กว่าเด็กชายจะกลับถึงบ้าน | Homelate
ความเศร้าของคุณถูกจำกัด คุณไม่แม้แต่จะสามารถร้องไห้ด้วยซ้ำ มันถูกจำกัดเอาไว้ด้วยการพังทลายของแม่ บุคคลผู้รับผลกระทบอันหนักหน่วงที่สุดจากความตายของพ่อ คุณกับน้องชายค่อยๆ ขยับเคลื่อนจัดการกิจกรรมนานาเกี่ยวเนื่องกับพิธีศพ ที่แม้เรียบง่ายไร้ศักดินาและจุกจิก หากก็เพียบด้วยรายละเอียดเปราะบางที่ต้องจัดการ ความเหม่อลอยของแม่ที่ปรากฏเป็นระยะ ไม่อนุญาตให้คุณเศร้าได้มากนัก นั่นก็พ่อ ที่ตายไป แต่คุณไม่อาจเศร้าได้เท่าที่บุตรชายคนโตควร ช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์นี้เองที่ระบบภายในร่างกายของคุณเริ่มส่งอาการแปลกๆ ให้เห็นเป็นครั้งคราว เมื่อเศร้าทั้งปวงไม่อาจถะถั่งล้นรินออกจากหัวใจบ้าง จึงตกผลึกเป็นตะกอนแข็งค้างในหัวใจ บางส่วนเริ่มกลายเป็นหิน เย็นชา ไร้อารมณ์ คุณเริ่มเหม่อลอยบ้างคล้ายแม่แต่ไม่คิดถึงอะไรเลย เป็นการเหม่อค้างที่ไม่ก่อประโยชน์ใด คุณนิ่งแบบนิ่งงันคราวละสองสามนาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดกับคุณมาก่อน เช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานแห่งความเศร้า อาทิ น้ำตา ร้องไห้ ฟูมฟาย ก็คล้ายว่าคุณไม่เศร้ากับความตายของพ่อ คุณรู้ คุณได้ยินแว่วมาอยู่บ้าง ‘พ่อมันตายนะมันยังไม่เศร้าเลย’ จากสายลมแผ่วเบาทางทิศเหนือ ทิศของบ้านเก่า กระดูกของพ่อยังตั้งอยู่ในบ้านหลังเดิม สายลมแผ่วพัดเอานานามาจากทางทิศนั้นเสมอ

ความตายฝากรอยแผลใดใดไว้แน่นอน แม้ศพไร้ญาติยังฝากแผลจางให้กับใครบางคนที่รับหน้าที่จัดการศพนั้น ความตายของพ่อฝากรอยแผลให้กับคุณ น้องชาย และแม่ แตกต่างกัน เป็นรอยแผลชนิดเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน

สำหรับคุณ ความตายของพ่อคือการลงโทษทางความรู้สึก พ่อเลือก (หรืออาจไม่ได้จงใจ) เอาความตายในวันที่คุณไม่สามารถมาปรากฏตัวข้างเตียงผู้ป่วย พ่อเลือกวันที่มีน้องชายอยู่ น้องชายผู้แสดงออกถึงความแกร่งเป็นเสาหินให้แม่นั่งพิง ทั้งที่ตัวเองเป็นเสาหินที่ข้างในเปราะกลวง ทุกคนได้ทำการตกลงกันผ่านสนทนาทางโทรศัพท์ หากคืนนี้อาการพ่อทรุดหนักและปริ่มจะจากไปให้เว้นการปั๊มหัวใจ ทุกคนเห็นพ้องว่านั่นรังแต่จะทำให้พ่อทรมาน ราวกับปลุกให้ฟื้นจากความตายชั่วคราวเพื่อมาพบกับความทรมาน แม่ผู้เฝ้าดูแลใกล้ชิดออกปากเอง ถ้าจะมีใครในโลกที่ไม่อยากให้พ่อตาย แม่เป็นคนแรกและคนเดียวที่จะปกป้องพ่อจากความตายนั้น หากแม่ก็ละล่ำละลักพูดออกมาว่าพ่อเหนื่อยมากพอแล้ว จะไปก็อยากให้ไปสบาย น้องชายก็เช่นกัน คล้อยตามแม่อย่างคนเฝ้าไข้ใกล้ชิดอีกคน เป็นคนที่นั่งๆ ยืนๆ เกาะราวเหล็กรอบเตียงของพ่อ เห็นความขึ้นลงของชีพจรและความดันในร่างกายจากอุปกรณ์ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทว่าความเป็นน้องกรอบการตัดสินใจเด็ดขาดเอาไว้ มีเพียงคุณ บุตรชายคนโต ที่ต้องรับหน้าที่ตัดสินใจเด็ดขาดในคำสุดท้ายว่าให้เว้นการปั๊มหัวใจ ขณะที่ตัวคุณเองยังอยู่นอกประเทศห่างไกลจากเตียงผู้ป่วยของพ่อเป็นพันกิโลเมตร

ไม่มีใครรู้เลย และจะไม่มีใครได้รับรู้ เบื้องหลังการตัดสินใจนั้นมีความคลุมเครือเห็นแก่ตัวซุกซ่อนอยู่ ก่อนคำพูดตัดสินใจเด็ดเดี่ยวให้เว้นการปั๊มหัวใจของพ่อคุณเกือบจะพูดว่าต้องปั๊มหัวใจ ต้องปลุกพ่อให้ตื่นขึ้นจากความตาย มึงจะปล่อยพ่อไปง่ายๆ อย่างนั้นได้ยังไง คุณจะตะคอก ตะเบ็ง ตะโกนถ้อยคำด้วยกรุ่นคุของอารมณ์ ให้น้องชายสะดุ้งสะเทือนจากเกรี้ยวกราดนั้น ให้แม่ตื่นตระหนกจนหวาดกลัวว่าการปล่อยให้พ่อไปสบายโดยไม่เอื้อมฉุดรั้งหน่วงเหนี่ยวไว้นั้นผิด ทว่าเหตุผลแท้จริงมีหนึ่งเดียว คุณต้องการให้พ่อรอคุณกลับไป ให้พ่อรับรู้ว่าคุณมาถึงยืนเกาะราวเหล็กรอบเตียงก่อนแล้วค่อย...ตาย เพื่อลดความรู้สึกผิดที่จะติดใจไปตลอดชีวิต แต่สุดท้ายคุณไม่ได้ทำ ทุกคนเห็นพ้องกันให้เว้นการปั๊มหัวใจ

บาดแผลของน้องชาย คือการเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพ่อ โมงยามแห่งความเศร้าที่เขาเองไม่ถูกอนุญาตให้ร้องไห้ ด้วยคลื่นเศร้าโถมถล่มทับลงบนแม่ หนักหน่วง รุนแรง ปานจะขาดใจ น้องชายกลืนโศกสลดแห่งสูญเสียลงไป พยุงร่างปวกเปียกของแม่ให้พอจะหยัดยืน ปล่อยร่างไร้วิญญาณของพ่อเป็นหน้าที่พยาบาล ข่าวร้ายถูกรายงานมาทางโทรศัพท์ ฟ้ายังไม่ทันสว่างด้วยซ้ำตอนพ่อจากไป น้องชายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ราวกับสิ่งนี้คือธรรมชาติ คือเรื่องที่เตรียมการไว้พร้อมนานแล้ว ซึ่งก็จริง คุณร้องไห้ ทันทีที่ประโยคสามัญว่าพ่อไปแล้วนะไปสบายจบลง ร้องอย่างเด็กชายวัยไม่กี่ขวบที่เพิ่งพบกับเสียใจเป็นครั้งแรก ร้องจนน้องชายต้องปรามให้เข้มแข็ง คุณถึงจะนึกได้ว่าคุณคือพี่ชาย คุณต้องแกร่งให้ทั้งแม่และน้องพึ่งพิง นับจากกลางดึกคืนนั้นภาพลมหายใจรวยรินของพ่อก่อนหมดลม ตัวเลขความดันและชีพจรบนจอมอนิเตอร์ที่ถอยลงจนเหลือศูนย์ เสียงสัญญาณเตือนนานาจากเครื่องคงกรีดกรออยู่ในหัวใจของน้องชายไปทั้งชีวิต แวบหนึ่งเขาคงคิด ทำไมต้องเป็นตัวเองที่มารู้เห็นวินาทีสุดท้ายของพ่อ

หากความตายของพ่อจะส่งผลกระทบใดๆ บ้าง แม่คือผู้รับผลกระทบที่รุนแรงที่สุด หลังจากพบกับเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน ทั้งคู่แทบไม่เคยพรากจากกันเลย แม้ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตพ่อบุกบั่นทำงานหนักอยู่ในกรุงเทพ ช่วงเวลาสิบกว่าปีนั้นทั้งคู่ผูกพันกันด้วยจดหมาย กระทั่งพ่อกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิด ทั้งสองก็ไม่เคยห่างกันอีกเลย เมื่อพ่อจากไปได้กระชากส่วนหนึ่งในชีวิตแม่ติดไปด้วย เสียงร้องไห้ของแม่ในบ่ายวันฌาปนกิจ หดหู่ หมดอาลัยตายอยาก คุณรู้ความหมายของคำว่าเศร้าที่สุดในโลกก็ตอนนั้นเอง หลังจัดการทุกอย่างในงานศพเสร็จสิ้น แม่ไม่รู้อีกแล้วว่าขณะนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน แม่อาจลังเลหากถามถึงบ้าน บ้านของแม่พังทลายไปแล้ว ไฟไหม้บ้านของแม่เป็นเถ้าถ่านเสียแล้ว บ้านของแม่คือพ่อ

ถึงที่สุดความตายของพ่อคือการปลดพันธนาการทุกอย่าง ทุกคนที่แวดล้อมพ่อได้กลับมามีชีวิตของตัวเอง คุณ น้องชาย แม่ สามประสานวนเวียนรอบๆ พ่อขณะป่วยด้วยโรคที่ไม่อาจรักษาหาย ความตายปลดล็อกทุกสิ่งให้กลับมานับหนึ่งใหม่ แน่ล่ะ คุณไม่อาจยินดีกับความตาย ไม่ว่าจะเป็นความตายของใคร หากในอีกทางหนึ่ง ชีวิตจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนกำลังเริ่มปรับตัว เหลือเพียงแม่ที่อาจจะช้าเสียหน่อย คุณพบว่าแม่เพิ่งส่งข้อความมาถึง

‘เมื่อเช้าซื้อข้าวมานั่งกินกับพ่อ’
SHARE
Writer
Vickran
VICTOR
Just reader

Comments

deux
8 days ago
แล้วเรื่องนี้ก็ทิ้งบาดแผลเล็กๆ ไว้ให้คนอ่าน บาดแผลที่ใครๆ ก็คงเคยเจอ ความเจ็บปวด ความตายและพลัดพราก เรื่องนี้สร้างแผลใหม่ อาจไม่ใหญ่หนักหนา แต่กลับทำให้แผลเก่าๆ กลับมาเจ็บจี๊ดๆ ได้อย่างประหลาด

ขอบคุณคุณวิกที่เขียนมาให้อ่านนะ
Reply
Vickran
8 days ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านเช่นกันครับ :) 
millikan
8 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ และเสียใจด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
Reply
Vickran
7 days ago
ขอบคุณนะครับ 

amnesia28
6 days ago
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ -- เหมือนความรู้สึกแปลกๆมันจุกอยู่ในอก(บอกไม่ถูกเลย)
Reply
Vickran
4 days ago
😊
Phoomanee
6 days ago
เศร้าว่ะพี่
Reply
Vickran
4 days ago
มากๆ เลยละ ...