้ว่านี่เช้าแล้ว ทำให้รุทธ์รีบจัดการตัวเองก่อนจะลงไปยังห้องรับรองแขกเพื่อทานอาหารเช้า และรีบไปที่ชายหาดเพื่อรับแสงอรุณยามเช้า แดดอุ่นๆ ทำให้นึกถึงบรรยากาศวันนั้น

“คิดถึงจังเลยครับ”

ว่าพลางเตะทรายบนชายหาด ก่อนน้ำตาแห่งความหลัง จะไหลหลั่งทันทีที่ภาพแห่งความทรงจำย้ำเตือนเขาอีกครั้ง ธารน้ำใสจากดวงตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง และหยดลงผืนทรายกว้างที่มีผืนน้ำของทะเลใหญ่อยู่เบื้องหน้า

มีเพียงหาดทราย ทะเล สายลม กับสองเรา
ยินเพียงแผ่วเบา ยินเพียงเสียงคลื่นกับเสียงเรา
นกน้อย บินมาคู่กัน เคียงกัน
                            เหมือนดังใจมันผูกพัน...ไม่ต่างกับเรา...                           (เพลง ฝากฟ้าทะเลฝัน - เบิร์ด ธงไชย)

เพลงรักที่เปิดตามเสียงตามสาย แต่มันทำให้บรรยากาศยิ่งดูเศร้าลงไปอีก

เขายืนทอดมองภาพเบื้องหน้าอีกครั้ง ก่อนจะคิดว่า เขาจะมามั้ยนะ แต่คงไม่มาหรอก เพราะนี่คือโลกแห่งความเป็นจริงไม่ใช่นิยายรักน้ำเน่า หรือนิทานหลอกเด็กปรัมปรา ที่จะให้เจ้าชายแยกทางกับเจ้าหญิงแล้วอยู่มาวันหนึ่งก็กลับมาพบกันอีกครั้งก่อนจะครองชีวิตคู่ต่อไปอย่างมีความสุขตราบชั่วนิจนิรันดร์

จริงๆเขาก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่หรอก แต่เมื่อคิดก็พบว่าไม่น่าเป็นไปไม่ได้ มันคงเป็นเพียงเรื่องเล่าก่อนนอนให้ฝันดีกระมัง ชีวิตจริงไม่น่าจะมี

ไม่นานนัก เขาก็คิดว่าควรจะกลับได้แล้ว ก็เลยเดินไปที่โรงแรมและขอเช็คเอ้าท์ แต่แล้วพนักงานต้อนรับที่ประจำอยู่เคาท์เตอร์ก็พูดขึ้นว่า

“ขอโทษนะคะคุณรุทธ์ พอดีมีคนฝากของมาให้ค่ะ”

“ใครฝากมาให้เหรอครับ”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เขาไม่ยอมบอกชื่อ เขาบอกแค่ว่าถ้าคุณลูกค้าดูชื่อบนซองก็คงจะรู้ว่าเป็นใครค่ะ”

พี่ณัฐหรือเปล่า เขาคิดก่อนจะยื่นมือไปรับของจากคนตรงหน้า

“อ้อ!!! อีกอย่างนึงค่ะคุณลูกค้า”

 “….!!!....ครับ…” เขาเลิกคิ้ว ก่อนจะหันกลับมาว่าสาวพนักงานต้อนรับเหมือนมีอะไรจะพูดอีก
 
“พอดีคุณที่ฝากของเค้าฝากมาบอกค่ะ ว่า ถ้าอ่านจดหมายนั่นแล้ว อยากให้เก็บไว้ดีๆค่ะ ในนั้นมีของบางอย่างจะให้คุณลูกค้าดูด้วยนะคะ เขาบอกว่าน่าจะชอบ”

“ขอบคุณครับ” เขาพูดก่อนโค้งตัวอย่างสุภาพ เดินจากผู้หญิงตรงหน้าแล้วนั่งแถวชุดรับแขก และพิจารณาซองสีน้ำตาลที่ถืออยู่

พอลองดูชื่อดีๆแล้วพบว่าคนที่ส่งมาเป็นพี่ณัฐจริงๆ ด้วย และนั่นทำให้เขายิ้มออก เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาก็มาที่นี่ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พี่ณัฐส่งอะไรมาให้ ด้วยความไว มือจึงรีบแกะซองสีน้ำตาลนี้ออก และพบว่าภายในเป็นจดหมายอย่างที่ว่าจริงด้วย

พออ่านจดหมายจบ ด้วยความสงสัย มือจึงรีบควานหาของที่คนเขียนจดหมายบอก และแล้วก็พบว่าเป็น “แหวน” ที่สลักชื่อเขากับพี่ณัฐ ของขวัญที่เขาอยากได้มากที่สุด 
อันเป็นเหมือนตัวแทนแห่งสัญญามั่นของความรักที่แสดงให้เห็นว่า ความรักย่อมยั่งยืน แม้ว่ากายจะจาก แต่สายใยแห่งความรักไม่อาจตัดขาดลงได้
 ก่อนน้ำตาแห่งความปราบปลื้มยินดีจึงรินไหล โดยรุทธ์พึมพำกับตัวเองว่า
 
“ขอบคุณนะพี่ณัฐ” 
 ความรักไม่ผิดจริงหรือไม่ ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว

ความรักไม่ผิดจริงๆ

ตัวประหลาดจากการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

การที่สังคมไม่ยอมรับในเพศทางเลือก

ถูกสังคมตีหน้า หาว่าผิดธรรมชาติ

เป็นอะไรที่ตลกสิ้นดี!!!

ชีวิตนี้เป็นของเรา อย่าใช้ชีวิตเพื่อรอวันแขวนคอจากผู้คนรอบข้าง

แต่จงใช้ชีวิตเพื่อประกาศว่า

เชือกที่รั้งคอฉันอยู่ มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว มันไม่ทำให้ฉันตายได้หรอก

ความรักก็เช่นกัน เรากำหนดเองได้ ว่า หัวใจของเราจะรักใคร

พร้อมที่จะอยู่กับใคร อย่าให้ไอ้หัวใจไม่รักดีมาทำลายชีวิตตัวเอง

ธรรมชาติได้รังสรรค์มาแล้วว่าเราควรคู่กับใคร ในตอนไหน

ขอเพียงแค่รอ เพื่อพร้อมรักใครคนนั้น

แม้ว่าจะไม่มีคำว่ายั่งยืนหรือตลอดไป

แต่ขอให้รู้ไว้เถอะ...ความรักเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดบนโลกใบนี้ 
แด่...ผู้เชื่อมั่นในความรัก
จากใจ "ริชมอนด์ วาทะแห่งธรรม"
SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments