ทลายกรอบความคิด(เก่าๆ)ด้วย Unlearn
ปกติเวลาอ่านหนังสือผมมักจะอ่านเล่มละ 2 รอบ แต่ถ้าเล่มไหนชอบมากๆ ผมก็จะอ่าน 3 รอบเลย การอ่านซ้ำหลายๆรอบทำให้ผมจำเนื้อหาในหนังสือได้นาน วิธีนี้ผมก็เอาไปใช้ในการสอบเช่นกัน มีครั้งหนึ่งผมอ่านหนังสือสอบ 3 รอบเพื่อพยายามจำเนื้อหาให้ได้ ผมไม่ใช้เทคนิคอะไรทั้งนั้น ใช้แรงใจล้วนๆ

วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ดีถ้าคุณนำไปใช้กับการอ่านหนังสือสอบ แต่ถ้าเป็นหนังสือแนวอื่นอย่างเช่น การพัฒนาตัวเอง บริหารธุรกิจ หรือแนวอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน คุณอาจจะต้องใช้วิธีนี้อย่างระวังซักหน่อยเพราะคุณจะจำเนื้อหาได้ชัดเกินไป

แล้วมันไม่ดียังไง

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพูดเกี่ยวกับทฤษฎีที่ใช้ในตลาดหุ้น รอบแรกที่อ่านผมก็ชอบมาก ดังนั้นผมจึงอ่านซ้ำรอบสองทันที ผมทิ้งช่วงนิดหน่อยก่อนที่จะอ่านรอบที่สาม พอผมอ่านรอบที่สามจบ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าความคิดของผมเริ่มโดนเนื้อหาในหนังสือครอบงำ

การอ่านหนังสือทำให้เราได้กรอบความคิดมากรอบหนึ่ง แต่เมื่ออ่านซ้ำๆหลายๆรอบ กรอบที่ว่ามันจะชัดขึ้น หนาขึ้น ผลคือผมมองออกนอกกรอบที่ว่าไม่ได้ ถึงผมจะรู้ว่ามีบางอย่างที่ขัดกับเนื้อหาในหนังสือแต่ผมก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนเนื้อหานั้นจนได้ ผมพยายามปิดกั้นความเห็นที่แตกต่าง

การเชื่ออะไรบางอย่างมากไปจะทำให้มุมมองของเราไม่เป็นกลาง และเมื่อมันไม่เป็นกลาง มันก็จะทำให้เราไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ที่แตกต่าง และมันจะเป็นปัญหาแน่ๆถ้าสิ่งที่เรารู้มันล้าสมัยไปแล้ว
การเรียนรู้ (Learn) เป็นเรื่องง่าย เราสามารถเรียนรู้ได้หลายทางแล้วแต่ว่าเราถนัดด้านไหน บางคนถนัดเรียนรู้จากการฟัง บางคนถนัดเรียนรู้จากการทดลอง แต่สิ่งที่ยากกว่าการเรียนรู้ก็คือ การไม่ยึดติดกับสิ่งที่เรียนรู้ 

ความรู้ที่ล้าสมัย ความเชื่อเดิมๆที่ใช้ไม่ได้ เราควรจะทิ้งไปบ้างเพื่อไม่ให้ปิดกั้นมุมมองใหม่ๆ สิ่งนี้สามารถเรียกสั้นๆได้ว่า Unlearn 
 
Unlearn คือการเลือกทิ้งความรู้ที่ใช้ไม่ได้อย่างรอบคอบ เราต้องแยกให้ออกระหว่างความรู้ที่ ใช้ได้อยู่ กับ ใช้ไม่ได้แล้ว 

อย่าสับสนระหว่างความรู้ที่คุณ "อยากเก็บไว้" กับ "ไม่อยากเก็บไว้" นะครับ

ผมเคยคิดว่าการ unlearn ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยากตรงไหน อย่างในห้องเรียนเรายังสามารถลืมเรื่องที่เรียนได้หมดหลังจากสอบเสร็จเลย แต่กรณีนี้ไม่ใช่ Unlearn ครับ อันนี้เขาเรียกว่าลืมเฉยๆ ลืมเพราะไม่ใส่ใจ

การ unlearn เป็นเรื่องยากเพราะมันฝังแน่นอยู่ในหัว การจะถอนความรู้ที่ใช้ไม่ได้ออกไปจำเป็นต้องใช้ความพยายามระดับหนึ่ง

Liz Alexander ซึ่งเป็น Co-Founder ของ Leading Thought ได้เสนอ 3 วิธีการเพื่อไม่ให้เรายึดติดกับความรู้เดิมๆ นั่นคือ

1) หาข้อพิสูจน์ว่าเราผิด 
Richard Feynman เคยเขียนไว้ว่า "เราต้องทำการพิสูจน์ความผิดของเราให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือหนทางที่จะทำให้เราก้าวหน้า" เหมือนคำกล่าวที่ว่า เรียนรู้จากความผิดพลาดนั่นเอง

เมื่อเราเห็นแล้วว่าความรู้ที่เรามีเริ่มใช้ไม่ได้ เริ่มไม่ได้ผลเหมือนเก่า เราก็ควรจะทบทวนซะว่ามีอะไรผิดปกติ ไม่ใช่ดันทุรังใช้แต่วิธีเดิม เป็นเรื่องปกติที่เรามักจะหัวเสียเมื่อผลไม่เป็นตามที่คาด "ทำไมวิธีนี้ถึงไม่ได้ผลเหมือนเดิม" นี่คือคำถามในหัวของเรา จากนั้นเราจะเริ่มโทษนู่นนี่

สิ่งที่เราควรทำคือตั้งคำถามเพื่อเตือนสติว่า "เราทำอะไรผิดรึเปล่า" ถึงแม้ว่าความรู้ที่คุณมีจะเคยใช้ได้แต่คุณก็ควรทำตัวแบบ Rene Desgartes นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส คือ เป็นนักสงสัยตลอดเวลา 
ปรัชญาของ Desgartes คือ ให้สงสัยในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งความมีตัวตนของพระเจ้า ความมีตัวตนของมนุษย์ และตนเอง  
เราต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่า "สิ่งนั้นถูกต้องจริงๆหรือ" แน่นอนว่ามันเคยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ ณ ตอนนี้ มันยังคงถูกต้องรึเปล่า ทางที่ดีคือลองเทียบความรู้ของเรากับความรู้อีกด้านหนึ่ง ถ้าเรามีความเห็นอย่างหนึ่งลองเทียบมันกับความเห็นที่ตรงข้าม มันอาจจะขัดกับความรู้สึกไปบ้าง แต่มันจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ ความรู้ที่คุณมีอาจสร้างปัญหาให้คุณได้ ถ้ามันไปขวางทางความรู้ใหม่ที่คุณพยายามเก็บเข้ามา 
 
2) เพิ่มแหล่งที่มาของข้อมูล 
เหตุผลที่ทำให้ Co-working space เป็นที่นิยมก็เพราะมันทำให้เราได้รับข้อมูลหลากหลาย มันทำให้เราได้พบเจอทั้งสถาปนิก ดีไซน์เนอร์ วิศวกร ผู้ประกอบการ นักการตลาด โปรแกรมเมอร์ และสายงานอื่นๆที่สามารถมุ่งไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้

Andrew Butler ศาสตราจารย์คณะจิตวิทยาการศึกษา จาก University of Texas ได้กล่าวไว้ว่า "มันมีหลายทางมากที่ทำให้เราได้รับข้อมูลผิดๆ ไม่ว่าจะทั้งจากหนังสือหรือภาพยนตร์ ดังนั้นแทนที่เราจะวางใจกับสิ่งที่เรารู้(เพียงไม่กี่อย่าง) เราควรรวบรวมข้อมูลจากหลายช่องทางเพื่อเพิ่มความหลากหลายจะดีกว่า" 

ในการเปิดรับข้อมูล คุณสามารถเริ่มฝึกด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับแบบ Warren Buffett โดย Buffett จะอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 6 ฉบับเป็นประจำ ดังนั้นเขาจึงสามารถรับรู้มุมมองได้หลายมุม 

เมื่อเริ่มฝึกมาซักพักคุณอาจจะขยับขึ้นไปฝึกรับรู้แนวคิดหลายๆแนว ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการลงทุนก็มีการเถียงกันเกี่ยวกับศาสตร์การลงทุนระยะยาวและการลงทุนระยะสั้น หรือไม่ก็เถียงกันเรื่องกลยุทธ์การลงทุนว่าแบบไหนเหนือกว่ากันแน่ 


สิ่งที่คุณควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการศึกษาแต่ละแนวคิดว่ามันมีลักษณะยังไง มันมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง เหล่าผู้จัดการกองทุนต่างก็ทำแบบนี้เช่นกัน พวกเขาศึกษาทุกศาสตร์เพื่อให้สามารถรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีแนวคิดยังไงและควรจะรับมือด้วยวิธีไหน

3) รับรู้ถึงความกลัว 
Adeo Ressi ซึ่งเป็น Ceo ของ Founder Institute องค์กรของเขาช่วยให้ผู้คนก้าวข้ามจากโลกของคนทำงานในบริษัทมาสู่โลกของผู้ประกอบการ เขากล่าวว่า "มันใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่งเพื่อลบสภาวะแย่ๆและแทนที่ด้วยทัศนคติและพฤติกรรมในการเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ" 

Ressi มักจะใช้ความกลัวเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้ระยะเวลาการเปลี่ยนความคิดไปได้เร็วยิ่งขึ้น ในการทดสอบครั้งหนึ่ง Ressi ต้องการให้เหล่าผู้ประกอบการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาและพยายามดึงดูดคนให้เข้าเว็บให้ได้ 2,000 คน จากนั้นขายสินค้าที่มีให้ได้ 50 ชิ้น ภายในเวลาที่จำกัด เมื่อเจอเงื่อนไขโหดแบบนี้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะบอกเราว่าเป็นเรื่องยาก มันทำให้เรากลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ

แต่ Ressi พบว่าคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้สามารถสร้างผลลัพธ์ได้สุดยอดด้วยการ Unlearn ขึดจำกัดของตัวเอง พวกเขาตั้งคำถามว่า 

"มีสิ่งไหนบ้างที่ฉันสามารถทำได้แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆก็ตามที" 
คนยุคก่อนก็มีการ Unlearn เช่นกัน ดังนั้นโลกของเราจึงสามารถพัฒนาจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างที่ผมชอบคือ Galileo Galilei บิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ 

ในยุคของ Galileo นั้น คำสอนของ Aristotle ถือว่าเป็นที่สุด ทุกคนเชื่อ Aristotle โดยไม่สงสัย แม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังเชื่อโดยไม่ทำการพิสูจน์ คำสอนของ Aristotle ซึ่งเป็นนักปรัชญายังมีอิทธิพลต่อเรื่องวิทยาศาสตร์เช่นกันและเรื่องนี้ก็เป็นน่าหงุดหงิดสำหรับ จอมเถียง อย่าง Galileo 

สิ่งที่ Galileo ไม่ชอบใจคือ Aristotle เองก็ไม่เคยทำการทดลองเลยตลอดชีวิตของเขา เขาเพียงแต่สรุปง่ายๆโดยใช้กระบวนการของตรรกวิทยามาอธิบายเท่านั้น  

Galileo เถียงตลอดเวลาจนคนอื่นหมั่นไส้ แต่ข้อเถียงของเขาก็มีหลักฐานรองรับไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ ทฤษฎีใดที่ Aristotle กล่าวไว้ Galileo พร้อมที่จะพิสูจน์ให้เห็นความจริง แต่เขาก็ไม่ได้เถียงคำสอนของ Aristotle จนออกนอกหน้ามากเกินไป เขาปรับความเห็นของเขาให้เหมือนกับเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ถ้าเถียงออกไปตรงๆ เขาคงอายุสั้นกว่านี้

Galileo ไม่ได้ Unlearn เฉพาะทฤษฎีของ Aristotle เท่านั้น ใครก็ตามที่ยกทฤษฎีขึ้นมาโดยมีแค่คำพูด เขาพร้อมที่จะโต้แย้งกลับไป 

Galileo เป็นคนจริงจังและเวลาที่เขาโต้แย้ง เขาไม่ได้ใช้แค่คำพูดเท่านั้น แต่เขาแย้งด้วยการเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม สมฉายา "จอมเถียง" จริงๆ 
ตัวอย่างของ Galileo อาจจะดูสุดโต่งไปหน่อย แต่มันก็ทำให้ผมพยายามนึกถึงเสมอเวลาที่ผมที่เรียนรู้อะไรบางอย่าง อย่างที่ Feynman กล่าว เราควรพิสูจน์ให้เห็นสิ่งผิดปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคนยุคก่อนมัวแต่เชื่อคำสอนที่ไม่มีการพิสูจน์ โลกของเราก็คงจะพัฒนาช้ากว่านี้ เราคงไม่กล้าที่จะเดินเรืออีกนานเพราะกลัวว่าจะตกขอบโลก เราคงหวาดกลัวทุกครั้งที่ฟ้าผ่าเพราะคิดว่าฟ้าดินลงโทษ

คุณอาจจะมีช่วงที่เคลิ้มตามไปกับข้อมูล แต่เมื่อใดที่ดึงสติกลับมาได้ก็ขอให้นึกทบทวนให้ดีว่าข้อมูลที่รับมานั้นถูกต้องจริงๆรึเปล่า

สงสัยให้บ่อยๆเหมือนกับ Descartes
พิสูจน์ด้วยข้อมูลที่มีน้ำหนักแบบ Galileo

ส่วนจะทำแบบสุดโต่งเลยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณแล้ว




ข้อมูลอ้างอิง : https://www.fastcompany.com/3063112/three-ways-to-unlearn-old-habits-faster
หนังสือ Galileo Galilei
SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น / Focus on psychology, human behavior and self-improvement

Comments