ผีสาวปากฉีก
1
ความเชื่อแต่เก่าก่อน

หนึ่งในเรื่องเล่าโบราณของญี่ปุ่น ที่เล่ามาตั้งแต่ยุค เฮอัง (ราวปี พ.ศ. 1337 หรือ ค.ศ. 794 จนถึง ปี พ.ศ. 1728 )ก็คือ เรื่องของ "คูจีซาเกอนนะ" หรือ "ผีสาวปากฉีก"

...นางถือผีที่ตายไปโดยไม่ทันได้ดับจิต จากการถูกฆาตกรรมจากสามีจากไฟแห่งความลุ่มหลงและราคะ เหตุ

เพราะเมื่อยังมีชีวิต เธอคือหญิงสาวผู้งดงามชื่อเสียงกระฉ่อนไปไกล จนหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาติดพันเพื่อหวังหมายปอง

เมื่อฝ่ายสามีไม่สามารถทนภรรยาซึ่งชอบทอดสะพานให้ผู้ชายอื่นๆ จนกระทั่งเธอไปคบชู้กับผู้ชายอีกหลายๆ ได้อีกต่อไป

“ความรัก จึงกลายเป็นความเกลียดชังอย่างถึงที่สุด”

ดึกหนึ่งในคืนหนาว...บนสื่อญี่ปุ่นผืนบาง ปูทับด้วยฟูกยุ่งเหยิง ผ้าห่มนวมอย่างดีบุขนห่านคลี่กระจายกองอยู่กับพื้น

หมอนใบเล็กๆ ตกอยู่ปลายเท้าชุ่มเหงื่อของหญิงผมยาวยุ่งเหยิง นอนหงายเปลือยเปล่าอย่างไม่เกรงท่วงท่าราบพื้น จะเปิดเผยส่วนสงวนของร่างกาย

ลมหายใจหอบแรงแต่เปลี่ยมสุขจนกลายเป็นไออุ่นในความหนาว เพลิงสวาทที่ขึ้นเผาไหม้จนถึงที่สุดสู่จุดแผ้วมอดไปเมื่อครู่ ยังคงทิ้งร่องรอยชื้นชุ่มปรากฏในซอกหลืบหนึ่งของร่างกาย


ในเวลานี้เหงื่อที่ผุดแต้มตามร่างกายของเธออยู่ภายใต้อุ้งมืออุ่นๆ ของชายผู้เป็นสามีซึ่งเปลือยกายนอนตะแคงกอดก่าน และท่อนขาของเขาเกี่ยวกระหวัดเรียวขาของเธอ

เขาขยับตัวลุกนั่งตะแคง ใช้มือข้างหนึ่งค้ำคางมองดูแผ่นหลังของขาวนวล ในขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ ลูบไล้จากท้ายทอยขาวเนียน เรียงผ่านร่องไหล่บอบบางชวนหลงใหล ระเรี่ยลงมาที่ร่องอกแน่นเนื้อสะท้อนแสงจันทร์นวล ซึ่งฉายแสงผ่านบานประตูเยื่อกระดาษ

จากนั้นจึงเอี้ยวตัวจูบเบาๆ ที่หน้าผากของเธอ ไออุ่นเปียกๆ จากริมฝีปากสัมผัสอยู่บนหน้าผากอันเย็นเยือก สร้างความรู้สึกสั่นซ่านจนเธอเผลอครางออกมาด้วยอาการเปี่ยมสุข

ใต้แสงจันทร์สาดส่อง น้ำตาหยดเล็กๆ กำลังเอ่อล้นจากดวงตาของชายผู้เป็นสามีอย่างเงียบๆ และโดดเดี่ยว...เขาได้เพียงกายแต่หาได้ใจของเธอไม่ ภาพของความสุขที่เคยร่วมรักร่วมสัมผัสหญิงที่นอนอยู่ข้างๆ ภาพแล้วภาพเล่า โหมกระหน่ำจากความทรงจำราวพายุ

เขาพยายามสลัดมโนภาพนี้ทิ้งไปแล้วตั้งสติ ยกมือข้างหนึ่งโลมไล้เรียวปากอวบอิ่มของเธอ แล้วค่อยๆ ใช้หนึ่งนิ้วเขี่ยร่องปากชื้นแฉะให้เผยอออก หญิงผู้เป็นภรรยาเปิดรับสัมผัสใช้ลิ้นละเลียปลายนิ้วของเขาแล้วเม้มไว้เพื่อดึงดูดให้ตกอยู่ในซอกเสน่ห์หา

...ชายผู้เป็นสามีพยายามหักห้ามจิตใจไม่ให้หลงอยู่ในบ่วงราคะ รีบดึงนิ้วออกมา ทำให้ข้างแก้มของเธอเลอะรอยน้ำลาย แต่หญิงผู้เป็นภรรยากลับใช้ลิ้นเลียรอยเลอะยั่วสวาทเขาในเงามืด

เขาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะใช้นิ้วเรี่ยไล้จากด้านข้างริมฝีปากไปถึงริมติ่งหูล่างเบาๆ

“จากนั้นมืออีกข้าง ได้ควานสิ่งหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าที่ถอดออกวางข้างฟูก...ท่ามกลางความมืด มันสะท้อนแสงจันทร์วับวาบ...และไวกว่าที่หญิงผู้เป็นภรรยาจะรู้สึกตัว เขากดมือข้างหนึ่งไปที่ใบหน้าของเธออย่างสุดแรงกำลัง จากนั้นจึงปักมีดในมืออีกข้างลงไปที่เรียวแก้ม

กรีดมันลงไปลึก-แรง! จนเลือดแดงสดพุ่งกระจายไปทั่วใบหน้าของเขา ส่วนเธอตกใจและกรีดร้องโหยหวน ด้วยความเจ็บปวดและความกลัว รีบลุกขึ้นเอามือกุมหน้าเลอะเลือดฉีกยาวจากปากจนถึงแก้ม

...เพราะชายผู้เป็นสามี คือซามูไรที่เชี่ยวชาญการรบ จึงรีบใช้มืออีกข้างตวัดขาของเธออย่างรวดเร็ว จนสะดุดล้ม จากนั้นจึงกระโจนขึ้นไปคล่อมอยู่บนตัวของเธอท่ามกลางเสียงโหยหวน เจ็บปวดร้องขอชีวิตทั้งน้ำตา

แต่เขาหาได้ฟังไม่ ใช้มืออีกข้างกดแขนข้างหนึ่งของเธอไว้ ส่วนอีกข้างกรีดมีดลงไปที่มุมปากอีกข้าง เลือดสีแดงพุ่งกระจายไม่ต่างจากครั้งแรก จากนั้นจึงกรีดมันลึกลงไปเป็นทางจนถึงติ่งหู ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน จากนั้นจึงโยนมีดทิ้งแล้วพุ่งมือสองข้างไปบีบคอเธอ

ร่างเปลือยเปล่าของคนสองคนซึ่งเลือดไปด้วยเลือดที่เปื้อนใบหน้าและร่างกาย อยู่ในท่าทางที่โหดร้ายน่าสะพรึงกลัว หาใช่ภาพของการร่วมรักในช่วงเวลาก่อนหน้า

สองมือของเธอไข่วคว้าอยู่ในอากาศ บางครั้งทุบตี จิก ข่วน ร่างกายของเขาจนเป็นรอยแผลร่องลึก แต่ชายผู้กุมความอาฆาต

หาได้รู้สึกเจ็บปวด เขายังคงส่งแรงบีบไปที่คอของเธอ


ในช่วงเวลาไม่นาน ร่างของเธอกระตุกอย่างแรงก่อนจะค่อยๆ หมดแรง มือไม้เริ่มตก และไร้การเคลื่อนไหวใดๆ


...ความเงียบสงบในค่ำคืนกลับมาอีกครั้ง ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องทะลุประตูเยื่อยไม้ไผ่เข้ามาให้มองเห็นใบหน้าของหญิงสาวใบหน้าเปรอะไปด้วยเลือด
ลิ้นจุกปากที่เปิดกว้าง และดวงตาเบิกโพลงซึ่งอยู่ภายใต้ร่างเปลือยของชายหนุ่มซึ่งขึ้นคร่อม-กำลังร้องไห้ ใช้มือลูบไปที่ใบหน้าของหญิงผู้เป็นภรรยาด้วยความอ่อนโยน แล้วค่อยๆ ก้มหน้าจูบลงไปที่ปากอันน่าสยองของเธอ...อย่างอาลัย”

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในช่วงเวลาเย็นของทุกวัน ชาวญี่ปุ่นยุคเฮอันจะพบหญิงสาวลึกลับปรากฏอยู่ข้างทางในละแวกที่ต่างกันไป

เธอจะสวมชุดกิโมโนที่สวยงาม แล้วใช้ผ้าปิดปากผูกสายคล้องใบหู ผู้คนที่หลงเดินมาเพียงลำพัง

เมื่อพบเธอทีแรกจะเกิดคำถามถึงความงดงาม เพราะเหนือผ้าปิดปากขึ้นไปนั้น ดวงตาและใบหน้ายังคงดูเป็นผู้หญิงสวย แต่ในช่วงเวลานั้นเองคูจีซาเกอนนะ จะถามว่า

“ฉันสวยมั๊ย...”

และเปิดผ้าปิดปากออกด้วยความรวดเร็ว จนทำให้คนๆ นั้นตกใจปากที่ฉีกถึงหูจนต้องวิ่งหนี แต่เธอจะวิ่งตามด้วยความรวดเร็ว พร้อมถามว่า


“ฉันสวยไหม...ฉันสวยไหม!?”

หากคำตอบไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่...เธอจะใช้กรรไกรหรือมีดอันแหมคมกรีดปากคนๆ นั้นแล้วปล่อยให้ตายตกไปตามกัน!

นี่คือตำนานผีสาวปากฉีก คูจีซาเกอนนะในสมัย เฮอัง แฝงความ “อิโรติก” (EROTIC) อันประกอบด้วย เซ็กซ์ (SEXUAL) , ความรัก (LOVE) และ แรงปรารถนา (DESIRE) ซึ่งเป็นขบนในวิถีของชาวญี่ปุ่นมายาวนาน


******************

2
ความเชื่อในเรื่องผีสาวปากฉีกยุคปัจจุบัน


“ฉันสวยมั๊ย...ฉันสวยมั๊ย...บอกมาสิหนูน้อย...ว่าฉันสวยมั๊ย...ฮิ ฮิ ฮิ ?”

คือคำถามด้วยน้ำเสียงยะเยือกจากหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังดังใกล้เข้ามา ในขณะที่ “ซาโตรุ” นักเรียนชั้นประถมกำลังหลบอยู่ข้างกองเศษเหล็กในสุสานรถยนต์ ย่านชานเมืองของโตเกียวในเวลานี้ ที่หนูน้อยหลบอยู่

ประกายอาทิตย์สีแดงเลือดอ่อนแรง ส่องเป็นลำพร่าผ่านช่องว่างเศษเหล็กก่ายเกาะสุมใหญ่กว่าตัวเด็กน้อย ซึ่งหอบเหนื่อย และหวาดกลัว

แต่แล้วเสียงเล็บมืออันแหลมคมกรีดเข้าไปในเนื้อเหล็กของรถยนต์เก่าๆ ซึ่งซ้อนทับเป็นชั้นสูงหลายเมตรเรียงต่อเนื่องคล้ายแนวกำแพงรถเก่า ดังเสียดหูลากยาวเป็นร่องห้าเส้นต่อเนื่อง

...หนูน้อยตกใจกลัวสุดขีดเอามือปิดหูทั้งสองข้าง จากเสียงที่บาดไปถึงขั้วหัวใจ

“ฉันสวยมั๊ย...ฉันสวยมั๊ย...เร็ว...บอกฉันหน่อยสิ ฉันสวยมั๊ย”

หญิงเจ้าของคำถามยังคงถามและมองหาหนูน้อยเหมือนกำลังเล่นซ่อนแอบ

...ในวันนี้ที่อากาศหนาวกว่าทุกวัน เธอแต่งตัวด้วยเสื้อโค๊ทสีน้ำตาลทับเสื้อตัวในสีดำ ผมสีน้ำตาลเทายาวเคลียบ่าดูยุ่งเหยิง หลายเส้นปรกมาอยู่ข้างแก้มทั้งสองข้าง...ซึ่งน่าตกใจเพราะปากของเธอฉีกกว้างมาถึงใต้ใบหู เห็นร่องเหงือกสีแดงเน่า และฟันสีเหลืองคล้ำแต่แหลมคม!

เธอยังคงกรอกสายตาที่มีพียงตาสีขาวขุ่นไร้เนื้อตาดำ! ไปตามร่องทางแคบๆ ซึ่งเต็มไปด้วยรถยนต์ที่ซ้อนกันจนดูคล้ายกำแพงขนาดใหญ่ และแล้วก็เห็นเงาของบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังกองเศษเหล็ก ซึ่งแสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังจะลับลาจากฟากฟ้า!


“ไม่มีใครรู้ว่าผีสาวปากฉีกที่มีเรื่องเล่าในปัจจุบัน จะเป็นตนเดียวกับหญิงมากรักในยุคเฮอังหรือไม่ แต่เธอปรากฏตัวในรัชสมัยโชวะ ที่54 (พ.ศ 2523) ในลักษณะข่าวลือ จนทำให้มีการพบกับผีสาวปากฉีกในทุกชุมชนของญี่ปุ่น ส่งผลให้ทำให้ผู้คน และเด็กๆ ที่ต้องเดินผ่านซอยเปลี่ยวๆ ในเวลาเลิกเรียนต่างระมัดระวังตัวกันอย่างอกสั่นขวัญแขวน”

ผีสาวปากฉีกตนนี้มักแต่งตัวทันสมัยในชุดโอเวอร์ โค๊ทสีน้ำตาลทับเสื้อตัวในสีดำ มักจะยืนอยู่ตรงริมถนนในช่วงเย็นๆ ใกล้ค่ำ โดยเฉาะในวันที่หมอกสีขาวเริ่มครอบคลุมท้องฟ้าและบดบังแสงอาทิตย์สีแดงอันโรยรา เมื่อมีเด็กๆ หรือใครสักคนเดินผ่านมาเธอจะเข้าไปทัก! แล้วถามว่า

“ฉันสวยมั๊ย?”

...ต่อจากนั้น เรื่องราวก็ไม่ต่างจาก ผีสาวปากฉีกในยุค เฮอัง เพียงแต่ เธอไม่ได้ถาม หรือวิ่งไล่เฉยๆ แต่วิ่งตามเพื่อที่จะใช้มีดและกรรไกรอันแหลมคม กรีดที่ปากทั้งสองข้างของเหยื่อเป็นทางยาวจนติ่งหู ท่ามกลางเสียงร้องโอดโอยขอชีวิตซึ่งปะปนกับความเจ็บปวดอย่างสาแก่ใจ

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวลือถึงวิธีการป้องกันตัวจากผีสาวปากฉีก แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เมื่อประจันหน้ากับเธอแล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้รอดคือพูดคำว่า “โพมาโดะ” (น้ำมันใส่ผม) สามครั้ง

ส่วนในโตเกียวมีเคล็ดลับว่าหากผีสาวปากฉีกตั้งคำถามว่าตนเองนั้นสวยไหม ก็ต้องตั้งสติให้มั่นคงแล้วตอบไปว่า


“ก็ดูปรกติ” หรือ “ก็สวยดีนี่”


เป็นการทำให้เธอพึงพอใจ และจากไปแต่โดยดี...แต่ในบางครั้งอาจเป็นช่วงเวลาคับขัน
หากโดนไล่ตามกระชั้นชิด การป้องกันตัวเองในเวลาวิกฤตที่จะทำให้รอดตาย คือการ “โยนลูกอม” ให้เธอ ซึ่งผีสาวปากฉีกจะหันมาสนใจลูกอมแทนเหยื่อ จนสามารถใช้ช่วงเวลานั้นหนีรอดออกมาได้



“แต่สำหรับ ซาโตรุ...กองเศษเหล็กไม่สามารถซ่อนหนูน้อยจากผีสาวปากฉีกได้ ที่เห็นและเป็นอยู่ตอนนี้ คือเลือดเลอะกระจายทั่วกองเศษเหล็ก

ตู้โทรศัพท์ที่อยู่ข้างๆ มีกระเป๋าและรองเท้านักเรียนเปื้อนเลือดตกอยู่...ตาเบิกโพลง ร่างกายซึ่งพิงอยู่ที่ตู้โทรศัพท์ยังคงกระตุกเกร็งเล็กๆ ในมือเปื้อนเลือดกำลูกอมไว้แน่น

แต่สิ่งที่น่าสลดใจคือปากของหนูน้อยถูกกรีดเป็นทางจนถึงติ่งหูทั้งสองข้าง ฟันสีขาวซี่เล็กๆ เปรอะเปื้อนเลือดขุ่นข้นที่ยังค่อยๆ ซึมออกมาจากอย่างต่อเนื่อง

...แสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังจะหมดลง ในขณะที่หญิงสาวผู้ลึกลับกำลังเดินย้อนแสงจนเกิดเป็นเงามืด ผ่านแนวกำแพงซากรถออกไปที่ปลายเนินสูง เห็นชุมชนเล็กๆ อยู่ในเงาอาทิตย์สีแดงอย่างเหงาๆ อยู่ข้างล่าง”

...เธอแสยะยิ้มแล้วนึกถึงเด็กซึ่งจะเป็นเหยื่อรายต่อไปในเย็นวันพรุ่งนี้...
.............................................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments