ความเชื่อมั่นในตัวเองมันต้องดีแค่ไหนกันเชียว

          เราไม่เคยเห็นด้วยกับการส่งเสริมความมั่นใจในตัวเองหลังจากที่ทบทวนกิจกรรมและความเชื่อที่อยู่เบื้องหลัง (เช่นการยึดอยู่กับความคิดประเภท "ฉันทำได้"ในทุกๆสถานการณ์ หรือการพูดให้กำลังใจให้กับตัวเองแบบกลวงๆหน้ากระจก) เราเห็นว่าโดยฐานแล้วการส่งเสริมความมั่นใจในตัวเองถูกปลูกสร้างขึ้นจากการหลีกเลี่ยงความรู้สึกเจ็บปวดทางจิตใจ

          ความหวั่นใจ ไม่มั่นใจ ลังเลใจ เป็นสัญลักษณ์ทางอารมณ์และความคิดอย่างหนึ่งเมื่อเด็กเรียนรู้ว่าตนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งต่างๆรอบตัว (ต้นไม้ รถสิบล้อ และตัวฉัน ไม่ใช่คนเดียวกัน) และถอยห่างจากเกราะกำบังจากภาพที่แข็งแกร่งเกินจริง (เราขอเรียกมันว่า Super-self ซึ่งก็คือการที่เด็กแย่งกันจองว่าใครเป็นใครในขบวนการห้าสีทั้งหลาย ,, เด็กผู้หญิงอาจมีตัวเลือกมากกว่าในเซเลอร์มูน) ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราเริ่มรับรู้อย่างกลายๆแล้วว่าโลกส่วนหนึ่ง (ซึ่งขยายอาณาเขตขึ้นเรื่อยๆ) ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเรา และมีเจตนา(ทั้งดีและไม่ดี)ที่ทั้งเกี่ยวและไม่เกีย่วกับเรา การปะทะกันกับโลกภายนอกและความคาใจ (หรือบาดแผลที่ยังวนเวียน) จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะมีสัดส่วนปัญหาที่อยู่ในบรรทัดแรกมากน้อยขนาดไหน

          ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ มันก็จะมีความกังวลอยู่ระดับหนึ่งที่ดัดพฤติกรรมของเราและส่งเสริมการคาดการณ์ ตีความ เตรียมการ แสดงผลพฤติกรรม และสรุปผล อันเป็นระบบการณ์เรียนรู้ที่พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีศักยภาพทางการเรียนรู้ การคิดและการดัดแปลงที่สูงกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ในบางระดับแล้วการมีพฤติกรรมเหล่านี้ในเวลาที่เหมาะสมควรค่าแก่การกังวลหรือพารานอยด์ มัจะสามารถช่วยแก้วิกฤตหรือทำให้เรารอดชีวิตได้ดี

          แต่ในระดับที่มากเกินไป ก็อย่างที่เรารู้กันในหมู๋วงเหล้าว่าการที่ผู้หญิงเขาไม่คุยกับเราในร้านเหล้ามันก็ไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่เรากลับมีปฏิกิริยายั่งกับว่ารอบโต๊ะของสาวนางนั้นรายล้อมไปด้วยระเบิด...โดยไม่จำเป็นเลย (เพราะเขาไม่ได้ชอบเรา มันก็ไม่ถึงตาย)

          ด้วยการตอบสนองของเราต่อความไม่มั่นใจ ลังเลใจ และอื่นๆในกลุ่มนี้ทำให้เกิดความอึดอัด ยึกๆยักๆ ทำบ้างไม่ทำบ้าง ทำไม่สุด ส่งผลให้การใช้เวลาอยู่ในสถานการณ์นั้นไม่สนุก บ่าม่วน ฮาว่าฮาบ่าเอ๋าละเหย็ดแหมซึ่งเป็นผลเสียที่ทำให้เราไม่ได้หรือทำในสิ่งที่คิดวาดฝันไว้ในหัวว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

          และเรารักษามันด้วยอะไร....ก็เยอะครับ และการส่งเสริมความมั่นใจในตัวเองก็เป็น
หนึ่งในนั้น

          การส่งเสริมความมั่นใจในตัวเอง ในภาพรวมแล้วมันก็คือการเอาชุดความคิดหรือพฤติกรรมที่น่าพอใจกว่า ลงมือทำได้มากกว่า หรือน่าฟังกว่ามา "กดทับ" ความลังเลใจ ความไม่มั่นใจที่ยับยั้งเราจากการทำในสิ่งที่อยากทำหรือความสงบใจรื่นรมย์ใจของเรา

          เพราะเราชอบส่งทอดข้อความทำนองว่า "กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้" โดยรหัสคำในแมสเซสนี้สามารถถอดออกมาได้ว่า เมื่อกูพร้อม กูถึงจะทำได้

          แต่จริงๆแล้วเราต้องพร้อมก่อนจริงๆหรือถึงจะทำอะไรสักอย่างได้

          แน่นอนว่าผมไม่เถียงว่าเรื่องบางเรื่องก็ควรที่จะมีการเตรียมตัวก่อนที่จะลงมือทำเพื่อความแม่นยำและลดความผิดพลาด แต่มันต้องใช้กับทุกๆสถานการณ์จริงๆหรือเปล่า

          มันมีสถานการณ์ไหนในโลกบ้างที่สามารถทำๆไปเท่าที่รู้ และทำให้ดีขึ้นภายหลังได้บ้าง

          คำถามนี้ทำให้ผมสงสัยความจำเป็นของการผลักดันแนวคิดความมั่นใจในตนเองเข้าสู่ตลาดด้วยเหตุผลที่อธิบายง่ายๆได้ว่า ไม่มีใครในโลกสามารถมั่นใจในตัวเองได้ตลอดเวลา และหากใครพยายามจะทำแบบนั้น สักวันหนึ่งเขาจะร่วงลงมาเหมือนอีคารัสที่ถูกแผดเผาด้วยความร้อนจากดวงไฟ (ยกตัวอย่างง่ายๆมาจากประสบการณ์ตรงของผมที่ต้องเรียกแทคซี่กลับบ้านเพราะนักดริฟท์รถท่านหนึ่งยังคงมั่นใจว่าตัวเองยังขับรถได้แม้ว่าจะดื่มแสงสว่างจนหมดไปแล้วถึง 4 เหยือก)

          และเมื่อถึงช่วงที่เราไม่มั่นใจในตนเอง (ก็ด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มั่นใจ และหวั่นใจ) เราจะต้องหยุดแล้วหันกลับมาให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกหรอ?

          คิดว่าการพูดให้กำลังใจแบบแห้งๆ (ใส่คำที่มีความหมายดีๆ เช่น เธอเก่ง เธอดี เธอสวย แบบไม่มีประสบการณ์จริงมาผูกติด) มันจะช่วยเราได้สักกี่รอบกันเชียว

          ผมเทียบช่วงที่เราไม่มั่นใจในตนเองเป็นเหมือนการล้มลงของตัวตนที่ยิ่งใหญ่และน่าไว้ใจ (เพราะถึงจุดนั้นเราจะเริ่มกลับมาตั้งใจสนใจสิ่งรอบข้างและการควบคุมมากขึ้นเป็นพิเศษ ไม่ปล่อยให้ชีวิตไปตามคันลองไร้การควบคุมใส่ใจต่อไป) ซึ่งตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ผมพัฒนาข้อสรุปเรื่องความมั่นใจในตนเองได้แค่นั้น ไม่มีทางไปต่อจนกระทังผมได้เข้าร่วมฝึกการป้องกันตัวเองแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าไอกิโดนิดหน่อย (Aikido)

          ในวันที่ผมฝึกวันแรก เป็นวันที่ผมเวียนหัวอย่างแรงกล้ามากเพราะอาจารย์สอนให้ม้วนหน้า ม้วนหลังด้วยท่าที่แปลกๆ แต่ก็ช่วยให้เรากลับมานั่งหรือยืนอย่างมั่นคง โดยเว้นเวลาไม่มากนักในการสอนท่าจับ หมุน บิดคนอื่นให้กองลงไปกับพื้นอย่างเท่่ๆ ซึ่งตอนแรกผมก็หงุดหงิดใจเพราะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้เรียนรู้อะไรมาก แต่คำที่อาจารย์บอกว่า "การรู้ว่าตนเองจะล้มอย่างไรคือการป้องกันตัวที่ดีที่สุด เพราะยังไงเราก็ต้องล้มอยู่แล้ว" ซึ่งฟังไปก็ไม่ได้ปิ๊งหลอดไฟขึ้นทันทีแต่ต้องรอไปอีก 2 สัปดาห์กว่าที่หลอดไฟของผมจะสว่าง

          จนเหมือนมีจานแสงรังสีสว่างขึ้นจากหัวของผม

          ไม่ใช่เรื่องไอกิโดนะ (เพราะหลังจากคาบที่สามผมก็ไม่ไปอีกเลย) แต่เป็นเรื่องความคิดที่ค้างคาของผม และผมก็สานมันจนจบไปหนึ่งบทเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย เย้

          โอเค ข้อสรุปแบบสั้นๆข้างบนคงทำให้คุณรู้เส้นทางของการปฏิเสธความมั่นใจในตัวเองของผมมันมีที่มาที่ไปโดยพื้นฐานยังไง หลังจากที่ผมเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในโดโจไอกิโดไปคิด ผมก็ลองเอาไปสัมภาษณ์คนจำนวนไม่มาก แต่ลึก และจุดร่วมของพวกเขาทำให้ผมได้ข้อสรุปสำหรับจบบทที่ 1 ของการปฏิเสธ "ลัทธิ" นี้ก็คือ 
Fuck it! I'll do it anyway ช่างแม่งแล้วโว้ย ก็กูจะทำอ่ะ 

          ซึ่งคนเหล่านี้ (และประสบการณ์บางอย่างของผม) ไม่ได้กำลังสร้างวิมานอากาศว่าทำดูสิแล้วจะประสบความสำเร็จนะครับ

          ไม่!

          หากมันคือการที่พวกเรายอมๆทำไปก่อนด้วยความรู้และความสามารถที่จะคาดการณ์ที่เรามี แม้ว่าเราจะรู้ตัวว่ามันไม่สมบูรณ์นัก ทั้งๆที่สมองของเราบอกเราว่าเราทำไม่ได้ เราโง่ เรามันไม่น่าสนใจและอื่นๆที่คอยแต่จะยับยั้งเราให้หยุดลงมือทำเพื่อความปลอดภัยที่ไม่จำเป็นเลย (พลาดไปก็ไม่ตาย...อ่ะนะ)

          และผลของมันก็ไม่สมบูรณ์จริงๆนั่นแหละ เผลอๆพลาดด้วยซ้ำ.....แล้วเราได้อะไรจากเรื่องนี้ เราจะทำมันไปทำไมถ้าเกิดมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง

          สิ่งที่ล้ำค่ากว่าการได้ในสิ่งที่หวังคือเราเรียนรู้จากตรงนั้นว่ามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เราเห็นความสามารถที่จะจัดการกับอะไรบางอย่างในนั้นได้ และการใช้เวลาอยู่กับความกังวลและความกลัวโดยไม่เบี่ยงเบนหรือหลีกหนี จะทำให้สมองของเราเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายเลิกส่งสัญญาณกันตายโดยไม่จำเป็นซึ่งทำให้เรามีสมาธิ โฟกัสได้ง่ายขึ้นในครั้งถัดไป (ซึ่งเป็นฐานของการทำให้ดีขึ้น เก่งขึ้น ได้ผลขึ้นนั่นเอง)

          และจากตรงนั้นเองผมจึงกลับไปยืนที่หน้ากระจกห้องน้ำ เปลือยเปล่า แล้วจ้องมองเข้าไปในเรือนร่างที่ไม่สวยงามของตัวเอง ก่อนที่จะพูดออกไปว่า 
"เราก็พอจะทำอะไรกับมันได้บ้างนะเว้ย" 

          มันต่างจากการบอกว่าตัวเองดีหรือไม่ดี ทำได้หรือไม่ได้อย่างกลวงเปล่าเพราะมันเป็นคำพูดที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์และ...ความดีใจเล็กๆ

          แล้วเราก็ออกไป ให้โอกาสตัวเองได้ลองอีกครั้ง 
SHARE
Writer
NatKoeys
Psychology Student
เก้าอี้สองตัว กับคนสองคนที่จะเติบโตไปด้วยกัน เมื่อเราปั้นดินเหนียว ดินจะเปลี่ยนรูป และรูปที่เปลี่ยนไป จะปั้นใจเราให้เปลี่ยนแปลง

Comments