Life as we know it
ฉันลืมตาขึ้นมา

เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงการเคลื่อนผ่านบนรางอย่างรวดเร็วของรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่

สายลมเอื่อยพัดมา ทำให้รู้สึกเดียวดายพิลึก 

ทุกอย่างเบลอเมื่อพยายามมองเห็นผ่านม่านน้ำใสที่ก่อตัวขึ้นมาในดวงตา

ชีวิตได้สอนอะไรฉันอีกอย่างแล้ว

เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันมักจะตื่นเต้นกับการเปิดภาคเรียน เพื่อไปเจอสังคมใหม่ๆเสมอ ในคืนก่อนเปิดเรียน ฉันจะครุ่นคิดว่าในวันพรุ่งนี้เพื่อนที่ได้เจอจะเป็นอย่างไร ตัวของฉันจะเข้ากับสังคมใหม่ได้ไหม ฉันจะดูเป็นอย่างไรเมื่อหยุดไปนานแล้วต้องกลับมาใส่ชุดเครื่องแบบของโรงเรียนอีกครั้ง กระโปรงจะคับหรือเปล่า รองเท้าจะยังใส่ได้ไหม และความคิดต่างๆนานาที่พรั่งพรูเข้ามาในหัว ก่อนที่ฉันจะค่อยๆหลับตาลงและเข้าสู่เวลากลางคืนที่มืดมิด


ช่วงชีวิตวัยเด็กเป็นอะไรที่ฉันไม่ต้องคิดเยอะมากมายจนน่าปวดหัว มีความสุขได้ง่ายๆในทุกวัน และมันดูง่ายดายสำหรับทุกอย่าง มีบ้างที่มีอุปสรรคเข้ามาท้าทาย แต่ฉันก็สามารถผ่านมันไปได้โดยไม่คิดสับสน

เราไม่สามารถเข้าใจความหมายของบางสิ่งได้ทั้งหมดในคราวเดียว บางอย่างต้องค่อยๆเรียนรู้และเข้าใจมันไป ชีวิตก็เหมือนกัน
เคยมีคนกล่าวคำพูดนี้ไว้ และฉันได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเมื่อฉันโตขึ้น ยิ่งโตมากขึ้นเท่าไหร่ ความซับซ้อนของชีวิตก็มีมากขึ้นเท่านั้น มันก็คงมีบ้างบางเวลาที่เราสับสน ไม่รู้ทางออกว่าต้องทำอย่างไรถึงจะผ่านมันไปได้อย่างดี ฉันมักบอกตัวเองเสมอว่าถ้าต้องการจะเข้าใจชีวิต ต้องเข้าใจตัวเองก่อน และมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในวันนี้ วันที่เริ่มสับสันและไม่เข้าใจชีวิต ทุกอย่างมันดูยากไปหมด จะทำอะไรก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำลงไปคือสิ่งที่มันใช่จริงๆหรือเป็นแค่ฉันที่คิดว่ามันใช่

ในวันนี้ วันที่หลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดไว้ มันก็ไม่แปลกที่ความผิดหวังเล็กๆจะก่อตัวขึ้นภายในใจ 

และในวันนี้ วันที่หยุดนิ่ง แล้วปล่อยให้หยดน้ำใสจากดวงตาร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วง เพราะจากที่เคยเจอปัญหา แล้วก็ผ่านมันไปได้ด้วยตัวเองและด้วยกำลังใจจากคนรอบตัว คนที่เป็น comfort zone มาเสมอ แต่พอตอนนี้ comfort zone เรียกได้ว่าไกลห่างออกไปมาก เลยต้องพยายามด้วยตัวเองมากขึ้นอีกเท่าตัว มันจึงไม่แปลกเลยที่จะปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกอย่างที่ควรจะเป็น

ฉันหลับตาลง

เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงร้องเพลงเพี้ยนๆจากในห้องคาราโอเกะ และเสียงหัวเราะจากมุกตลกที่สุดจะฝืด 

สายลมเอื่อยพัดมา ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างที่สุด

ทุกอย่างชัดเจนเมื่อมองผ่านหัวใจที่มีความสุข


ย้อนไปเมื่อสองสามปีที่แล้ว มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันต้องย้ายมาอยู่คนเดียวในโรงเรียนใหม่ เจอสังคมใหม่ แรกๆก็รู้สึกตื่นเต้นปนกังวลว่าจะเข้ากับเพื่อนได้ไหม จะปรับตัวกับสังคมใหม่ได้หรือเปล่า 

มันไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดไว้ ต้องใช้เวลา แต่ฉันก็ทำมันได้ในที่สุด ฉันถูกล้อมรอบไปด้วยบรรกาศที่อบอุ่น ด้วยความความรักและความหวังดี ฉันมีเพื่อนที่เข้าใจ คนที่เป็นความสบายใจของฉัน เป็น comfort zone ที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่หรือจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะนึกถึงคนเหล่านี้ก่อนเสมอ 

หลายคนบอกว่า จะไม่มีทางมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง ฉันเคยคิดว่ามันจริง แต่มาวันนี้ฉันกลับคิดว่าก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นแบบนั้น เพราะฉันเคยลองก้าวออกจาก comfort zone แล้ว สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเจ็บที่ไม่ถึงกับมดกัด แต่สร้างรอยแผลในใจฉัน 

ฉันได้เรียนรู้แล้วเลยเอาตัวเองกลับมาอยู่ในจุดที่สบายใจ จุดที่ฉันรู้สึกปลอดภัย มันอาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ฉันยอมเพื่อแลกกับการไม่ต้องพบกับความเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นในใจอีกเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันก้าวออกไป

การนั่งกินข้าวด้วยกันในโรงอาหารที่คนเบียดแน่น ต้องแย่งชิงที่นั่งด้วยการวางของจองไว้

การอ่านหนังสือสอบที่มีเพื่อนคอยติวให้ มีสรุปจากรุ่นพี่และจากเพื่อนที่ทำขึ้นมาแจกจ่าย มีแนวข้อสอบจากหลายๆปีที่แล้ว เพื่อให้รอดจากวิกฤติการสอบนี้ไปได้

การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่ทำเหมือนจะไปแข่งโอลิมปิก จดเต็มสมุด และข้อสอบท้าทายด้วยการไม่มีตัวเลือก

การทำกิจกรรมหลายๆอย่างที่ทุ่มเทสุดชีวิต อย่างทำกีฬาสีที่เหมือนแข่งกีฬาโลก ยอมกลับบ้านดึกเพื่อซ้อม หรือเพื่อทำฉากกลไกกับเพื่อน

การไปเข้าห้องน้ำที่ไปคนเดียวไม่ได้ ต้องไปกับเพื่อน ยืนรอจนอีกคนออกจากห้องน้ำมา ทั้งๆที่ความจริงไม่ต้องรอก็ได้ แต่คิดว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าเรารอและออกเดินไปพร้อมกัน แม้จะเป็นแค่การเข้าห้องน้ำธรรมดาทั่วๆไปก็ตาม

การไปเที่ยวด้วยกัน ร้องเพลงในคาราโอเกะด้วยเสียงที่เพราะบ้าง เพี้ยนบ้าง แต่มันดีเพราะเราได้ใช้เวลาที่มีไปด้วยกัน

ฉันยังคงมีภาพเหล่านี้ในหัว ยังจำรายละเอียด และจำทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้เสมอ จะให้ย้อนเวลากลับไปอีกกี่ปี ฉันก็ยังยินดีเสมอที่ได้เจอและได้ผ่านช่วงชีวิตนั้นมา

เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันมีความสุข และอยากอยู่ต่อไปนานๆ โดยไร้เงื่อนไข 

แต่ความปรารถนาที่จะอยู่ต่อของฉัน คงเหมือนกับการเขียน i wish i could stay longer มันเป็นได้แค่ wish แบบที่ฉันต้องการ แต่สุดท้ายมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง

ฉันรู้ว่าชีวิตเรามันอยู่จุดหนึ่งได้ไม่นานหรอก สุดท้ายมันก็ต้องเปลี่ยนแปลง และถึงจะเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้เรารู้สึกดีหรือไม่ดี
แต่เชื่อเถอะว่า

สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ


แม้จะเป็นความสุขไม่ได้ มันก็จะเป็นบทเรียนแทน

“พรุ่งนี้สอบ อวยพรหน่อย” ฉันพิมพ์บอกผ่านช่องทางการสื่อสารที่ทำให้เรายังติดต่อกันได้

“ทำให้เต็มที่ ได้บ้างไม่ได้บ้างแต่เชื่อว่ามึงทำได้” เรามักจะพูดกูมึงเป็นเรื่องปกติไปแล้ว อาจจะเพราะสนิทกันมากๆ มากแบบที่ความคิดเราเกือบจะ link กันเสมอล่ะมั้ง

“กูคิดถึงมึง คิดถึง comfort zone ไม่กี่คนในชีวิต” ฉันพิมพ์ตามความรู้สึกที่รู้สึกในตอนนี้จริงๆ

“คิดถึงมึงเซม” และอุ่นใจที่ได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา

“ฟีลลิ่ง unsafe มากๆตอนนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม” ฉันพิมพ์บอกไปตามตรง เพราะมันเป็นความไม่ปลอดภัยอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวในตอนนี้

“ทำไม เกิดอะไรขึ้น”

“คิดถึงที่บ้าน ท้อใจ”

“มึงยังมีกำลังใจจากกู” เมื่อข้อความตอบกลับมาแบบนี้ ฉันก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอีกหน่อย และพลันหยดน้ำใสก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะดีใจที่ถึงเราจะห่างกันตั้งเท่านี้ แต่ความรู้สึกเรายังส่งถึงกันได้เสมอ เราเข้าใจกันเสมอแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน 

และบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงก็เกิดขึ้น ฉันยังคงโหยหาความสบายใจนั้นและหวังให้สักวันมันกลับมาอยู่ใกล้ๆฉันอีก ถึงจะรู้ว่าเป็นไปได้ยากแล้วก็ตาม 

“กูหา comfort zone แทบไม่ได้เลยตอนนี้” 

“มันหายาก ต้องพรหมลิขิตล้วนๆ” ฉันคิดตามและพบว่ามันมีความจริงอยู่ในประโยคนี้

“จริง วันนี้ไปอ่านหนังสือกับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่อนุบาลมา เหมือนกูได้กลับไปอยู่ใน comfort zone เลย มันสบายใจมากๆ”

“ก็ดีแล้วที่มึงมี comfort zone อยู่ใกล้ๆ กูไม่มีเลย ทุกวันนี้ก็คือมีตัวเองเป็น comfort  zone พยายามหาความสุขเล็กๆน้อยๆในทุกๆวัน อย่างท้องฟ้าใน ig story กูอันนั้นก็ถือเป็นความสุขในวันนี้แล้ว” 

“เออจริง มันต้องหาความสุขเล็กๆน้อยๆในชีวิตจริงๆ” ฉันตอบกลับไปอย่างเห็นด้วย ฉันว่ายิ่งเราโตขึ้น การหาความสุขของตัวเองในแต่ละวัน เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราซัฟเฟอร์กับอะไรได้ง่ายมาก การที่ในแต่ละวันเราหาความสุขของตัวเองเจอ ก็เหมือนกับมีสิ่งหล่อเลี้ยงให้รู้ว่าวันนั้นยังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้น 

“แต่ถึงกูจะไม่มี comfort zone ที่นี่กูก็ไม่อะไร อย่างน้อยมีมึงก็พอแล้ว” เมื่อข้อความขึ้นในแถบการตอบกลับ ฉันปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่คิดเสียใจเลย เพราะฉันรู้ว่าน้ำตานั้นควรค่าแก่การสละให้ความคิดถึงที่ตัวฉันมีให้เราแล้ว

“เมื่อกี้ร้องไห้จริงๆ แบบน้ำตาหยด”

“ถ้าตอบว่าเพราะหั่นหัวหอมนี่ตึ่งโป๊ะเลยนะ” ฉันหัวเราะทั้งน้ำตาให้กับข้อความที่ถูกตอบกลับมา ฉันยิ้มออกมาง่ายๆกับเรื่องแค่นี้ กับข้อความที่ไม่ได้ตลกอะไรมากมาย 

มันเป็นบทสนทนาสั้นๆ แต่แค่นั้นก็มากพอแล้วในตอนนี้ เป็นหนึ่งในบทสนทนากับคนที่เป็น comfort zone ของฉันมาเสมอ คนที่ฉันอยากรู้ว่าสบายดีไหม อยู่ที่นู่นมีความสุขดีหรือเปล่า และเป็นคนที่เวลาเกิดอะไรขึ้น ก็จะเอามาแชร์กัน ช่วยกันคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด

เราทั้งหมดยังคงมีความรักและความหวังดีให้กัน และมันจะเป็นแบบนั้นเสมอ


ฉันจะดูแลตัวเองให้ดี เติบโตเป็นคนในแบบที่ฉันอยากจะเป็น เพื่อรอวันที่จะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ฉันได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมันก็แค่นี้ อยู่ที่เราเรียนรู้และเข้าใจมัน ไม่ต้องไปคาดหวัง แต่ให้มีความหวังอยู่เสมอ 

และเรียนรู้ว่าการร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราแพ้ แต่หมายความว่าเราเข้มแข็งมากพอที่จะปล่อยให้ตัวเองเสียใจในตอนนี้ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน ทำให้เราลุกขึ้นเป็นคนที่มีภูมิต้านทานที่ดีได้ในอนาคต

Whatever you are, be a good one
:-)


















SHARE
Writer
letallsunshineexist
sunshine producer
ig : heardmynameinjune

Comments

amnesia28
10 days ago
อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจแปลกๆ :)
Reply
เราก็เหมือนกัน comfort zone เป็นอะไรที่สบายใจและอบอุ่นมากๆสำหรับเรา ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :^)
itoodmaew
8 days ago
เขียนดีมากเลย ชอบมาก ยังไงก็พร้อมที่จะเป็น comfort zone ให้อีกคนนะคะ :P
Reply
แง ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านด้วย :-)