คุณตา
   ถ้าถามฉัน ว่าใครในครอบครัวที่ฉันไม่สนิท คำตอบคือ "คุณตาของฉันเอง" ตั้งแต่เด็กเท่าที่ฉันจะจำความได้จนถึงตอนโต ฉันเองคุยกับคุณตาน้อยมากๆ ไม่เคยได้นั่งคุยกับท่านนานๆเหมือนหลานคนอื่นๆ ฉันมักพยายามเลี่ยงการนั่งคุยหรือทานข้าวร่วมโต๊ะสองคนกับท่านเสมอ คงเป็นเพราะมาดหัวหน้าครอบครัวของท่านที่ดูเงียบ สุขุม และเคร่งครัดจึงทำให้ฉันประหม่าและกลัวที่จะอยู่ใกล้ท่าน
   คุณตาท่านเองก็เหมือนจะรู้ว่าสนิทกับหลานคนนี้น้อย ท่านเองก็พยายามที่จะหาทางเข้าหา พูดคุยกับหลานคนนี้ให้บ่อยขึ้น แต่ด้วยความที่ฉันเป็นหลานผู้หญิง ก็เลยเข้าหาได้ยากหน่อย เพราะกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ก็ไม่ค่อยมีนัก มีสิ่งเดียวที่คุณตาท่านพอที่จะทำได้ก็คือการเข้ามาสอนคัดไทย สอนอ่านหนังสือไม่ว่าจะไทยหรืออังกฤษ ฉันจำได้ว่านั่นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของฉันเรื่องหนึ่ง คือได้รู้ว่าคุณตาของฉันนั้นเก่งแค่ไหน
   เมื่อฉันเติบโตขึ้น เรียนสูงขึ้นเรื่อยๆก็เริ่มห่างไกลบ้านออกไปมากขึ้น ทำให้ฉันเองห่างกับคุณตามากไปกว่าเดิม เมื่อไรที่มีวันหยุด พอกลับบ้านมาก็รู้สึกเคอะเขินที่จะทักทายท่าน ไม่รู้จะคุยกับท่านอย่างไร เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆหลายปีจนฉันเรียนมหาวิทยาลัย คุณตาเองก็เริ่มป่วยออดแอดด้วยโรคประจำตัวแทรกซ้อนต่างๆ แต่คุณตาก็สู้ได้เป็นอย่างดี ตอนนั้นฉันเองก็เริ่มกลับมาดูแลคุณตาบ้าง ฉันอาจจะพยาบาลได้ไม่เก่งนัก แต่ฉันก็พยายามดูแลด้านอื่นเช่น อาหารหรือเตรียมยา ก็คงเป็นสิ่งที่ฉันพอที่จะช่วยได้อย่างดีที่สุด 
   และแล้ววันนั้นก็เริ่มคืบคลานมาถึง ฉันรู้สึกได้ว่าตาฉันแก่ลงทุกวัน อาการป่วยเริ่มลุกลามหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การรักษาเริ่มไม่ส่งผลที่ดีขึ้นเหมือนเมื่อก่อน ฉันเริ่มทำใจกับตัวเองอยู่อย่างเงียบๆ ท้ายที่สุด...วันนั้นก็มาถึงจริงๆ วันที่ 9 กันยายน ทางบ้านได้โทรศัพท์มาบอกฉันถึงการจากไปของคุณตา ท่านจากไปขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ลูกพี่ลูกน้องของฉันเล่าถึงภาพสุดท้ายที่เขาเห็นให้ฉันฟัง บุรุษพยาบาลใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจพยายามยื้อชีวิตคุณตา คุณยายที่ร้องไห้ตัวโยนกรีดร้องเสียงดังลั่นโรงพยาบาล และการตัดสินใจของลูกๆที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "ปล่อยแกไป ทางเราเตรียมใจไว้แล้ว" สิ้นเสียงการตัดสินใจของญาติ ก็เท่ากับสิ้นเสียงสัญญาณชีพจรจากเครื่องวัด หายไปพร้อมกับลมหายใจของคุณตา...ตลอดกาล

สิ่งที่คุณตาบอกเอาไว้ก่อนวันที่เสียชีวิตก็คือ "อยากพบหลาน" ซึ่งในวันนั้นมีหลานคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ด้วย ก็คือ...ฉันเอง
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันดีใจที่ท่านยังอยากเจอเรา แต่ในอีกแง่มันน่าเสียดายและน่าโมโหมากที่เราไม่ได้ไปให้เขาเจอในช่วงเวลาสุดท้ายอันมีค่ามากที่สุดนั้น
ในวันฌาปณกิจศพนั้น ฉันจึงพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะหลานคนหนึ่ง และอยากทำให้ท่านรู้ว่าหลานคนนี้ แม้ไม่เคยแสดงความรัก แต่ก็ไม่ได้รักท่านน้อยไปกว่าที่หลานคนอื่นๆรักเลย วันนั้นฉันจึงเป็นหลานผู้หญิงคนเดียวที่แบกโลงไปยังประตูไฟและดันโลงนั้นเข้าไปในไฟ เพื่อส่งคุณตาเป็นครั้งสุดท้าย และภาพสุดท้ายที่ฉันจำได้คือมือใหญ่มือนั้นที่เคยทำมาหากินเลี้ยงลูกหลานจนโตถูกรัดสายสิญจน์ไว้ เท้าที่เคยพาลูกหลานไปไหนมาไหนเพื่อสอนประสบการณ์ชีวิตถูกปวงเพลิงเผาไปเป็นสิ่งแรก และไม่กี่ชั่วโมงถัดมาร่างของคุณตาก็เหลือเพียงผงธุลี

จงรักใครในวันที่เรายังรักได้ และลาโดยไม่เสียดายที่ไม่ได้ลา
SHARE
Written in this book
รังสรรค์
Writer
PireePirai
Bookworm
ตกหลุมรักง่าย รักเสียงดนตรี ผู้ชนะจากสงครามโลกซึมเศร้า

Comments