GOMORRAH : กอมอร์ร่าห์ ความ "กล้า" ของคนที่กล้าทำงานด้วยการเปิดโปงมาเฟียอิตาลี
จากบทบาทสายอาชีพนักข่าว-นักเขียน “โรแบร์โต้ ซาเวียโน่ (Roberto Saviano)” หาวัตถุดิบใหม่ในการสร้างผลงานเสี่ยงตาย แต่สร้างประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงสันติภาพของประชาชนอิตาลี...นั่นก็คือการแทรกซึม “เพื่อเปิดโปง” ตระกูลมาเฟียทรงอิทธิพลนามว่า

“กอมอร์ร่าห์ (COMORRA)”

องค์กรอาชญากรรมอันยิ่งใหญ่ของอิตาลี โดยกล่าวกันว่า มันหฤโหดและทรงอิทธิพลมากกว่ามาเฟียจากเกาะซิซิเลีย

แต่สำหรับชื่อหนังสือ และภาพยนตร์นั้น มีการเล่นคำโดยเปลี่ยนจาก “COMORRA” มาใช้คำว่า “GOMORRAH” อันหมายถึง “เมืองคนบาปในใบเบิ้ลอันได้แก่ SODOM และ GOMORRAH” ซึ่งถูกทำลายล้างลงโดยพระเจ้า

...กอมอร์ร่าห์ (GOMORRAH) ที่หมายถึงองค์กรนรกแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 18 โดยกลุ่มชาวสเปนในเมืองเนเปิลส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ มีอาณาเขตทำการครอบคลุมแคว้น “คัมปาเนีย” และ “เมืองเนเปิลส์”

โดยมี “ขุมทรัพย์การค้ายาเสพติด เฮโรอีน-โคเคน” เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้สืบทอดมรดกเลือดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เม็ดเงินวนเวียนทำกำไรในธุรกิจ การค้าอาวุธเถื่อน การเรียกค่าคุ้มครอง การหลอกลวงต้มตุ๋น อันเป็นที่มาของเหตุฆาตกรรมจำนวนมาก

รวมถึงการฟอกเงินโดยมีฉากหน้าคือเครือข่ายธุรกิจในระบบอุตสาหกรรมทั้งเล็กและใหญ่ โดยมักมีส่วนส่วนเสียกับท้องถิ่น เช่น การผูกขาดการกำจัดขยะในเมืองเนปิลส์ จนเกิดความเสียหาย ขยะล้นเมือง ส่งผลให้ชาวเมืองออกมาชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง

...ปัจจุบัน กอมอร์ร่าห์ แตกแยกออกเป็นกว่า 150 แกงค์ย่อย รวมทั้งโยงใยเครือข่ายไปที่อเมริกาและอังกฤษ

“แต่สำหรับเหตุการณ์สั่นสะเทือนสังคม ซึ่งเปิดโปงองค์กรอาชญากรรมนรกนี้ ผ่านการเก็บข้อมูล โดย ซาเวียโน่ ซึ่งยอมเสี่ยงปลอมเป็นคนงานโรงงานทอผ้าซึ่งเป็นกิจการของ กอมอร์ร่าห์...ทำแม้กระทั่งเป็นเด็กเสริฟอาหาร และเป็นคนงานก่อสร้าง เพื่อข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน...คงไม่พ้นการปะทะ “เพื่อหวังจะล้างโคตรมิตรผู้กลายเป็นศัตรู”...”

โดยเหตุการณ์การฟาดฟันกันเองนั้น เริ่มต้นประมาณปี 2546 เมื่อ “เจน นาโร่ มาริโน่” ผู้เป็นรองหัวหน้าองค์กร คิดที่จะ “หักหลังลูกพี่!” อันได้แก่หัวหน้าแกงค์ที่ชื่อ “เปาโล ดิ เลาโร่”...แต่ ดิ เลาโร่ ไหวตัวทันจึงรอดพ้นจากการถูกสังหาร

“และต่อจากนั้น การล้างแค้นจากความแค้นของ ดิ เลาโร่ ก็ได้อุบัติขึ้น จนนำไปสู่ความวิบัติของ ผู้บริสุทธิ์...โดยเริ่มต้นคนในครอบครัวและวงศ์วานของฝั่งตรงข้าม!”

รายแรกคือ “เฟอร์นัดโด้ บิซาร์โร่” อดีตสมุนของ ดิ เลาโร่ ที่แปรพรรค์ไปอยู่กับ มาริโน่...แต่แผนสังหารนี้ไม่สามารถเป็นไปได้โดยง่าย แม้ในงานศพแม่ของ บิซาร์โร่ ดิ เลาโร่ ส่งสมุนแฝงตัวเข้าไปในงานพร้อมสาดกระสุนใส่ผู้บริสุทธิ์ล้มตาย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก...

“แต่ไม่ปรากฏวี่แววของ บิซาร์โร่!”

...ทว่า คนเลวก็ต้องได้รับผลกรรมที่ทำไว้...ในปี 2547 บิซาร์โร่ถูกเก็บขณะนอนกกเมียน้อยในโรงแรมแห่งหนึ่ง!

...ตายไปอีกหนึ่งศพ-แต่ศพต่อไป กำลังมาตายตกตามกัน!...

จนในที่สุดมันได้กลายเป็นสงครามย่อมๆ ระหว่างแกงค์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องการเอาคืนกันและกันอย่างสาสมและสูญเสียหนักที่สุด

หลังจากบิซาร์โร่ ผู้เป็นเสมือนผู้นำรองๆ ลงมาจาก มาริโน่ สิ้นชีพ...ความแค้นนี้ทำให้ มาริโน่ เอาคืน ด้วยการสังหาร “เกลโซ มิน่า เวอร์เด้” หญิงสาววัย 22 ปี ผู้เคยออกเดทกับลูกสมุนคนหนึ่งในแก็งค์ของ ดิ เลาโร่...ร่างของเธอถูกเผาในรถของตัวเอง แต่จากผลการชันสูตรพบว่า เธอถูกจ่อยิงท้ายทอยทะลุหน้าผาก แล้วลากศพมาไว้ในรถเพื่อจุดไฟเผาจนดำเป็นตอตะโก

...การกระทำโหด-โฉดเขลาครั้งนี้ของ มาริโน่ คือสิ่งที่ท้าทาย “ศีลธรรมของผู้คนตำดำๆ” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงครามขององค์กร แต่กลับจะต้องมา

“เลือกข้าง!”

ว่าจะเอนเอียงไปทางฝ่ายใด-หาก เลือกที่อยู่ฝ่าย ดิ เลาโร่...แต่ดันมาอยู่ในถิ่นของ มิราโน่...แน่นอนว่า “ความตาย” คือสิ่งที่ผู้บริสุทธิ์จะได้รับ และสำหรับ ดิ เลาโร่ ก็มีแนวคิดนี้ไม่ต่างกัน จนทำให้ เนเปิลส์ กลายเป็นเมืองที่ร้อนระอุ...พร้อมแผดเผาทุกชีวิตให้มอดไหม้!

อย่างไรก็ตาม การแก้แค้นฝ่ายตรงข้ามยังคงเป็นประเด็นเลือด-ประเด็นหลัก หลังจากหญิงสาววัย 22 ถูกฆ่าตาย ดิ เลาโร่ เอาคืนด้วยการวางแผนสังหาร “แม่” ของ “ฟรานเชสโก้ บาโรเน่” ผู้เป็นคนสนิทของ มิราโน่
ด้วยการส่ง “เด็กผู้ชายวัยรุ่น” ที่รู้จักกับครอบครัวของ บาโรเน่ เป็นนกต่อ เพื่อเรียกให้แม่ของ บาโรเน่ ออกมาหน้าบ้าน เพราะเธอเป็นคนที่ไม่ยอมออกมาจากบ้าน เหตุด้วยลูกชายเป็นมาเฟียจึงทำให้กลัวที่จะต้องถูกสังหาร!

...สิ่งที่เธอคิดก็เป็นจริง เมื่อเธอออกมาพูดคุยกับเด็กคนนั้น ทีมงานนรกจัดให้โดย ดิ เลาโร่ จึงจัดการ “เก็บ” ด้วยการจ่อยิงในระยะเผาคน...ส่วนเด็กวัยรุ่นคนนั้น จำต้องรีบกระหืดกระหอบหนีไป และแน่นอนว่าต่อจากนั้นไม่นาน มาริโน่ก็เอาคืนบ้าง ด้วยการมอบข้อมูลบางประการให้ตำรวจสามารถจับตัว “คอสสิโม่ ดิ เลาโร่” ลูกชายของ ดิ เลาโร่ เข้าไปอยู่ในซังเต!

เมื่อต่างฝ่ายต่างหันมาเล่น “คนในครอบครัว” กันอย่างเจ็บแสบและ “ฝังแค้นจนลึก” ดิ เลาโร่ก็ดำเนินการต่อด้วยการสังหาร “จูลิโอ รุจเจียโร่” สมุนคนสำคัญของ มิราโน่ ด้วยการ

“ใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดหัว แล้วนำไปวางหว่างขาของตนเอง ซึ่งนั่งอยู่บนเบาะในรถยนต์ ต่อจากนั้นยัดผ้าชุบน้ำมันยัดปากแล้วจุดไฟเผา!”

ที่สุด...ในปี 2548 เมื่ออริทั้งสองฝ่าย พิจารณาแล้วว่า หากทำสงครามนองเลือดกันเช่นนี้ การเข่นฆ่ากันคงจะมีอยู่ตลอดไป จึงตกลงนัดเจรจาสงบศึกและเรียกร้องข้อตกลงตามสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายจะได้รับผลประโยชน์ที่พึงจะได้รับโดยไม่ล้ำเส้น...เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ

..แต่แล้ว ในการนัดเจรจานั้น มีหนอนบ่อนไส้ที่ชื่อ “เอดูอาร์โด้ ลา โมนิก้า” ได้เป็นสายให้กับทางการ จนนำไปสู่การลอบจับ ซึ่ง มิราโน่ รอดไปได้ แต่ ดิ เลาโร่ หนีไม่พ้น จึงต้องถูกดำเนินคดี! และความแค้นครั้งนี้ทำให้ ลา โมนิก้า ต้องจบชีวิตอย่างทรมาน ด้วยการถูกตัดลิ้น-ตัดหู ทั่วร่างกายบอบช้ำจากการถูกกระบองที่ตอกหัวตะปูไว้ที่ปลายด้านบนกระหน่ำตี ข้อมือถูกทุบจนกระดูกแตกละเอียด และถูกควักลูกนัยน์ตา!

...เป็นคำสั่ง “จัดการ” โดย ดิ เลาโร่ ซึ่งแม้จะอยู่ในคุก แต่ก็ยังมีอิทธิพลชี้เป็นชี้ตายได้ ดังเดิม!...

เมื่อข้อเจรจานี้ได้เริ่มต้นขึ้น...จึงได้ข้อสรุปของสงครามคนโฉดครั้งนี้ประมาณการณ์ว่า อาชญากร ผู้ถูกลูกหลง และผู้บริสุทธิ์ สูญสิ้นชีวิตไปอย่างเปล่าประโยชน์ ไปกว่า 4,000 คน และแม้ยุติศึกกันไปแล้ว แต่ “ธุรกิจมืด” ยังคงอยู่-ยังคงเป็นปัญหาให้ทางการอิตาลีกวาดล้าง ทั้งออกหมายจับ รวมทั้งส่งตำรวจพิเศษนับพันนายแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่...แต่นั่นไม่ได้สร้างกระแสสังคมให้ร่วมแรงร่วมต้าน แกงค์อิทธิพลกลุ่มนี้ จนกระทั่งการมาถึงของ

“ชายผู้มีความกล้า ที่แทรกซึมเข้าไปหาข้อมูลเพื่อนำเสนอผ่าน “โครตหนังสือแฉระดับโลก”...ก็ได้ทำให้สังคมได้หันใส่ใจในเรื่องภัยจาก กอมอร์ร่าห์ มากขึ้น จนองค์กรนรกนี้เป็นที่จับตาของคนทั่วโลก อันเป็นความเสี่ยงที่น่าชื่นชมของ ซาเวียโน่ จนทำให้พวกมันหากินลำบากมากกว่าเดิม”

..................................................

“ความเสี่ยง” ที่มีความตายมาดักรอ แต่มันก็เป็น “ความกล้า” อย่างมีคุณค่าของคนรุ่นใหม่ที่หวังมันจะเปลี่ยนโลก

“ในระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่ กอมอร์ร่าห์ ทรงอิทธิพลและเรืองอำนาจเถื่อน มันได้ปลิดชีวิตผู้คน ไปมากกว่าการก่อสารร้ายในฝั่งยุโรปเสียหลายเท่า...อัตราส่วนผู้ตายจำนวน 1 ศพ ในทุกๆ 3 วันจึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น...อัตราแลกเปลี่ยนและฟอกเงินจากการค้ายาเสพติดคิดเป็นวันละ 5 แสนยูโร...เราจะต้องสูญเสียให้กับพวกมันอีกเท่าไหร่”

นี่คือคำพูดปิดท้ายใน “GOMORRAH” ภาพยนตร์ร้อนๆ รุนแรง และทรงพลัง จากการกำกับของ “มัตเตโอ การ์โรเน (Matteo Garrone)” ดัดแปลงจากหนังสือ “GOMORRAH...Italy’s other Mafia” ของซาเวียโน่ สะท้อนให้เห็นถึงอันตราย และภัยร้ายขององค์กรอาชญากรรมระดับโลกแห่งนี้

...ในขณะเดียวกัน ซาเวียโน่ ก็เสี่ยงมิใช่น้อย ตั้งแต่ผลงานของเขาออกเผยแพร่ในปี 2550...จนทำให้เขาถูกข่มขู่จาก กอมอร์ร่าห์ ซึ่งหมายจะเอาชีวิตให้ได้ จนรัฐบาลอิตาลี ต้องให้การคุ้มครองถาวรแก่ชายหนุ่มผู้กล้า

แต่ด้วยความดีงามอันน่ายกย่อง แม้ไม่ต้องให้รางวัลโนเบล แต่ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 6 ท่าน ได้แก่ ออร์ฮัน ปามุก, ดาริโอ โฟ, ริตา เลวี มอนตัลชีนี, เดสมอนด์ ตูตู, กึนเธอร์ กราสส์ และมิคาอิล กอร์บาชอฟ แสดงจุดยืนผ่านบทความหนุนหลังซาวีอาโน รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลอิตาลีปกป้องชีวิตหนุ่มวัย 30 ปีคนนี้ ไห้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง

รวมถึงการที่ “อุมแบร์โต อีโก” นักเขียนและนักปรัชญาระดับโลก ได้รับการยกย่องว่าชายหนุ่มคนนี้คือ “วีรบุรุษ”

เพราะเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือ และภาพยนตร์นั้น คือสิ่งไม่น่าเชื่อว่า “โลกอาชญากรรม โดยเฉพาะองค์กรอาชญากรรมที่ชื่อเสียงด้านมืดกระฉ่อนมายาวนาน กลับถูกตีแผ่โดยคุณรุ่นใหม่วัยเริ่มต้นทำงาน

“นี่จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ใครคนหนึ่งจะเอาชีวิตของตัวเองมาเสี่ยง...แต่ซาเวียโน่ทำ และยอมแลก จนกลายเป็นภัยแก่ตัวเอง”

..เราไม่สามารถทราบได้ว่า สิ่งที่ชายหนุ่มผู้นี้กระทำลงไป คือความต้องการที่หมายจะเปลี่ยนโลกหรือไม่แต่สิ่งที่ผ่านออกมาจากภาพยนตร์ สะท้อน “สาร” ที่ ซาเวียโน่ต้องการสื่อ รวมทั้ง “ความลึก” ในข้อมูล ที่ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นด้วยตนเองได้อย่างน่าทึ่ง

ภาพยนตร์นั้นนำเสนอเรื่องราว 5 เรื่อง ของตัวละครซึ่งต่างเกาะเกี่ยวกันหลวมๆ โดยมีจุดร่วมเดียวกันคือ กอมอร์ร่าห์ ผ่านมุมมองของ ผู้บริสุทธิ์ และผู้อยู่ในองค์กร

เรื่องหนึ่ง : นำเสนอเรื่องราวของคนที่ “เกี่ยวข้อง” เพราะต้องทำตามบทบาทและหน้าที่ที่พึงมี และพยายามจะไม่ลงลึกในรายละเอียดของสิ่งที่เกี่ยวข้องนั้น...นั่นก็คือการที่ “ดอน ชิโร” ชายวัยกลางคนผู้ทำหน้าที่เป็นเสมียน จ่ายเงินเลี้ยงดูให้กับ คนในครอบครัว ของสมาชิกองค์กร เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องถูกจับตาม “รายชื่อที่ถูกกำหนดไว้!”
ดอน ชิโร พยายามที่จะไม่นำพาตนเองให้ถลำลึกไปกับงานขององค์กรเพื่อป้องกันความเดือดร้อนอันอาจเกิดขึ้นกับตนเอง...แต่เมื่อเกิดการทรยศหักหลังระหว่างคนในองค์กรด้วยกันเองเกิดขึ้น จึงยากที่เขาจะไม่แสดงความเกี่ยวข้องได้อีกต่อไป...เพราะนั่นหมายถึง “ชีวิต”

เรื่องที่สอง :...ในองค์กรอาชญากรรม “ความปรารถนาดีของใครบางคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กลับทำให้เขาต้องไปเกี่ยวข้องกับ อาชญากรรมอย่างไม่รู้ตัว จนส่งผลต่อแนวคิด ทัศนคติ ที่เปลี่ยนไป”...ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของ “โตโต” เด็กหนุ่มลูกเจ้าของร้านขายของชำ ผู้มีหน้าที่ส่งของให้กับลูกค้าตามห้องต่างๆ
...วันที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ได้เกิดขึ้น เมื่อ โตโต เก็บปืน กระบอกหนึ่งได้ จึงนำไปคืนเจ้าของซึ่งเป็นอาชญากร จนความปรารถนาดีของเด็กหนุ่ม กลับกลายเป็นประตูที่เปิดเชิญชวนให้เข้าไปสู่โลกอาชญากรรมเสียเอง...เมื่อเขาต้องพิสูจน์ความกล้าเพื่อที่จะได้เข้าแกงค์ด้วยการยืนรอให้ถูกยิง!

เรื่องที่สาม : “มาร์โก” และ “ชิโร” สองหนุ่มวัยรุ่น ขาดสติ และใช้ชีวิตด้วยความเสี่ยง ซึ่งคิดอยู่เสมอว่า “ความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงและอิทธิพล ต้องสร้างด้วยมือตนเอง!”...จึงจัดการ “ก่ออาชญากรรม กับกลุ่มอาชญากร!” ด้วยการปล้นพ่อค้ายาเสพติด ลักลอบโจรกรรมปืนเถื่อน อันนำไปสู่ “การพยายามตั้งตัวเป็นมาเฟียเสียเอง!”...จนต้องพบกับจุดจบที่มาจากความกล้าอย่างโง่เขลา

เรื่องที่สี่ : “จะทำอย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ซึ่งมีอุดมการณ์ในการทำงาน และใช้ชีวิต กลับต้องตั้งคำถามถึงอีกหนึ่งด้านของอาชญากรรมที่ตนเองต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง?” ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของ “โรแบร์โต” คนรุ่นใหม่วัยเริ่มต้นทำงาน ซึ่งได้งานเป็นผู้ช่วยของ “ฟรานโก” เจ้าของกิจการกำจัดขยะพิษ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับ กอมอร์ร่าห์...ทว่ากิจการนี้ไม่ได้ใส่ใจต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมแม้แต่น้อย เพราะมันคือ “อีกหนึ่งธุรกิจฟอกเงินขององค์กรอาชญากรรม”

