นาฬิกา (4) : มนุษย์เงินเดือน (ขอโทษ ผมไม่ได้มาขายของ แต่สนใจนาฬิกาอินบ๊อกมาน่ะ)
8.30 น. ตรงเครื่องสแกนนิ้ว
8.32 น. ฉันเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่เร็วกว่าไป 2 นาที
8.34 น. ฉันเหลือบมองมันอีกครั้ง ก่อนตรงดิ่งเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวอย่างเร็วรี่ 
8.36 น. ฉันมองนาฬิกาอีกครั้ง ขณะย่ำเท้าตรงดิ่งไปที่ห้องห้องหนึ่ง 

"แก๊ก"...

ฉันเปิดประตูบานนั้น ก้าวเข้าไปในโลกอีกใบ โลกใบที่ฉันเคยหนีจากมันมา และไฝ่หา...! 
ตามหาความสงบ...!

นานมั้ยน่ะ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้อยู่ในโลกใบนั้น ฉันเหมือนขยาดกลัว และไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับมัน โลกที่เรียกว่า .... 

มนุษย์เงินเดือน

ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ ที่เราหนีออกไปเป็นฟรีแลนซ์...
จำไม่ได้...

 งานฟรีแลนซ์ที่มีอิสระสูง ต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่เข้าออกเป็นเวลา แบบนั้น
แต่ก็อย่างว่า มีข้อดีมันก็มีข้อเสีย เงินที่เข้าออกไม่เป็นเวลา ตีราคาไม่ได้ว่ามาตรฐานของงานอยู่ที่เท่าไหร่ และวันหนึ่งๆจะเก่งพอหางานหาเงินให้ได้หรือไม่ บางทีก็ไม่มีเลย แถม สิทธิ์ต่างๆก็ไม่เทียบเท่ามนุษย์เงินเดือน เป็นต้นว่าจะผ่อนของสักอย่าง ก็ไม่ง่ายเลย จะซื้อสดทีหนึงต้องเก็บออมพอสมควร


ปีนี้คงเป็นอีกปีที่เราย่างก้าว และ กลับมาอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้ง ประตูบานนั้นเปิดออก ฉันเดินไปที่โลกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับหลายๆคนที่เข้างานเวลาเดียวกันนั้น.... มันเป็นโลกที่ทุกคนเดินเข้าห้องมาพร้อมกัน กล่าวทักทายกัน แล้วพุ่งหน้าไปที่โต๊ะของตัวเอง พื้นที่แคบๆภายในห้อง ภายในออฟฟิศ ภายในบริษัท กับสภาวะจำยอมที่เราทุกคนเข้าไปอยู่แล้วขายเวลาให้คนที่เราเรียกว่า เจ้านาย การขายแรงงาน ขายอิสระภาพกว่า 80% ให้กับนายจ้าง แต่เราไม่สามารถเสนอขายนาฬิกาให้นายจ้างได้แล้วก็มีสิ่งที่ต้องท่องมันเป็นเสียงเดียวกันจนมันค่อยๆฝังอยู่ในจิตสำนึกว่า "ต้องซื่อสัตย์ต่อองค์กร บริษัท นั้นๆ"  

เหลือบไปด้านหน้าห้องที่เต็มไปด้วยข้อมูลกำไร ผลประกอบการต่างๆของบริษัท เหนือข้อมูลเหล่านั้นติดป้ายตัวอักษรใหญ่จนเห็นได้ทุกมุมห้อง "จงรักษ์และซื่อสัตย์ต่อองค์กร" กับ "จงเห็นทุกอย่างเป็นปัญหา และ พร้อมจะแก้ไขมันเสมอ" ....

12.00 น.
โลกหมุนไปเร็วแค่ไหน กาลเวลาร่วงเลยไปเท่าไหร่ เราไม่อาจรู้ได้เลย เมื่อนั่งขมุกขมัวอยู่ภายใต้จอสี่เหลี่ยม งานของเราเริ่มขึ้น ในเวลา 8 โมงเช้า รู้ตัวอีกทีก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว ฉันย่างก้าวออกไปที่โรงอาหาร ถือจานใบเล็กๆสองสามใบนั้นไปตักอาหารแล้วมานั่งกินบนโตะ นั่งกินข้าวไม่นานนักก็ปาไป 12.40 น. แล้ว ฉันต้องนั่งโต๊ะทำงานอีกที เวลา 13.00 น.

จริงๆมันก็ไม่ต่างจากตอนเราเรียนสักเท่าไหร่หรอกน่ะ นึกๆไปแล้วตอนเราเรียนก็ไปเรียน 8 โมง เคารพธงชาติแล้วก็ต้องเข้าห้องเรียน ไปนั่งมองกระดานดำที่มีครูพร่ำสอนกับบรรดานักเรียนคนอื่น แล้วกลับมานั่งเขียนสิ่งต่างๆตามที่ได้รับคำสั่ง ส่ง แลกกับคะแนน แลกกับเกรดเฉลี่ย ในแต่ละเทอม แต่ละปี จนที่สุดได้รับประกาศนียบัตร จริงๆก็เป็นบริษัทแบบหนึ่งน่ะ เราทำงานกันในตำแหน่ง นักเรียน โดยมีผู้บริหารที่เราจะได้พบอันดับแรก เรียกว่าครู อาจารย์ สูงกว่านั้นถึงเรียกผู้บริหารจริงๆ ก็ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ การเงิน การจัดสรรค์ กิจกรรม การอบรม และอีกมากต่อมาก มันก็คงเป็น บริษัทหนึ่งที่เรียกว่าโรงเรียน 

เนิ่นนานหลายปี ชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็ไม่ต่างกันนักกับชีวิตเรียน เข้าทำงาน เลิกงาน ทำคะแนน เก็บแต้มสะสม จนสิ้นเดือน เปลี่ยนจากที่เคยได้เกรด เป็นเงินแทน 

"หรือบางที บ้านเมืองเราก็สอนให้เราเป็นมนุษย์เงินเดือนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วละมั้งน่ะ จะมาบ่นกับมันไปทำไม..." 

เผลอแป๊บเดียวฉันอยู่กับหน้าที่ในออฟฟิตบริษัทมาแล้ว 1 เดือน แล้ว...

เราสูญเสียเวลาไปเท่าไหร่กันนะ 
ฉันผ่านเรื่องราวต่างๆมาแล้ว 3-6 อาทิตย์ ราวๆ 30 วัน (ตัดวันอาทิตย์ออกแล้ว) หรือ 720 ชั่วโมง หรือ  43,200 นาที หรือ.... 2 ล้านวินาที แลกกับค่าแรงวันล่ะไม่กี่ร้อยบาท แถม ขายนาฬิกาก็ยังไม่ได้สักเรือนด้วยซ้ำ...

ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่นั่น 
ฉันได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่คิดว่าองค์กรไหนก็มี 
ทั้งสิ่งที่ดีๆ และสิ่งที่ดูไม่ดีเท่าไหร่ ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่า 
บนโลกแห่งการทำงาน มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะเจอนายดีๆ สักกี่คน กี่ครั้ง จะเห็นผู้บริหารดีๆ ที่ซื่อสัตย์จริง กี่คน กี่ครั้ง และ จะเห็นคน ที่เห็น หรือให้ความสำคัญกับผู้อื่นมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว กี่คน กี่ครั้ง 

"พี่ซื้อนาฬิกาผมมั้ย พี่ยังไม่มีใช่ม้าาา"
"มีครับ มีแล้ว เมื่อกี้ผมเข้าห้องน้ำ ผมเพิ่งถอดใส่กระเป๋ากางเกงนะ ผมยืมเพื่อนมา!!!"

ฉันได้เรียนรู้เรื่องของนาฬิกา กับ เวลาที่เคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ แล้วล่ะ

ฉันนั่งตั้งคำถาม ในวันที่เจอสิ่งต่างๆมาอย่างหนักหนาพอสมควร 
และบทสรุปสภาวะมนุษย์เงินเดือน ในห้้วงเวลาหนึ่งเดือน สิ่งที่พบเจอได้ก็คือ... 

แรงกดดัน!!!


ฉันล้มตัวลงนอนในค่ำคืนวันเสาร์ เวลา 3 ทุ่ม และ เช้าวันอาทิตย์ที่ไม่ยอมตื่น แต่ก็อยากตื่นให้เช้า เพื่อจะได้ใช้เวลาในวันหยุดเพียงวันเดียวของฉัน ให้คุ้มค่าที่สุด เท่าที่จะทำได้ ฉันเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือของฉัน ลุกขึ้นตรงไปที่ตู้นาฬิกาคอลเลกชั่น นาฬิกาแต่ละเลือน ค่อยๆกระดิกเข็มของมันไปทีละนิด ทีละ วินาทีี เข็มวินาของแต่ละเรือนไม่เท่ากัน เข็มนาทีห่างกันเล็กน้อย นาทีสองสาม นาที แต่เข็มชั่วโมงเท่ากันที่เลข 7 น.

11.11 
Single Day
(นาฬิกาหมดแล้วน่ะ!)
SHARE
Writer
ELThanaphat
writer
ข้าพเจ้าว่า ชีวิตมันมีอะไรมากมายนะ เล่าได้ไม่รู้จบ ทั้งดีร้าย แต่บางทีเรื่องเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มากกว่าที่คิดไว้ก็ได้

Comments

deux
5 months ago
พี่มีแล้วนาฬิกา ยืมเพื่อนมา อุ๊ป!
Reply
ELThanaphat
5 months ago
555 ให้เช่าก็ได้นะครับ