คุณเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งแบบไหน
การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เด็ก เมื่อไหร่ที่เราโดนพ่อแม่ใช้งาน เรามักจะตอบว่า “เดี๋ยว” หรือไม่ก็ “แปปนึง” เราไม่ได้ปฏิเสธ แต่เราไม่ต้องการให้มีใครมาบังคับ เราจะทำการตัดสินใจเองว่าจะทำเมื่อไหร่ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่ทำ เราทำแน่ๆ (แต่ตอนไหน)

การที่เรามักจะตอบแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ ทำให้มันกลายเป็นนิสัย เมื่อเราโตขึ้น นิสัยแบบนี้ก็ยังติดตัวเราอยู่ ฉะนั้นถ้าจู่ๆใครมาบอกให้รีบๆทำงานให้เสร็จ เราก็จะ “เดี๋ยว” แล้วค่อยทำตอนใกล้ๆเส้นตายอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้นสมัยนี้มีสิ่งที่คอยดึงดูดความสนใจมากมายทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งบ่อยกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น

สมาร์ทโฟนในมือคุณที่บรรจุความบันเทิงมากมายในเครื่องเดียว ทั้ง Facebook, Twitter, Youtube, Netflix ,etc แค่ไถๆหน้าจอแล้วกดเข้าไปซัก app หนึ่ง คุณก็มีที่ผ่อนคลายก่อนเริ่มงาน

ร้านของหวานมากมายที่ช่วยให้เราพร้อมสำหรับลุยงานหนัก ถึงจะไม่ได้นั่งที่ร้านก็ไม่เป็นไร หลายๆร้านมีเมนูที่ทำให้คุณพกของหวานติดตัวไปได้ทุกที่ อย่างเช่น เอ่อ ช่วงนี้ก็ต้อง ชานมไข่มุกสินะ

ก่อนจะทำงาน เรามักจะท่ามากเสมอ 

แต่มีแค่การทำงานหนักอย่างเดียวเท่านั้นรึเปล่าที่ทำให้เราหาเรื่องผัดวันประกันพรุ่ง

ก็ไม่ใช่

ต่อให้เป็นงานง่ายๆอย่างเช่น รดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาดบ้าน นวดขาให้แม่ เราก็ยัง “เดี๋ยว” อยู่ดี

-การผัดวันประกันพรุ่งมันเป็นเรื่องของอารมณ์-
ถ้าเราอยากให้งานเสร็จเร็วๆแล้วมีเวลาเหลือเยอะๆ เพื่อพักผ่อน เราต้องทำยังไง

คำตอบคือ รีบทำงานให้เสร็จไงล่ะ เมื่อเรารับงานมา เราควรวางแผนงาน จากนั้นทำตามแผน นี่คือคำตอบอย่างมีเหตุผลและสำหรับคนมีเหตุผล

แต่จากที่ผ่านมาเราเป็นคนตัดสินใจแบบคนมีเหตุผลรึเปล่า

ก็น่าจะไม่ แสดงว่าเราใช้อารมณ์เป็นตัวนำเมื่อจะเริ่มทำงาน

ดังนั้นถึงเราจะรู้ว่าวิธีที่มีเหตุผลสามารถแก้ปัญหาได้ เราก็ไม่สามารถทำได้ถ้า “อารมณ์” ไม่ได้ไปทางเดียวกับเหตุผล
-คุณเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งแบบไหน-
ถึงเราจะมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งเหมือนกัน แต่ใช่ว่าวิธีแก้จะเหมือนกัน คุณและผมมีนิสัยผัดวันเหมือนกันแต่วิธีแก้ของเราอาจต่างกัน ดังนั้นถ้าเราต้องการแก้ให้ถูกจุด เราควรต้องแบ่งประเภทของคนชอบผัดวันซะก่อน

ในเรื่องนี้ต้องถามผู้เชี่ยวชาญอย่าง Lifehack.org พวกเขาได้แบ่งประเภทของคนผัดวันเป็น 5 ประเภท คือ

1) พวกชอบความสมบูรณ์แบบ (The Perfectionist)
คติประจำใจของคนพวกนี้คือ “ทุกอย่างต้องลงตัว” คนพวกนี้ชอบความละเอียดแต่ดูเหมือนจะใช้ผิดวิธีไปหน่อย

เมื่อ Perfectionist กำลังจะเริ่มทำอะไรบางอย่าง พวกเขาจะสำรวจดูทุกๆอย่าง เช่น
อารมณ์ (แรงกระตุ้นมารึยัง แล้วจะรักษาแรงกระตุ้นได้นานมั้ย)
เวลา (ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำธุรกิจรึยัง)
ความเสี่ยง (กำจัดความเสี่ยงก่อนลุยธุรกิจได้หมดแล้วรึยัง เอ่อ มันหมดได้ด้วยเรอะ)

เมื่อ Perfectionist เริ่มทำงานแล้ว พวกเขาก็จะเอานิสัยชอบความละเอียดไปแก้จุดเล็กๆน้อยๆในงาน อย่างเช่น พวกเขาอาจจะหมกมุ่นไปกับตารางที่ช่องไม่เท่ากันซักที หรือยังหาโทนสีใน Power Point โดนๆไม่ได้ หรือไม่ก็ใช้เวลาไปครึ่งวันกับการคิดชื่อโปรเจ็ค

Perfectionist อาจจะเถียงว่า นี่ไม่ใช่การผัดวันประกันพรุ่ง แต่มันคือการทำงานต่างหาก

ใช่ นั่นคือส่วนหนึ่งของงาน แต่มันไม่ได้ทำให้งานเดินหน้า ถึงจะเดินหน้ามันก็นิดเดียวเท่านั้น 

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าการผัดวันฯไม่ใช่แค่การเลื่อนงานออกไปเพียงอย่างเดียว การมัวแต่ไปเน้นที่จุดไม่สำคัญจนคนอื่นบ่นว่า “มึงมัวแต่ทำอะไรอยู่” ก็ถือเป็นการผัดวันฯ เช่นกัน

2) นักฝัน (The Dreamer)
ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ คุณน่าจะเคยเห็นวิธีการสร้างแรงจูงใจ นั่นคือ ฝันให้ใหญ่เข้าไว้ และมักจะอยู่บทแรกๆ น่าจะบทที่หนึ่งเลยด้วยซ้ำ

คำแนะนำนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เพราะมันเป็นคำแนะนำที่ดีและอยู่บทแรกๆนี่แหละจึงทำให้หลายๆคนลืมบทอื่นกันไปซะหมด

พวกนักฝันจะจำได้แค่เรื่องฝันให้ใหญ่แต่ลืมไปว่าถ้าจะทำให้เป้าหมายสำเร็จต้องลงมือทำด้วย เมื่อพวกนักฝันกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่าง พวกเขายังคงมัวเมากับความฝัน แม้แต่แผนการยังยึดติดกับความฝัน ไม่ได้มองความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่สามารถทำสำเร็จได้ซักที

คุณอาจจะเคยพบเห็นนักฝันมาบ้าง พวกเขาจะบอกคุณว่ามีเป้าหมายจะทำอะไร พวกเขาวางแผนจะทำอะไรบ้าง แต่เมื่อคุณพบกับเขาอีกครั้ง เขาก็ยังคงพูดแบบเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน

3) พวกชอบหลีกเลี่ยง (The Avoider)
คนพวกนี้ค่อนข้างขี้กลัว พวกเขาอาจจะเคยเห็นเหตุการณ์ที่คนบางคนลงมือเสี่ยงทำอะไรซักอย่างแล้วเกิดผิดพลาด พวกเขาจึงจำฝังใจและคิดในใจว่า ถ้าไม่ทำอะไรซะอย่าง ผลร้ายก็จะไม่เกิดขึ้น

เมื่อพวกเขาต้องทำงาน พวกเขาจะเลือกทำแต่งานเล็กๆที่ไม่เสี่ยง ผลคือพวกเขาจะไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

พวกเขาจะกล้าเสี่ยงต่อเมื่อมองเห็นผลลัพธ์ชัดเจน (แต่ผลลัพธ์มันเป็นเรื่องอนาคตน่ะสิ ใครกันล่ะที่มองเห็นอนาคต) ถ้าคุณเห็นว่าพวกชอบหลีกเลี่ยงมีฝีมือเก็บงำไว้ คุณก็ต้องบรรยายภาพให้ชัดเจนว่าผลลัพธ์น่าจะเป็นแบบไหน แต่ถ้าคุณเป็นซะเอง คุณลองถามพวก Perfectionist ดูสิ พวกนี้ละเอียดจะตาย พวกเขาอาจจะมีคำตอบให้คุณได้

4) นักสร้างวิกฤต (The Crisis-Maker)
นักสร้างวิกฤตคือคนที่เชื่อว่าเส้นตายจะสามารถสร้างแรงผลักดันให้ทำงานได้เร็วและดีกว่าเดิม ซึ่งแทนที่จะวางแผนงานให้เรียบร้อย พวกเขามักจะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยไปกับเวลาที่ยังมีจนกระทั่งเส้นตายใกล้เข้ามา

Tim Urban ได้พูดใน Ted Talk ว่าเมื่อเส้นตายใกล้เข้ามา อสูรกายสติแตก (The Panic Monster) จะตื่นขึ้น และขู่ให้เราเร่งงานจนเสร็จ เขาอธิบายจนเห็นภาพจนผมคิดว่าเขาเองก็น่าจะเป็นนักสร้างวิกฤต

เส้นตายที่ใกล้เข้ามาอาจทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำงานดีขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานได้ดีในขณะที่เส้นตายบีบเข้ามา บางคนลนลานจนส่งงานชุ่ยๆไป ถ้าเป็นงานเล็กๆที่ไม่เกินความสามารถมากนัก คุณอาจจะใช้วิธีนี้ได้ แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ ผมคิดว่าการรอให้เส้นตายใกล้เข้ามา รอให้อสูรกายสติแตกคำรามใส่คุณ มันไม่น่าจะทำให้เราเก่งขึ้นในชั่วพริบตาหรอก

5) นักผัดวันประกันพรุ่งผู้ยุ่งเหยิง (The Busy Procrastinator) 
คนพวกนี้ไม่เลื่อนงานออกไปแต่เขาทำงานตลอดเวลา พวกเขามีปัญหาเรื่องการจัดลำดับงานก่อนหลัง พวกเขาจะทำงานที่เขาอยากทำโดยไม่คิดว่างานไหนจำเป็นต้องทำก่อน

เนื่องจากการวางแผนนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาและใช่ว่าจะเห็นผลโดยทันที เหล่าผู้ยุ่งเหยิงจึงคิดว่าเป็นการเสียเวลา สู้เอาเวลาไปทำงานดีกว่า แต่พอคิดแบบนั้น พวกเขาก็จะอยู่ในวังวนงานเยอะไม่สิ้นสุด

สำหรับผู้ยุ่งเหยิงนั้นขอแค่ได้ทำงานก็รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์แล้ว แต่ดันลืมไปว่าสิ่งที่ทำนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงน้อยมากและทำให้ตัวเองเหนื่อยเปล่า 

ถ้าต้องเปรียบเทียบล่ะก็ มันเหมือนกับการแบกถังน้ำมาจากแม่น้ำเพื่อมาเติมใส่ตุ่มที่มีรูรั่วขนาดใหญ่ ต่อให้คุณเดินแบกถังน้ำไปกลับเป็น 100 รอบ ตุ่มน้ำก็ไม่เต็มหรอก ฉะนั้นถ้าไม่อยากเหนื่อยเปล่า ก็ต้องคิดก่อนว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน 
การผัดวันประกันพรุ่งนั้นถ้าใช้ดีๆก็สามารถช่วยให้เราพักเหนื่อยจากงานได้ แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ใช้มากเกินไปจนงานเสร็จล่าช้า ดังนั้นถ้าคุณรู้แล้วว่าคุณเป็นคนผัดวันประเภทไหน คุณก็ต้องทำความเข้าใจและลองหาทางแก้ของคุณดู

ถ้าคุณเป็น Perfectionist คุณต้องลดความสุดโต่งของคุณลงบ้าง คำว่า “ทุกอย่างต้องลงตัว” มันอาจจะมีจริง แต่มันก็เหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่งแหละ มันยากที่เราจะเจอจังหวะนั้น

ถ้าคุณเป็นนักฝัน คุณต้องตื่นและลดการมองโลกในแง่ดีลงมาเล็กน้อย ทีนี้คุณน่าจะเห็นโลกแห่งความจริงมากขึ้น

ถ้าคุณเป็นพวกชอบหลีกเลี่ยง ลองถามข้อมูลกับพวก Perfectionist ก็ได้ คุณคล้ายกับคนพวกนี้ตรงที่ชอบความชัวร์ แต่ถ้าเห็นภาพชัดแล้ว ก็อย่าเพิ่งกลัวไปซะก่อนล่ะ

ถ้าคุณเป็นนักสร้างวิกฤต แสดงว่าคุณชอบให้เส้นตายใกล้เข้ามา ถ้างั้นคุณก็ลองวางแผนย่อยๆดูสิ แบ่งแผนงานหลายๆชั้นเพื่อที่จะเจอกับเส้นตายบ่อยๆ ทีนี้คุณจะเห็นเส้นตายจนหนำใจ

และถ้าคุณเป็นผู้ยุ่งเหยิง คุณอาจจะต้องการคนที่วางแผนให้คุณและคนๆนั้นต้องเป็นคนที่คุณเชื่อฟังด้วย เพราะไม่อย่างงั้นคุณก็จะทำแต่งานที่ทำให้เหนื่อยเปล่าเหมือนเดิมอีก
เวลาเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดของเรา อย่าให้นิสัยผัดวันประกันพรุ่งทำให้เวลาของเราเสียไปเปล่าๆ

อย่ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งในเมื่อรู้วิธีแก้การผัดวันประกันพรุ่ง ไม่งั้นก็ไม่หายผัดวันประกันพรุ่งซักที
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
อืมมม ซับซ้อนชะมัด



ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ In Search of time : what the smart invest in, that the average do not


SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น

Comments

SUNSHINESAI
5 months ago
ชอบจังค่ะ เหมือนตัวเองเป็น 2 พวกเลย พวกเพอร์เฟคชั่นนิสกับพวกยุ่งเหยิง
Reply
Stikpost
5 months ago
เป็น Perfectionist เหมือนกันครับ แต่ช่วงนี้เริ่มเป็นพวกสร้างวิกฤตด้วย +___+
Kaki
5 months ago
ดีค่ะ​ อ่านแล้วย้อนมองตัวเอง
Reply
JanJJ
5 months ago
บทความดีมากค่ะ ทำให้เริ่มมองเห็นตัวเองมากขึ้นขอบคุณค่ะ
Reply
Yoksin
5 months ago
เราคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นพวกนักสร้างฝันค่ะ 555
Reply