9 ตุลาคม...วันแห่งการจากไปของ เช กูวารา
Diarios de motocicleta : ภาพนั้นของ เช กูวาร่า กับจุดเริ่้มต้นบนหลังมอเตอร์ไซค์

“ภาพการยืนไว้อาลัยของ “เออร์เนสโต ราฟาเอล กูวารา”( Ernesto Rafael Guevara) ด้วยท่าทีนิ่งสงบแต่ลึกเข้าไปในดวงตาคือความคั่งแค้นระคนโศก ต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดเรือสัญชาติฝรั่งเศส “la Coubre” ณ ชายฝั่งเมือง HAVANA ประเทศคิวบาในปี 1961 จากคมเลนส์ของช่างภาพ Alberto Diaz ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่”

กว่า 50 กว่า ปีที่ภาพนั้นเผยแพร่สู่สังคมโลก อัตลักษณ์ของ idol ฝ่ายซ้ายสวมหมวกแบเร่ต์ติดดาวแดง...ยังคงปรากฏตั้งแต่ “สติกเกอร์ติดท้ายรถบรรทุกของชนชั้นกรรมาชีพในประเทศโลกที่สาม” กลายพันธุ์สู่ “ลายสกรีนบนเสื้อผ้าแฟชั่นในโลกเสรีประชาธิปไตย ที่วัยรุ่นทั่วโลกสวมใส่ แต่ส่วนมากไม่รู้ถึงหัวใจขบถของชายคนนี้

ในเมืองไทยแม้จำนนต่อหลักฐานท้ายสิบล้อ...แต่ก็ขาดพยานชี้ชัดว่าคนขับคนไหนนำสติกเกอร์ เช มาติดในเดือนปีใด มูลเหตุสมผลจึงน่าจะเป็นยุคพิราบขาว 14 ตุลาคม 2516 เมื่อปัญญาชน นักคิด นักเขียน ทวงถาม “อุดมการณ์ทางการเมืองจากกลุ่มผู้นำประเทศ” ...ส่งผลให้ภาพของ เช “จรรยุทธ” ข้ามทวีปจากสังคมนิยมสู่ทุนนิยม แต่สิ่งที่ทำให้ “คนรุ่นหลังๆ ได้รู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น”

ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง The Motorcycle Diaries หรือ “Diarios de motocicleta” ผลงาน ของ Walter Salles จากการดัดแปลงจากหนังสือในชื่อเดียวกัน ซึ่งเขียนโดย Ernesto 'Che' Guevara และคู่หู Alberto Granado เปี่ยมความหวังและสรรค์สร้างกำลังใจให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งนอกจากจะไล่ตามความฝันของตัวเองแล้ว ยังสร้างจิตสำนึกที่จะสร้างสิ่งดีงานแก่โลกนี้ไปพร้อมกัน

***********

“Before he changed the world the world changed him...”

14 พฤษภาคม 1928 คือวันที่เจ้าหนูเออร์เนสโต้ลูกครึ่งสเปน-ไอริช ลืมตามาดูโลก ในโรซาริโอ (Rosario) อำเภอเล็กๆของกรุงบัวโนสต์ ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อถึงวัยอุดมศึกษา เออร์เนสโต้เข้าเรียนแพทย์ด้านวิชาการโรคผิวหนัง มหาวิทยาลัย Universidad Nacional de Cordoba ควบคู่ไปกับการศึกษาลัทธิมาร์กซิสต์(Maexismus) จากความชิงชัง Juan Domingo Peron (ฮวน เปรอง) ประธานาธิบดีจอมข่มเหงประชาชนเข้ากระดูกดำ

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ เออร์เนสโต้ ได้เห็นโลกที่แตกต่าง เกิดขึ้นในปี 1952 เมื่อเขาร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ อัลเบอร์โต้ กรานาโด้ (Alberto Granado) ท่องแดนอเมริกาใต้ด้วยมอเตอร์ไซค์เป็นเวลาสี่เดือน จากบ้านเกิดผ่านชิลี เปรู โคลัมเบีย และเวเนซูเอล่า

“The Mighty one” มอเตอร์ไซค์ Norton 500 cc รุ่นปี 1939 กำลังจะออกเดินทางจากบัวโนสต์ ไอเรส “เพื่อสานฝันของสองหนุ่ม”... แต่ใครเลยจะรู้ว่าหนึ่งคนที่มันแบกบรรทุก “จะเป็นผู้เปลี่ยนโลก”

กว่า8,000 ไมล์ของสองข้างทางที่แผ้วผ่านได้พานพบชีวิตคนต่ำต้อยถูกกดขี่ รวมทั้งการได้เป็นแพทย์อาสาในนิคมโรคเรื้อน ที่ “ซานพลาโบ” ชุมชนอเมซอนในประเทศเปรู ส่งผลให้เออร์เนสโต้ หันมาสนใจศึกษาเรื่องการเมืองในอเมริกาใต้อย่างจริงจัง

******************
“Let the world change you... and you can change the world”

หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางทั่วอเมริกาใต้ เออร์เนสโต้ เล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษาในปี 1953 ส่วนกรานาโด้ ได้งานในเวเนซูเอล่า แต่สำหรับเขา “อุดมการณ์สำคัญกว่าครอบครัวและอาชีพ” เข้าร่วมกับคณะรัฐประหารใน “กัวเตมาลา”เพื่อโค่นล้ม Jacobo Arbenz Guzman รัฐบาลใหม่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

ประสบการณ์จากกัวเตมาลา และ “หวังสร้างโลกในอุดมคติที่ผู้คนเท่าเทียมกัน” เออร์เนสโต้รอนแรมสู่ เม็กซิโกในเดือนกรกฎาคม ปี 1955...เพื่อเข้าร่วมขบวนการกองโจรติดอาวุธของ “ฟีเดล คาสโตร” อดีตทนายความผู้นำกลุ่มMoncadistas ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองหลังจากพ้นโทษในข้อหา “หัวหน้าก่อกบฏในคิวบา” ต่อต้านรัฐบาลโฉดบาติสต้า (Fulgencio Batista) ที่นี่โลกได้รู้จัก เออร์เนสโต้ เป็นครั้งแรกในนาม “เช” (CHA) หมายถึง “เพื่อนตาย”

ย้อนกลับไปในปี 1933 หลังจากจอมเผด็จการแห่งคิวบา “Gerardo Machado” พ้นอำนาจ นายสิบ “บาติสต้า” โค่นล้มรัฐบาลชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้น...มอบยศให้ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุด ต่อมาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1940...หลังจากปกครองประเทศด้วยความโฉดได้เพียงสี่ปี จึงถูกผลักดันออกจากอำนาจและลี้ภัยไปอยู่ที่ ฟอริด้า ...บาติสต้าเก็บความคั่งแค้นไว้จนถึงปี 1953 จึงกลับมาทำรัฐประหารจนประสบความสำเร็จ

การทวงอำนาจเพื่อประชาชนเกิดขึ้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 1956 ขบวนการกองโจร 82 คน มีเช ทำหน้าที่เป็นหน่วยแพทย์ เดินทางด้วยเรือยนต์จากเม็กซิโก ขึ้นฝั่งคิวบาในวันที่ 2 ธันวาคมแต่ถูกกองกำลังรัฐบาลบาติสต้าตีแตก หลงเหลือกำลังพลเพียง 12 คน...ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้ เช ต้องเปลี่ยนหน้าที่กลายมาเป็นนักรบระดับหัวหน้า ผ่านการดำเนินการปฏิวัติกว่า 9 ครั้ง จนได้รับชัยชนะในวันที่ 1 มกราคม 1959 ยึดอำนาจของบาริสต้าอย่างเบ็ดสร็จเด็ดขาด จนทำให้อดีตประธานาธิบดีโฉดต้องหลบหนีออกจากคิวบา

หลังกำจัดทรราช คาสโตรเชิญสมาชิกระดับหัวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาร่วมร่างนโยบายประเทศ แต่ไม่ให้บริหาร ส่วนตำแหน่งทางการเมืองมอบให้ “สหาย” ผู้ร่วมรบกันมายาวนาน สำหรับ เช ได้รับสัญชาติคิวบาและตำแหน่งใหญ่ทางการเมือง พร้อมดำเนินนโยบายเร่งด่วน “ยึดที่ดินปลูกอ้อยของนักธุรกิจจำนวนมากแปลงเป็นสินทรัพย์แล้วนำแจกจ่ายประชาชน”

กลายเป็นชนวนสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐอเมริกา เมื่อผลประโยชน์ที่นักธุรกิจของตนได้ถักทอเครือข่ายไว้ถูกริดรอน จนในปี 1960 “พญาอินทรีย์ประชาธิปไตย” ในนามของประธานาธิบดี John F. Kennedy ส่งชายฉกรรจ์ชาวคิวบาอพยพจำนวน 15,00 นายเดินทางเข้าเทียบชายฝั่งทางตอนใต้ของอ่าวหมู(Playa Giron)

เกิดการปะทะและ เคเนดี้พ่ายแพ้ ยิ่งทำให้ เช เกลียดอำนาจที่ไร้ศีลธรรมของพญาอินทรีย์ที่ให้คนเชื้อชาติเดียวกันต้องมาเข่นฆ่ากันเอง จึงเปิดเจรจาข้อตกลงกับสหภาพโซเวียต ในปี 1961 เพื่อขอความสนับสนุนด้านอาวุธและด้านอื่นๆอย่างจริงจัง ในขณะที่อเมริกาเพิ่มแรงกดดันด้วยการกระทำของ CIA ลอบวางระเบิดเรือสัญชาติฝรั่งเศสดังที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 75 ศพบาดเจ็บ 200 กว่าคน

แต่“ความพยายามสร้างโลกในอุดมคติที่ผู้คนเท่าเทียมกัน”ของเช เริ่มห่างไกลทุกขณะ...ตำแหน่งใหญ่โตทางการเมืองไม่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านผู้ทุกข์ทน ในปี 1965 เช สละตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดรวมทั้งสัญชาติคิวบากลับมาสวมหมวกแบเร่ต์ เข้าป่าในนานาประเทศที่ต้องการ “การปฏิวัติ” เพื่อประชาชน

...เริ่มจากคองโก ทวีปแอฟริกา แต่ล้มเหลว จากนั้นปี 1966 จึงร่วมกับกลุ่ม กบฏโบลิเวียราว 44 คน ทำสงครามปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการประเทศโบลิเวีย แต่ขบวนการของเช กลับพ่ายแพ้ เหลือเพียง 14 คน

เช โดนยิงบาดเจ็บ และถูกจับได้ในเดือนตุลาคม 1967 โดยกองกำลังทหารของรัฐบาลโบลิเวีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐอเมริกาคู่แค้นตัวสำคัญ

“ที่สุด เช ถูกทหารนายหนึ่งฆาตกรรม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เวลา 13.10 น. จบสิ้นชีวิตนักปฏิวัติใน 39 ปี”

**************

“The world is not enough”

เกือบห้าสิบปีที่สหายดาวแดงได้จากโลกที่ไม่เท่าเทียมไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ และอัตลักษณ์ของเขา กลายเป็นสินค้าในสังคมทุนนิยม...แต่อย่างน้อย นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ตำนานของชายคนนี้คงอยู่ตลอดกาล

...“ภาพเหตุการณ์ในปี 1997 ที่คาสโตร รับอัฐิของ เช คืนจากประเทศโบลิเวีย” จึงเป็นเสมือนภาพลวงตา แท้จริงแล้ว “เช ยังไม่ตาย!”...เมื่อใดที่ภาพข่าวปรากฏปัญหาการกดขี่ข่มแหงประชาชนผู้ต่ำต้อยโดยมีใครสักคนเป็นแกนนำ “เขาคนนั้นนั่นล่ะคือเช” ดั่งคำนิยมในยุค 14 ตุลาคม และอาจจะรวมถึง ม๊อบมือตบ-ตีนตบที่ว่า

...“ตายสิบเกิดแสน”...

แต่ทั้งนี้ การกระทำของชายหนุ่มคนนี้ ในช่วงที่เขาทะยานไล่ตามความฝันอันร้อนแรงของวัยหนุ่ม เพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ ควบคู่ไปกับการกระทำที่เปลี่ยนโลก คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนเกิดคำถามว่า

“คนรุ่นใหม่ทั้งหลาย พร้อมที่จะทำความดี หรือสร้างสรรค์ สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับ โลก หรือสังคมกันเมื่อไร

...เมื่อคุณพร้อม...

หรือว่า คุณพร้อมที่จะทำสิ่งดีๆ นี้ ไปพร้อมกับช่วงชีวิตที่คุณกำลังทะยานฝัน ดังตัวอย่างของชายที่ชื่อ...เช กูวารา”

?

.................................
บทความ by เอ๋ กฤษฎา
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments