หมอกลวงตา

              คติ คือ แนวทางความคิด ความเป็นไปได้ ของสิ่งต่างๆ แตกต่างกันไปตามปัจเจกชน
              อะ คือ ไม่,ปฏิเสธ
              อุดม คือ ความสมบูรณ์,ความสวยงาม

เมื่อนำคำเหล่านี้มาผสมกัน เราก็จะได้คำที่คุ้นๆติดหู มาสองคำ คือ อุดมคติและอคติ

อุดมคติ หมายถึง แนวทางความคิดที่สวยงาม สมบรูณ์ ที่สิ่งต่างๆควรจะเป็น

อคติ หมายถึง การปฎิเสธ ไม่รับรู้ความเป็นไปได้ เรียกง่ายๆก็ ลำเอียง ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม

        
      อคติ เกิดจากความเชื่อส่วนบุคคล ไม่ว่าจะได้รับมาจากทฤษฎี ประสบการณ์ชีวิต ในทางที่ไม่ดี อย่างเจอ คนฝรั่งที่ไม่ดีทำให้มองว่าฝรั่งทุกคนนั้นไม่ดี หรือ แม้กระทั่งการแบ่งชนชั้น "แรงงานไทยคุมยาก แต่แรงงานพม่าคุมง่าย" เราก็จะเริ่มมองว่าพวกแรงงานไทยทั้งหมดนั้นนิสัยไม่ค่อยเชื่อฟังไปเอง ยิ่งกว่านั้น ทำให้แรงงานพม่าโดนเอาเปรียบหนักเข้าไปอีก ทำแบบแทบไม่มีวันหยุด วันหยุดไม่ได้หยุด(แรงเดียว) ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมา มันเกิดจากคำๆเดียว คำว่า "อคติ"

ดังนั้น พูดอีกอย่างได้ว่า อคติ คือการยกหางพวกตนเอง ยกหางตนเองให้เหนือกว่าคนอื่นๆ พอทำอย่างนี้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินเกี่ยวกับตนเองหรือพวกพ้อง ความไม่เที่ยงธรรมก็จะตามมาโดยธรรมชาติ 

ทีนี้เมื่อเราศึกษาคำว่า "อคติ" ให้ลึกลงไปอีกก็จะเจออคติที่แบ่งไปตามหลักพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 4 แบบ ดังนี้

1. ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะความรักใคร่ …ด้วยการอ้างเอาความรักใคร่หรือความชอบพอกันของตนเอง ไปสร้างประโยชน์ให้ ญาติพี่น้อง พวกพ้องและคนสนิท พอมีอคติ…ใจไม่เป็นกลางก็มีการปฏิบัติต่อทุกคนไม่เหมาะสมหรือเท่าเทียมกัน
ตัวอย่าง 1.1 คนที่มองว่าคนในกลุ่มตนนั้นดี เก่งอย่างนั้น อย่างนี้ ทำให้เวลาตัดสินคนอื่นเกิดความไม่เป็นธรรม เมื่อเจอใครที่ไม่ดีพอ ก็จะไม่นับเขาเป็นพวกพ้อง ทำให้เริ่มออกห่าง เกิดความรังเกียจ
1.2 คนๆหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามองโลกในง่ายร้าย เพราะเห็นปัญหาที่แท้จริง ก็เลยมองว่าเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่กลุ่มเดียวกันหรือพวกพ้องของตนเอง ก็เลยเริ่มที่จะตัดความสัมพันธ์ทันที เนื่องจากเชื่อว่ากลุ่มของตนนั้นจะต้องเป็นคนมองในแง่ดีเท่านั้น
1.3 การที่แม่มักจะมองว่าลูกของตนเองเป็นคนดีเสมอ

2. โทสาคติ ความลำเอียงเพราะความโกรธ ไม่ชอบ เกลียดชัง หรือแค้น … ด้วยความโกรธ หรือลุอำนาจโทสะ ก็ทำการกลั่่นแกล้ง ทำร้ายคนที่ตัวเองเกลียดชัง โดยไม่แยกแยะเรื่องความถูกต้อง ระเบียบ ประเพณีที่พึงปฏิบัติ 
ตัวอย่าง 2.1 ในวัยเด็กเข้ากับพ่อ แม่ ไม่ค่อยได้ ทำให้เกิดอคติ เกลียดใครก็ตามที่คล้ายกับพ่อ แม่ ทันที โดยที่ยังไม่ทันรู้จัก
2.2 กิจกรรมรับน้อง คนที่ร่วมกิจกรรม(ส่วนใหญ่)จะเกลียด คนที่ไม่ร่วมกิจกรรมทันที หรือ คนที่ไม่ร่วมกิจกรรม ก็อาจจะ มองว่าคนร่วมกิจกรรมเป็นคนไม่ดี เช่นกัน
2.3 การที่เราเคยผิดใจกับใคร หรือทำอะไรไม่ถูกใจใครเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ว่าปัจจุบันเราจะแก้ไข ปรับปรุงตัว ดีแค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันเห็นเราในปัจจุบัน

3. โมหาคติ ความลำเอียงเพราะความหลงผิด ความไม่รู้ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ …เพราะความสะเพร่า ความไม่ละเอียดถี่ถ้วน มองโลกมองคนในแง่ร้าย …ก็ตัดสินใจโดยไม่พิจารณาให้ดี ปิดใจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
ตัวอย่าง 3.1 มองคนในแง่ร้าย เหมาว่าทุกๆคนเหมือนกัน
3.2 เชื่อว่าคนๆนั้นไม่ดีเพราะคำพูดคนอื่นทันที โดยที่ไม่ได้นึกถึงข้อเท็จจริง
3.3 การเชื่อว่าตนเองรู้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เข้าใจทุกอย่างโดยที่ศึกษาเรื่องนั้นๆไม่ละเอียดพอ

4. ภยาคติ ความลำเอียงเพราะความกลัว …เพราะความหวาดกลัว หรือกลัวภัยอันตราย …ก็เลยตัดสินใจไม่กระทำ หรือกระทำอย่างขาดความกล้าหาญ โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม คือ กล้าคิด กล้าพูดในสิ่งที่ดีงาม
ตัวอย่าง 4.1 คนที่หวาดกลัวการถูกรังแก ถูกทำร้าย ไม่ว่าจะจาก สังคมใด โดยเฉพาะในสังคมมหาลัย รุ่นน้องจะไม่กล้าออกความเห็นเพราะกลัวรุ่นพี่
4.2 ผู้ชายสมัยนี้ไม่ค่อยกล้าเสียสละที่นั่งบนรถเมล์ให้ ผญ เพราะกลัวว่าเขาจะไม่นั่ง(เสียฟอร์ม)
4.3 เด็กนักเรียนไม่กล้าแสดงความเห็น ในห้องเรียนเพราะกลัวครู กลัวความไม่รู้ กลัวการถูกล้อ

ครบหลักสูตรความอคติแล้วครับ

สาเหตุที่ผมมาสนใจคำๆนี้ เพราะผมเจอมันหลอกหลอนมานานแล้วครับ ไม่ว่าจะจากตัวเอง หรือจากคนอื่นกระทำใส่ รับมาจากคนอื่นบ้าง เคยคิดว่าตัวเองเข้าใจคำว่า "อคติ" จริงๆ แต่พอมาศึกษาวันนี้ ก็ได้พบความจริงอะไรหลายๆอย่างมากมาย อย่างน้อยสิ่งที่ได้จากวันนี้ก็คือ การหลุดพ้นจาก โมหาคติ มาหน่อยหนึ่ง ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจตัวเองหรอกว่ายังมี อคติแบบไหนอยู่ในใจอีก

การที่เราจะรู้ว่า เรามีอคติหรือไม่นั้น เป็นเรื่องยาก ที่เรามิอาจตัดสินเองได้ เพราะเมื่อเรามีมัน เราจะเสมือนคนที่ตาบอดมองไม่เห็นความจริง เห็นเพียงแต่สิ่งที่เราอยากจะเห็นเท่านั้น ดังนั้น เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ ต้องดูคนรอบข้างว่าเขาเป็นทุกข์เพราะเราเรื่องใด หรือ ไม่ก็ต้องรอผลสะท้อนจากความอคติเข้าถึงตัวก่อน

อคติที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผม คือ โทสาคติ เพราะมันเป็นการตัดสินคนๆทุกๆคน โดยไม่รับฟังความจริง มันทำให้คนเราเริ่มเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มันทำให้คนเราเกิดการทะเลาะวิวาห์กันได้ง่าย

จากที่ศึกษามาทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า อคติ ทั้ง 4 แบบ อาจทำงานร่วมกันได้ อย่างเช่น โมหาคติ ทำให้วัยรุ่นสองคนที่เคยบาดหมางกัน ตีกัน จากนั้น ฉันมาคติ ก็จะดลใจให้เพื่อนๆของทั้งสองคนเข้ามาร่วมวง

คนที่มีโมหาคติ มีแนวโน้มเป็นคนที่ไม่รู้จัก ขอโทษผู้อื่นก่อน เพราะ คำว่าขอโทษเป็นการแสดงถึงการสำนึกผิดให้อีกฝ่ายรับรู้ เราจะรู้สึกผิดก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าเราไม่ดีพอในเรื่องนั้นจริงๆ และเมื่อเราผิดจริง เราจึงยอมเอ่ยคำว่า ขอโทษ แต่คนที่ไม่เอ่ย คำ "ขอโทษ" อาจเพราะเขายังคงคิดว่าตัวเองถูก ยังไงๆก็ไม่ผิด อีกฝ่ายตังหากที่ต้องขอโทษเขา (มันคือความหลงผิด รู้ไม่จริง ไม่รับฟังความเห็นผู้อื่น) ดังนั้น คนที่มักจะเอ่ย"ขอโทษ"ไว้ก่อนเสมอไม่ว่าความจริงเขาจะถูกหรือผิด เขาก็คือ คนที่ไร้ซึ่ง โมหาคติ

เราจะไม่มีวันรู้จักตนเองได้ หากใจยังเปี่ยมไปด้วยอคติ

เมื่อนำอคติทั้ง 4 มาโยงเข้ากับแบบทดสอบ MBTI จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไม คนถึงทำแบบทดสอบผิดเพี้ยน ทำไมคนถึงละเลยคนที่แตกต่างเกินไป มันเป็นเพราะ โมหาคติ ฉันทาคติ โทสาคติ
ในขณะเดียวกันคนที่ถูกสังคมละเลยก็มีแนวโน้มจะเกิดอคติต่อไปนี้ ภยาคติ โมหาคติ โทสาคติ ฉันทาคติ
หากใครที่อยากรู้จักตนเองจริงๆ ต้องนำอคติออกไปจากใจให้ได้เสียก่อน โดยเฉพาะก่อนจะอยากเข้าใจผู้อื่น

ผู้ใดอยากศึกษาเพิ่มเติมหาในกูเกิ้ลได้นะครับ

แสงราตรี

แหล่งอ้างอิง https://tpbstransparency.wordpress.com/2012/09/23/%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4-4-unbiased/
ที่มาภาพ https://www.matichon.co.th/local/news_467622






SHARE
Writer
Gamekikkok
คนธรรมดา
I love the writing, Leisure I always to think about things out is the sentence words. I want to someone read my article.I hope the article I wrote it a great advantage for you.

Comments

Msucha
6 days ago
ขอบคุณสำหรับบทความนี้ค่ะ มันทำให้เราหันกลับมาทบทวนตัวเอง และอยากที่จะปลดอคติที่มีในใจเราออกไป เพื่อที่เราจะได้มองอีกมุมของใครคนหนึ่งที่ตลอดระยะเวลาที่เราถืออคติเราไม่เคยมองเห็นอีกฝั่งของเขาเลย
Reply
Gamekikkok
6 days ago
หากรู้ถึงอคติในใจตัวเองได้ ก็ยินดีด้วยครับ คุณอาจจะได้เจอขุนทรัพย์ภายในใจที่ซ่อนอยู่