11 ข้อจากงานประจำ..ทำให้พัฒนา
ในระหว่างที่เราได้ทำงานออฟฟิศ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง 
และที่สำคัญ..เราได้เรียนรู้ว่า คนเราสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ 
ซึ่งในระหว่างการทำงาน เราเห็นตัวเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย 
ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ทำให้เราพร้อมที่จะก้าวออกจากโลกแห่งการทำงาน 
มาเป็นโลกของการสร้างงานด้วยตนเอง 

1. เราเปลี่ยนจากคนคิดลบ มาเป็นคนคิดบวกมากขึ้น
   เคยคิดลบกับตัวเอง จนไปคิดลบกับเพื่อนร่วมงาน ระบบ ผู้บริหาร
   แต่สุดท้าย ก็กลับมาโฟกัสที่การทำงาน และความคิดลบเหล่านั้นก็เลยจางหายไป
   ซึ่งสาเหตุที่คนเราเปลี่ยนทัศนคติกันได้ เราได้จากการฟัง Youtube พัฒนาตัวเอง
   ในเวลาทำงาน วันละนิด จนเซลล์สมองคิดบวกมันขยายใหญ่ขึ้น เลยมีเวลาคิดลบน้อยลง

2. เราเปลี่ยนจากคนคิดเยอะ มาลงมือทำมากขึ้น
    เราพยายามสะกดตัวเองไม่ให้คิดว่า เดี๋ยวจะทำนั่นนี่ อะไรทำได้ตอนนี้ก็ทำเลย
    หรืออย่างน้อยก็ตัดสินใจว่าจะลงมือทำเมื่อไหร่ แล้ววางแผนทันที
    ซึ่งทำให้เราเปลี่ยนจากคนที่วันๆ ไม่ทำอะไร กลายเป็นคนที่มีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะ
    เราจึงชอบกับการได้อยู่บ้าน เพราะเรามีงานอดิเรกเยอะมาก จนคิวยาวเป็นหางว่าวทีเดียว

3. เทคนิคจิตบริการ (Service Mind) นั้นทำให้เราสังเกตและมีความกล้ามากขึ้น
    ตอนสมัยเรียนวิชาโทบรรณารักษศาสตร์ฯ และตอนทำงานที่เก่าได้อบรมเรื่อง Service Mind
    ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า เราต้องรู้จักสังเกตผู้รับบริการว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่
    หากดูแล้ว เขาน่าจะมีอะไร ก็ให้เป็นฝ่ายเข้าหาเขาแล้วถามเขาก่อน โดยไม่ต้องรอให้เขาถาม
    เพราะบางคนอาจไม่กล้าที่จะบอกความต้องการ เราจึงควรเป็นฝ่ายหยิบยื่นน้ำใจให้เขาก่อน

4. เราได้ทักษะของการจัดการเงิน จนมีอิสระทางการเงิน
    ตอนแรกเราก็มีปัญหาเหมือนคนทั่วไป คือ ใช้เงินเดือนชนเดือน เงินเหลือเก็บน่ะมีอยู่แล้ว
    เพราะโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมงานดี สอนให้เราแบ่งเป็นออกเป็น 3 ส่วน เราจึงแบ่งเป็น
    "ให้ จ่าย ฝาก" แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของการใช้เงินเดือนชนเดือนลดลงไป
    เราได้เคยอบรมการเป็นพี่เลี้ยง จึงได้ยกเคสนี้เป็นตัวอย่างในการพูดคุย ซึ่งแม้ครั้งนั้น
    เราจะยังไม่ได้ทางออกที่ชัดเจน แต่นั่นก็ทำให้เราเริ่มหาทางพัฒนาตัวเองเรื่องการเงินตลอด
    จนมาเจอวิธีจัดการเงินแบบ 6 JARs ซึ่งทำให้เรามีอิสระทางการเงินอย่างแท้จริง
    พร้อมรับการลาออกได้พอดีเลย

5. เราได้ทักษะการวางแผนงานรายปี เอามาใช้กับงานใหม่ของเราได้พอดี
    เราเคยมีปัญหาทำงานไม่ทัน งานล้น เคยเลิกงานค่ำ และก็หาทางแก้ตลอด
    ต้องขอบคุณคอมเม้นต์ของผู้บริหารตอนประเมินผลการทำงาน
    ซึ่งได้เสนอแนะไว้ว่า ควรหาแนวทางการวางแผนงาน จนเราไปเจอวิธีการวางแผนงานรายปี
    ด้วยโปรแกรม excel ง่ายๆ แต่สามารถช่วยให้เราหมดความกังวลเรื่องทำงานไม่ทัน
    เพราะเมื่อเราลิสต์งานที่ต้องทำทั้งหมดไว้ในโปรแกรม สมองเราก็รับภาระการคิดน้อยลง
    และเมื่อเราแบ่งสัดส่วนว่าจะทำงานอะไรช่วงไหน ก็เหมือนสมองเราถูกจัดระบบการทำงาน
    สุดท้าย เมื่อถึงเวลาต้องทำงานแต่ละสัปดาห์ เราก็สามารถเลือกทำงานสำคัญก่อนได้เสมอ
    ทำให้เรารู้สึกได้ว่า เราสามารถจัดการงานให้เสร็จภายในเวลางานได้ไม่ยากอย่างที่คิด   

6. จากคนโฟกัสเรื่องงานผิด ก็เข้าใจแล้วว่า หัวใจของแต่ละงานคืออะไร
    เราเคยเผชิญกับความเครียดในงานหลายครั้ง ในช่วงเวลาที่ทำงานใหม่
    เคยไปสนใจเรื่องผลประเมินมากจนเกินไป ซึ่งนั่นไม่ได้ช่วยให้เราทำงานดีขึ้นอย่างที่เป็น
    เราถามตัวเองตลอด ว่าเราทำงานเพื่ออะไรนิ ทำไมถึงเอาแต่บ่น หรือจัดการอะไรไม่ได้ซะที
    จนเราได้เรียนรู้แล้วว่า ที่เราเครียด เพราะเรากลัวว่างานเสร็จไม่ทัน เพราะเราคิดว่าเราทำไม่ได้
    แต่พอมาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เราต้องรู้ก่อนว่า เรามาทำงานเพื่ออะไร และงานนั้นมีเพื่ออะไร
    เช่น งานอบรม มีเพื่อช่วยให้คนเราพัฒนาศักยภาพตนเอง เราก็จะโฟกัสว่าทำอย่างไรให้
    สามารถจัดการอบรมให้เขาได้รับการพัฒนาตัวเองที่ดี นั้นทำให้เราเลิกเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
    เลิกบ่น และลงมือทำงานในหน้าที่ และก็ยิ่งงานเยอะ ยิ่งต้องหาทางพัฒนางานให้ง่ายขึ้น
    ซึ่งก็ทำให้งานของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง ง่ายต่อผู้รับบริการมากขึ้น 
    ส่วนผลประเมิน รางวัล นั้นก็ตามมาเอง ซึ่งเราไม่ต้องการมันแล้ว 
    เพราะสิ่งที่สำคัญ คือ เรามีความสุข ที่ได้ทำงานที่ให้ประโยชน์กับผู้คน

7. การฝึกทำอะไรเองคนเดียวนั้น ทำให้เรามีความเด็ดเดี่ยวและกล้าตัดสินใจมากขึ้น
    สมัยเรียน เป็นคนที่ติดเพื่อน แต่พอทำงาน ก็ได้เรียนรู้ว่า เราก็ต้องหััดทำอะไรเอง
    และบางครั้งการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานอาจทำให้เราต้องอยู่ร่วมวงกับการนินทา
    การอยู่คนเดียวบ้างบางเวลา ก็ทำให้เราสบายใจและปลอดภัยจากบาปได้มากกว่า
    ซึ่งตอนแรก..รับไม่ได้เลยที่จะต้องเจอสภาพแบบนี้ แต่ว่า..เพิ่งมารู้ว่ามันมีผลดี
    เพราะเป็นการฝึกให้เราสามารถทำอะไรเองคนเดียว พอใจกับทุกสถานการณ์
    จนทำให้เรากล้าตัดสินใจที่จะออกจากงาน เพื่อจะลงมือทำงานส่วนตัวด้วยตนเอง

8. การนิ่งเงียบบางทีก็ดี แต่บางทีก็ไม่ดี
    เราเป็นคนค่อนข้างนิ่ง ถ้าไม่สนิท ก็พูดน้อย  แต่อย่าให้สนิทนะ..พูดเยอะพอดูเลย 
    ยิ่งเวลาทำงานก็จะก้มหน้าก้มตาทำงาน มากกว่าคุยโม้ เพราะกลัวว่าจะทำงานไม่ทัน 
    และทำให้เราหลุดไปจากการโฟกัสไปที่การทำงาน ซึ่งนั่นเป็นผลดี ทำให้งานเสร็จตามคาด
    แต่ว่า..ในบางสถานการณ์ ถ้าเรานิ่ง เราปล่อยให้เขาพูด อาจทำให้เขาคิดว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูก
    เช่น หากมีเพื่อนร่วมงานนินทา ถ้าเราเงียบ ฟังเขา เราอาจจะเผลอหูเบาเชื่อเขาได้
    และที่สำคัญ..อาจทำให้เขาได้ใจ นินทาเพื่อนร่วมงานจนคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้
    และสุดท้าย ความคิดแบบนั้น ส่งเสริมให้เกิดการสร้างพวกพ้องในที่ทำงาน
    เราเองรู้สึกผิดนะ เพราะถือว่า คนไม่พูด ก็เหมือนสนับสนุนเขาทางอ้อม
    และสุดท้ายเราเองก็ถูกเขานินทาเช่นกัน เราก็ใช้วิธีนิ่งเงียบไม่ตอบโต้เช่นกัน
    แรกๆ ที่ได้รู้ก็เสียสมดุลไปเหมือนกัน แต่พอเราโฟกัสที่งาน นั้นทำให้เราปล่อยวางได้มากขึ้น
    แต่แล้ว..หลังๆ เราก็ได้เรียนรู้ว่า เราต้องพูดบ้าง ให้เขารู้ว่าเราไม่ชอบการนินทา ใส่ร้าย
    อย่างน้อยเราจะได้ไม่เป็นพวกเดียวกันกับเขา และเราก็สบายใจที่ไม่ต้องทนฟังเขานินทาอีก

9.  เราเปลี่ยนจากคนเล่นใต้เส้น มาเล่นเหนือเส้นมากขึ้น
    แรกๆ ทำงาน ก็บ่นว่างานเยอะ บ่นว่าเพื่อนร่วมงานไม่ดี บ่นว่ามีบางเรื่องไม่ยุติธรรม
    แต่ลืมกลับมาดูว่าตัวเองล่ะ ควรปรับตรงไหน รับผิดชอบที่ตัวเรา 100% ก่อนไหม
    โชคดีที่ได้เรียนรู้ว่าการทำแบบนั้น คือ การเล่นใต้เส้น ซึ่งมันไม่ดีกับเราเอง
    เราก็เลยเปลี่ยนมาเล่นเหนือเส้นให้มากขึ้น เช่น หยุดบ่น แล้วลงมือทำ
    ไม่มีข้ออ้าง ว่าไม่ทัน เราลองหาวิธีจัดการให้ง่ายขึ้นสิ
    ไม่ตอบว่าไม่รู้ ทำไม่ได้ เปลี่ยนเป็น ขอเช็คข้อมูลก่อน แล้วจะติดต่อกลับไป
    ถ้าเป็นงานในหน้าที่ เราอาจตอบไม่ได้เดี๋ยวนั้น แต่เราจะพยายามไปหาคำตอบมาให้
    หรือถ้ามันไม่ใช่งานในหน้าที่ เราก็สามารถช่วยได้ อย่างน้อยก็ช่วยส่งต่อหรือจัดการเบื้องต้นได้

10. ทักษะการโคชชิ่ง ช่วยให้เรามองลึกเข้าไปในจิตใจ และเข้าใจคนมากขึ้น
     โชคดีที่ได้มีโอกาสอบรมการโค้ชชิ่ง ซึ่งเป็นการฟังมากกว่าพูด 
     และเป็นการฝึกตั้งคำถามให้เขาได้คำตอบที่ดีสำหรับเขาเอง 
     ทักษะนี้ ยากนะ จนป่านนี้เรายังทำได้น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ก็เผลอแนะนำเสมอ
     แต่อย่างน้อย..เราจะฟังเขามากขึ้น เป็นการฟังแล้ววิเคราะห์ไปถึงใจของเขา
     ว่าใจเขารักอะไร เขาจึงเป็นคนแบบนี้ เช่น บางคนรักความยุติธรรม 
     บางคนอยากได้รับการยอมรับ ทำให้เราเข้าใจว่า แต่ละคนมีความต้องการในจิตใจแตกต่างกัน
     บางคนอาจต้องการความมั่นคงปลอดภัย บางคนต้องการการยอมรับ ต้องการความรัก
     หรือบางคนมีสิ่งเหล่านี้จนเติมเต็มแล้ว จึงต้องการพัฒนาตนเอง หรือต้องการเป็นผู้ให้
     เมื่อเราได้ฟังแล้ว เราจะเริ่มเข้าใจถึงความต้องการภายในใจของเขา ซึ่งนั่นจะช่วยให้อย่างน้อย
     เรารับฟังเขาด้วยความเข้าใจเขามากขึ้น ซึ่งบางทีแค่ฟังเขา และสะท้อนสิ่งที่เขาเป็น
     นั้นจะทำให้เขาได้ทางออกที่ดีสำหรับเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องแนะนำอะไร
     และทักษะนี้ เราเอาไปใช้สะท้อนกับพี่ขายตรงที่เล่าไปเมื่อวาน ก็เลยเป็นสาเหตุให้เขา
     เล่าไม่หยุดเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ก็เลยเข้าใจเขาเลยว่าใจเขาต้องการอะไร 

11. ยิ่งเราได้ทำงานยาก เราจะมีโอกาสมากขึ้น
     งานที่เราเคยทำนั้น ท้าทายพอดู
     เพราะทั้งยาก เยอะ หลายคนเลยไม่อยากทำ
     แต่เพิ่งมารู้นี่ล่ะ ว่าเป็นโอกาสที่ทำให้เรา
     มีความกล้าที่จะทำเรื่องยากๆ ได้มากขึ้น
     เราทำจนเรารู้สึกว่า มันอิ่มตัว ไม่มีการพัฒนาใดๆ และมาถึงจุดที่เราเจอเป้าหมายของชีวิตแล้วจริงๆ เราจึงเลือกไปทำสิ่งที่ยากกว่านั้น ซึ่งก็ท้าทายดี และเชื่อว่าความท้าทายนี่ล่ะ ที่จะช่วยให้เราพัฒนาไปได้ไกล

นี่คือ บทเรียนที่ได้จากการทำงานออฟฟิศ เรามาที่นี่เพียงชั่วคราว เราคิดอย่างนั้นเสมอ
เราจึงมาแค่พัฒนาตัวเอง ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ให้พร้อมรับความท้าทาย
งานใหม่ของเราที่กำลังจะเกิดขึ้น มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่ได้พัฒนาตัวเองในที่ทำงานแห่งนี้

#takuma
SHARE
Written in this book
100 ideas
ร้อยเรียงความคิด..จากชีวิตประจำวัน
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments

Superman9
1 year ago
ขอบคุณสำหรับการแชร์ประสบการณ์ดีๆ

เป็นประโยชน์มากค่ะ มีความคิดคล้ายๆกัน
Reply
takumacheerup
1 year ago
ขอบคุณเช่นกันค่า
ดีใจที่แนวคิดคล้ายกันนะ 🤩
Superman9
1 year ago
ติดตามนะคะ
Reply
takumacheerup
1 year ago
ขอบคุณค่า 😊