03 วันๆ ของกะxรี่ ความสุขที่หามาด้วยตัวเอง | เรื่องเล่าตามรายทาง (ส่วนต้น)

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
.
.
.
“พ่อแม่เลี้ยงเรามาตั้งแพง แล้วทำไมจะเอาร่างกายเรามาหากินไม่ได้”
 
“โถ่เจ้ จำน้องไม่ได้เหรอ คิดดีดี ที่เราอยู่ชมรมเต้นด้วยกันไง” ฉันมักถูกทักเสมอ เมื่อย่างกรายไปในสถานที่ซึ่งเป็นตัวนำแห่งความมึนเมา โดยสัดส่วนแล้วเป็นผู้หญิงเกือบ 90% แต่มีไม่กี่คนในบรรดา ที่ฉันคุ้นหน้า เพราะบางคราก็เพียงเพื่อนยามค่ำที่แวะเวียนเข้ามาทักทายแล้วก็จากไป ซึ่งเธอคนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น จนฉันเลิกสนใจ ทว่า หากเธอไม่ละความพยายามที่จะสานมิตร ฉันก็คงล้มเลิกความตั้งใจที่จะคิดให้ได้ว่าเธอเป็นใคร แต่พอฉันนึก จ้องไปที่หญิงคนนั้น คนที่ฉันคับคล้ายคับคลาว่ารู้จัก ซึ่งเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้หญิงผมยาวตรงหน้าเป็นรุ่นน้องสมัยมัธยมของฉันที่ห่างหายกันไปนานหลายปี

“อ้าว เราเองหรอกเหรอเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ จำแทบไม่ได้เลย ว่าแต่เรียนที่ไหนล่ะตอนนี้” ด้วยความที่ห่างหน้ากันไปนานจนแทบลืมเลือน จากเด็กชายวัยกระเปาะที่เคยเต้นในงานโรงเรียนจนวิกผมหลุดจากหัววันนั้น มาวันนี้เธอเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงผมยาว สวยด้วยผมของตัวเองอย่างแท้จริง เธอกลายเป็นสาวเต็มตัว

“ไม่เรียนแล้วเจ้ ตอนนี้ทำงาน”

“อ้าวเหรอ แล้วทำงานอะไรล่ะ” ฉันถามไปด้วยความสงสัย ไม่ได้แปลกใจที่เธอเลือกทำงานในวัยนี้ เพราะน้องเด็กกว่าฉันแค่ปีเดียวเอง

“ก็ขายตัvอะเจ้ รับลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ต เนี่ยบอกเลยคนนี้แซบมาก” 
ณัฐมน สะเภาคำ ส่งย่อหน้าแรกของสารคดีที่เขาไหว้วานมาทางกล่องข้อความเฟซบุ๊ก 
นั่นเพราะเรื่องราวต่อจากนี้มีจุดเริ่มต้นจากการพบปะโดยบังเอิญของเธอและเด็กสาวคนหนึ่งในย่านมึนเมา

        “ฉันไปเจอเธอที่ร้านเหล้า ที่จริงก็จำไม่ได้หรอกเพราะเธอเปลี่ยนไปมาก ภาพจำที่ฉันนึกได้คือเด็กผู้ชาย แม้จะออกสาวแต่ก็ยังเป็นผู้ชาย พอผ่านไปหลายปีกลับมาเจอกันในวันนั้นน้องกลายเป็นผู้หญิงแล้ว แถมยังจำฉันได้ ก็เลยมีโอกาสถามไถ่สารทุกข์สุกดิบนิดหน่อย ว่าทำงานอยู่ที่ไหนอะไรยังไง สรุปน้องขายตัvอยู่แถวนี้” ณัฐมน เท้าความถึงคนต้นเรื่องซึ่งกลายมาเป็นงานเขียนชิ้นสำคัญอีกหนึ่งลานทรงจำของเขา เป็นสารคดีที่ได้รับมอบหมายให้ทำร่วมกัน

        นั่นคือสิ่งที่เพื่อนร่วมงานของเขานำมาพูดคุย บอกต่อ และถ่ายทอดในวันหนึ่งๆ ที่เราได้เจอกันกลางห้องสมุดคณะสังคมศาสตร์ ณัฐมนบอกเล่าตามประสาเพื่อน เพียงอยากถ่ายทอดเสี้ยวหนึ่งของชีวิตให้แก่ใครที่ได้พบ เผอิญว่าครั้งนั้นเป็นเขา ซึ่งเข้าไปชี้แจงรายละเอียดงานสารคดีที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน จำได้ดีกว่าเป็นวิชาเช้าที่ไม่ค่อยพบเธอในชั้นเรียน

        เธอตีประเด็นเกี่ยวกับตัวเอง ที่มักถูกเข้าใจผิดว่าทำอาชีพขายบริการ จนมีคนในวงการแวะเวียนเข้ามาทักทายอยู่ร่ำไป ซึ่งเธอเล่าออกมาเป็นมุกชวนหัวร่อเสียมากกว่า --- เขายิ้มและหัวเราะตามให้กับเรื่องราวและความบังเอิญของเธอ ทั้งยังสนใจแก่นในสารที่เธอนำมาบอกต่อ โดยข้ามประเด็นและปัดทิ้งความน่าสงสารที่พาเธอไปพบกับผู้คนจากอีกโลกที่ชักชวนไปทำอาชีพหรือเข้าใจว่าเธอทำอยู่แล้ว

        ทว่า เขาเห็นอีกมุมจากเรื่องเล่าที่เธอบอกต่อ ซึ่งสะกิดต่อมความอยากรู้ของตัวเอง อีกทั้งมันยังเป็นเรื่องที่เขาไม่ค่อยเข้าใจหรือเคยเข้าถึงเกี่ยวกับพวกเธอ ชีวิตของผีเสื้อราตรี ความสุขในแสงสี และทางเลือกที่ไม่ถูกใครกำหนดบทบาท แบบตัวละครในบทประพันธ์ของนักเขียนดัง เพราะเธอคือผีเสื้อยุคใหม่ที่ทำงานผ่านแอพฯ เขาอยากถ่ายทอดด้านหนึ่งของชีวิตที่ไม่เจือไปด้วยทุกข์ของเธอออกมา ถึงแม้เรื่องพวกนั้นจะปนอยู่ในความเป็นเธอ แต่ครั้งนี้เขาขอละเว้นอย่างจงใจ

        ขอคืนความสุขให้เธอในเรื่องเล่าบนลานอักษรนี้ 


        เขาคุยกับณัฐมน ถึงโครงร่างสารดีที่อยากให้ออกมาประมาณว่า “ฉันเป็นกะxรี่ แล้วไง ฉันเต็มใจ” ไม่ใช่เรื่องราวที่ต้องมาร้องห่มร้องไห้ ไม่ต้องมาร้องทุกข์ขอความเห็นใจจากสังคม เอาแค่ส่วนที่เธอมีความสุข บนเส้นทางที่พาเธอเลี้ยวเข้ามาในมุมทึมเทาเช่นนี้ และระหว่างทางที่เธออยู่บนถนน

        “น่าสนใจ” ณัฐมน เห็นด้วยกับความคิด เพราะพวกเขาอยากถ่ายทอดงานชิ้นสุดท้ายที่ได้ทำร่วมกันผ่านความท้าทาย เพื่อให้ใครก็ตามที่หลงมายังลานอักษรของเขาและเธอ ‘มีความสุข’ ไปกับยุคสมัยแห่งการคืนความสุข --- เพราะใครจะไปคิดว่าเป็นกะxรี่ก็มีความสุขได้เหมือนกัน





พวกเขาเดินทางไปยังย่านธุรกิจของเมืองเชียงใหม่ ยามบ่ายที่อาทิตย์ยังขยันขันแข็ง 
สถานที่ซึ่งสงบเสงี่ยมเจียมกายในยามเช้า ก่อนเปิดม่านออกมาในยามค่ำด้วยแสงสีเสียง แปรเป็นแหล่งค้าxxxที่มีชื่อเสียงในหมู่นักท่องแดน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่อาจเป็นชื่อเสียในสายตา ‘คนไทย’ บางกลุ่ม

        เขาและณัฐมน นัดพบเธอที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใจกลางย่านราคี บ่ายคล้อยยังเป็นโมงยามแห่งการพักผ่อน เวลาที่ควรใช้ไปกับการนอน สารคดีชิ้นนี้มาเบียดเบียนไปจากเธอ แม้เป็นเช่นนั้น แต่กลางวันซึ่งคนไม่พลุกพล่าน ก็เป็นเวลาเดียวที่จะได้พูดคุยกับเธอ
  
        ร้านอาหารกึ่งบาร์จึงถูกใช้เป็นสถานที่พบปะพูดคุยกันประสาคนรู้จักระหว่างเธอกับเธอ โดยมีเขาทำหน้าที่สังเกตการณ์และคอยซักถามบางประเด็นที่สงสัย ซึ่งพอจะนำไปประกอบสร้างเป็นชิ้นงาน

        เธอเข้ามาในร้านพร้อมทักทายพวกเขาทั้งคู่อย่างเป็นกันเอง หันไปพูดคุยกับเจ้าของร้านตามประสาคนรู้จัก ก่อนเลือกที่นั่งฝั่งตรงข้ามเขาและณัฐมนซึ่งจับจองไว้ เขาและเธอแนะนำตัวพอเป็นพิธี สำหรับคนแปลกหน้าที่พึ่งรู้จักกัน เมื่อทุกอย่างลงตัว แก้วน้ำผลไม้ตามที่สั่งเริ่มลำเลียงมาเรียงรายจนครบ เธอ นฐานะคนต้นเรื่องจึงเริ่มต้นพูดคุยถึงชีวิตประจำวันของตนเอง



ไปไงมาไง ? 
        “น้องออกจากบ้านไปอยู่พัทยาตั้งแต่ ม.3 อยู่กับพี่สาว คิดไว้ว่าจะไปเรียนแต่ก็ไม่รอด --- เจอฝรั่งบ่อยเข้าก็เริ่มสนใจ พอย้ายมาเชียงใหม่ต้องอยู่คนเดียว ก็ไปสมัครงานเป็นเด็กในบาร์ เลยรู้จักรุ่นพี่ที่ขายตัvมาก่อน ซึ่งทำความรู้จักกันไปมาก็แนะนำลู่ทางให้”

ชีวิตประจำวัน ? 
        “ส่วนมากจะนอนตั้งแต่หัววัน แล้วค่อยตื่นอีกทีช่วงบ่าย ลุกมากินข้าวเช้า หรือไม่ก็นอนแชทหาผู้ชายในแอพฯ --- เดี๋ยวนี้สะดวกขึ้นเพราะมีช่องทางหาลูกค้าในอินเทอร์เน็ต แล้วจะนัดเจอกันที่ร้านอาหาร --- ส่วนตัวแล้วหนูไม่เลือกผู้ชายในผับเพราะเป็นคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์ อีกอย่างฝรั่งเขาก็อายด้วย เราเป็นกะเทยไงเลยต้องแอบกินลับ ๆ หรือไม่งั้นก็มาเจอกันก่อน ทำความรู้จักนิสัยกันเบื้องต้น ชอบไม่ชอบค่อยเป็นอีกเรื่อง --- ถึงในรูปเราจะจัดท่าทางได้ แต่พอเจอกันแล้วพูดคุย บางทีเขาก็ไม่ถูกใจ สุดท้ายก็ไม่เอาเรา” 

        ว่ากันเรื่อย ๆ โดยปล่อยให้เธอเล่า ส่วนพวกเขาเพียงพยักหน้าประกอบให้พอเห็นการตอบโต้ในฐานะคู่สนทนา ทั้งเขาและณัฐมนอยากให้เธอผ่อนคลายที่สุด ไม่ต้องการให้คำถามกลายเป็นกรงปิดกั้นความรู้สึกของเธอ 

        เธอเป็นเด็กอัธยาศัยดี มีมารยาท ทั้งเขาและณัฐมนลงความเห็นไปในทางเดียวกัน ตลอดเวลาที่อยู่กับเธอ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เจอกับใคร หากเป็นคนรู้จักหรือคุ้นหน้า เธอจะทักทายก่อนและยกมือไหว้คนเหล่านั้น ทั้งหญิง ชาย กะเทย หรือเพศใดก็ตาม --- การดั้นด้นไปในเรื่องราวของเธอจึงพรั่งไปด้วยความสุขกันทั้งสองฝ่าย

ปฏิเสธผู้ชายบ่อยไหม ? 
        “ส่วนใหญ่ผู้ชายจะปฏิเสธมากกว่า เขามีทางเลือก ส่วนเราเป็นแค่ตัวเลือก เพราะเขาเอาเงินมาให้เรา”

แล้วถ้าเขาไม่ชอบเราจะทำยังไง ? 
        “ก็พอเข้าใจละว่าเขาไม่ชอบ เราก็หลีกทางให้ ไม่ยื้อ”

แล้วเจอทุกวันไหม ? 
        “ไม่หรอก ก็ต้องพักกันบ้าง การได้ผู้ชายทุกวันมันก็คงไม่ไหว ร่างกายมีหวังพังหมด” เธอหัวเราะน้อย ๆ กับคำถามและคำตอบระหว่างบรรทัดที่ลื่นไหลไปตามทาง เธอแทบไม่ปฏิเสธคำขอจากความใคร่รู้ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

        น้ำผลไม้พร่องไปครึ่งแก้ว เพลงไม่คุ้นหูซึ่งร้านเปิดคลอไประหว่างรอให้หมดบ่าย ลูกค้าหน้าใหม่ผลัดเปลี่ยนแวะเวียนหมุนถ่ายกันไป เธอยิ้มให้ชาวต่างชาติที่เดินเข้าในร้าน ก่อนหุบลงเมื่อเห็นว่ามีแขกประจำตัวตามติดมาด้วย “ถ้ามีคนของเขาแล้ว เราก็หลีกทางให้” เธอ ล่าว

เวลาว่างส่วนใหญ่ใช้หมดไปกับอะไร ? 
        “ส่วนมากช็อปปิ้ง เดินห้าง ได้เงินเราก็เอามาซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเอง” เป็นความสุขระดับต้นที่ใครต่อใครซึ่งไม่ต้องการหลุดพ้น อยากมีและพร้อมต้อนรับมันเสมอเมื่อมีโอกาส แม้แต่เธอที่เหมือนอยู่คนละโลกก็ยังขวนขวายเพื่อได้รับมันมา

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร ? 
        “ต่างชาติค่ะ ต้องต่างชาติเท่านั้น น้องชอบแก่ ๆ ด้วย เอาแบบคุณลุงไปเลยยิ่งดี เพราะพวกเขาเลี้ยงหนัก ไม่เหมือนแบ็คแพ็คเกอร์หนุ่ม ๆ ที่แค่อยากรู้อยากลอง บางทียังทำร้ายเราอีก แต่ลุง ๆ เขาเข้าใจและดูแลดีด้วย บางครั้งบินกลับประเทศแล้วก็ยังส่งเงินมาให้ทุกเดือน อย่างแฟนน้องคนปัจจุบันที่คุยอยู่ก็กลับไปแล้ว แต่ก็ยังส่งเงินมาให้ใช้เป็นระยะ” 

        ประสบการณ์ทำให้คนรู้จักเรียนรู้ และเลือกที่จะเข้าหาคน ซึ่งพวกเธอเลือกคนเหล่านั้นเพราะรู้สึกปลอดภัย การรอดพ้นจากภยันตภัยก็เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะสังคมที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้แล้ว อาจเป็นปัจจัยหลักที่เธอต้องเป็นอันดับต้น ๆ ของชีวิตเลยก็ว่าได้

        เพราะอาชีพนี้แทบไม่มีความแน่นอน ไม่ต่างจากคนไร้อาชีพ  

เคยตกหลุมรักใครไหม ? 
        “เคยสิเจ้ คนเราก็มีมโนกันบ้าง บางทีเขากลับไปแล้วยังส่งข้อความส่งอะไรมาหา บางคนแก่มากแต่ก็ส่งเงินให้ใช้ --- น้องไม่แคร์นะว่าจะแก่แค่ไหน แต่ถ้าดูแลเราได้ ดูแลพ่อแม่เราได้ก็โอเค น้องแคร์พ่อแม่มากกว่า และไม่สนใจด้วยว่าคนอื่นจะมองน้องว่า ‘อีนี่ขายตัv’ น้องไม่สนหรอก คนเรามันทัศนคติไม่เหมือนกัน เราเลือกแบบนี้ เลือกที่จะทำมันเอง”

        เธอบอกเล่าเรื่องของตนอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่เมื่อชั่วโมงก่อนเขาและเธอยังเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ เธอตอบทุกคำถามที่ถูกส่งไป ยอมตีแผ่เรื่องลับให้แก่คนนอกวงการ แต่เรื่องไม่ลับเหล่านั้นต่างหากที่เขามองหา

        “ที่ชอบที่สุดของอาชีพนี้ก็คือคนในวงการนั่นแหละค่ะ น้องคิดว่าพวกเธอจริงใจ เวลามีเงินมีก็เอามาแบ่งหรือช่วยเหลือกัน --- คนส่วนใหญ่ในวงการที่น้องรู้จักจะไม่ดูถูกคน ไม่แต่งตัวแข่งกัน ไม่ไร้สาระ เราอยู่กันเป็นครอบครัว มีอะไรก็พูดตรง ๆ ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็เลิกคบ --- ส่วนใหญ่อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก๊วน ก็เพราะอาชีพแบบนี้ก็ต้องอยู่ด้วยกันไว้ดีกว่าตัวคนเดียว --- ถ้าเพื่อนได้ผู้ชาย คนที่โชคดีก็จะพาผู้ชายมาเลี้ยงเพื่อน แต่ก็ต้องดูว่าผู้ชายคนนั้นใจกว้างพอจะเลี้ยงเพื่อนเราหรือเปล่า เป็นสายเปย์ไหมแบบนั้นอะค่ะ เพราะผู้ชายบางคนบอกจะเลี้ยงแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ยอมจ่าย”

        ความสุขที่ส่งผ่านจากแววตานั้นเป็นของจริง ไม่มีเค้าลางใดที่พาให้คิดว่าเธอกำลังเป็นทุกข์กับสิ่งที่เลือกอยู่ หรือการทำงานในอาชีพนี้ หากนั่นเป็นการแสดง เธอคงเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยม ที่หลอกได้แม้แต่ตัวเอง เธอเป็นสาวบริการที่มองโลกในแง่มุมที่น่าสนใจ ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะถูกหรือผิดในสายตาของใคร --- หลายครั้งที่เธอพยายามพูดถึงมุมมองของคนในอาชีพนี้ พยายามเล่าถึงความสำเร็จของรุ่นพี่ที่ก้าวออกไปจากวงการพร้อมครอบครัวที่สมบูรณ์ พยายามสร้างความรับรู้ใหม่ให้แก่คนนอกวงการ ถึงด้านมืดซึ่งทาบทับเป็นเงาตามติดคนในแวดวง และด้านสว่างที่ใครหลายคนเลือกจะมองข้าม เธอไล่เรียงและอธิบายด้วยความเป็นเหตุเป็นผลตามตรรกะของตน ซึ่งเขาไม่ได้คิดว่ามันแย่เสียทีเดียว บางส่วนก็ชวนให้หวนกลับมาตั้งคำถามอีกครั้ง เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่ก็แค่อาชีพหนึ่งซึ่งยังไม่ถูกบรรจุลงในสาบาญการยอมรับของคนในประเทศนี้ “บางคนก็ดี ดีมาก บางคนก็แย่ ทำร้ายแขก ทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งวงการเสียหมด ต้องคอยออกไปแก้ข่าวกับพวกฝรั่ง” เธอว่าอย่างนั้น


เรื่องเล่ายังไม่จบเพียงแค่นี้
โปรดติดตามส่วนท้ายในครั้งต่อไป


#เรื่องเล่าตามรายทาง
@khaooatssStory
ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมพูดคุยกันได้ที่
facebook.com/khaooatssStory


SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าตามรายทาง
ระหว่างทางที่อาจไปไม่ถึงปลายทางที่ฝันไว้
Writer
khaooatss
Writer
นักเขียนอิสระ ชื่นชอบการเดินทางและการเขียนงานสารคดี แต่งนิยายบ้างในบางขณะของชีวิต

Comments

paifonjuju
10 months ago
wow
Reply
Annya
10 months ago
ขอบคุณค่ะ
Reply