เรื่องที่ห้า : “การเลือกข้าง...บางครั้งความเสี่ยงอันอาจส่งผลร้ายให้กับตนเอง” ภาพยนตร์นำเสนอชีวิตของ “ปาสกวาล” ซึ่งควบคุมการผลิตกิจการในโรงงานเสื้อผ้า อันเป็นธุรกิจฟอกเงินของ กอมอร์ร่าห์ แต่แล้วด้วยเงินก้อนโตกลับดึงดูดเขาต้องไปทำงาน สอนตัดเย็บแก่ลูกจ้างโรงงานผลิตเสื้อผ้าชาวจีนซึ่งเป็นศัตรูกับข้างที่ตนเองสังกัดอยู่ จนนำภัยมาให้กับตนเอง


...จากโครงสร้างของ 5 เรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน สะท้อนให้เห็นถึง “ความเสี่ยง” ของคนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม ซึ่งต่างถลำลึกเข้าสู่ด้านมืดทีละน้อย ไม่ต่างจาก
“ความเสี่ยง” ของคนรุ่นใหม่จำนวนมากในปัจจุบัน ในหลากหลายประเด็นหลากหลายเรื่องราว โดยไม่เฉพาะต้องเป็นประเด็นอาชญากรรมเท่านั้น ซึ่งพวกเขาอาจใช้ชีวิตที่ไร้สาระ ขาดแก่นสาร

“โดยความกล้าแบบผิดๆ ขาดสติ และคิดแต่เพียง เอาเท่ห์ เอามันส์ หรืออยากได้เงินทองอย่างง่ายๆ จนกลายเป็นประตูเปิดไปสู่การก่ออาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ในที่สุด”

ดังนั้น หากคิดว่าตนเอง “กล้า” ที่จะแลกชีวิตกับการใช้ชีวิตที่ขาดการยั้งคิดและขาดสติแล้วล่ะก็ ลองมา “กล้า” ที่จะเสี่ยงแลกชีวิตตนเอง เพื่อประโยชน์และความถูกต้องของสังคม...คือสิ่ง “พิสูจน์ค่าความเป็นคน”


...เหมือนชายที่ชื่อ “โรแบร์โต้ ซาเวียโน่”...

.................................

หมายเหตุ : สำหรับความกล้าของ ซาเวียโน่ นั้น ควรพิจารณาให้ดี-ถี่ถ้วน ละเอียดรอบคอบ และมีสติ เพราะการกระทำของ ชายหนุ่มคนนี้คือสิ่งที่น่ายกย่องในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ก็เป็นดาบสองคมที่จะสะบัดอีกด้านมากรีดบาดร่างกาย ตั้งแต่เป็นริ้วรอย-บาดเจ็บเล็กน้อย-สาหัส จนถึงขึ้นเสียชีวิตได้

...ปัจจุบัน ซาเวียโน่ ไม่ได้มีความสุขจากสิ่งที่กระทำลงไป แม้เขาจะมีรายได้มหาศาลจากหนังสือ“GOMORRAH...Italy’s other Mafia” เพราะถูกหมายหัวจาก กอมอร์ร่าห์ แม้รัฐบาลจะให้การช่วยเหลือคุ้มครอง แต่กับอิสรภาพที่จะใช้ชีวิตเป็นปรกติเหมือนคนทั่วไปนั้น “ไม่เหมือนเดิม”
...ดั้งนั้นคนรุ่นใหม่ทั้งหลายที่ได้อ่าน ควรถามตนเองว่า...

“จะเอาอะไรไปแลกกับอะไร เมื่อกล้าแลกมาแล้ว ความเสี่ยงที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับการสูญเสียบางสิ่งไปหรือไม่...ก่อที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป”


..............................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments