ตามหาสิ่งที่หล่นหาย
วันที่ 7 ตุลาคม 2561
เช้าวันอาทิตย์ วันหยุดสุดท้ายก่อนที่จะต้องกลับไปสู้รบปรบมือกับวันจันทร์ที่แสนดุเดือด

ฉันตื่นขึ้นมาในบ้านที่เพชรเกษมของตัวเอง ด้วยใจวูบโหวง เมื่อคิดได้ว่า วันหยุดกำลังจะหมดลง

ใช่...ฉันไม่อยากไปทำงานอีกแล้ว

ความรู้สึกแบบนี้มันกลับมาอีกแล้ว และกลับมาถี่มากๆ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา 

มันเคยเกิดกับฉันครั้งสุดท้าย ก็คงจะเป็นตอนสมัยที่ฉันเพิ่งทำงานแรกๆ และยังปรับตัวกับงานไม่ได้ แต่หลายปีที่ผ่านมา มันหายไปนานจนแทบจะลืมความรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว เพราะช่วงที่ผ่านมา ฉันสามารถ โมติเวท ตัวเองกับสถานการณ์งานในแต่ละวันได้ตลอด เนื่องจากปัญหามันจะหลากหลายจนแทบไม่มีเวลาเบื่อ ก็อาจจะบ่นว่าเบื่อบ้างแระ บางปัญหาก็ซ้ำๆ แต่ฉันรับมือได้แล้วไง เลยรู้สึกว่ามันเรื่องเล็กนิดเดียว

แต่ทุกวันนี้ ฉันไม่สามารถโมติเวทตัวเองได้ สิ่งเดียวที่ทำให้ต่อสู้ได้ ก็แค่เพราะไม่อยากให้ใครที่คาดหวังในตัวเรา มาว่าเราลับหลังได้ หรือ ไม่อยากเป็นตัวถ่วงทีมนั้นแหละ

ฉันผ่านการทำงานมา 6 สัปดาห์แล้ว จำนวนวันที่ผ่านมานานมากนะ เทียบกับพัฒนาการของฉัน ยังช้าอยู่เลย แม้จะพยายามฝึกฝนตัวเองในวันหยุด ไม่ว่าจะทักษะคอมพิวเตอร์ ที่ทำไม่เก่งไม่คล่องเลย ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานต่างๆ หรือแม้แต่เวลาเข้าประชุม ที่ฉันก็ยังไม่สามารถ catch up เนื้อหา หรือมองเห็น view point ต่างๆ ได้อย่างแบบคนในทีม ทั้งที่ฉันต้องเป็นคนลีดการประชุมแท้ๆ 2-3 วีคมานี้ฉันยังคงตอบคำถามไม่ได้ และ ยังต้องขอให้หัวหน้า หรือเพื่อนช่วยตอบแทน 

รู้สึกแย่มากๆ เลยล่ะ 
ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะจะมาอยู่ตรงนี้เลย 

ใช่...ฉันควรจะพัฒนาตัวเอง และคิดบวกมากๆ 
แต่เพราะความวุ่นวาย ในการเตรียมเอกสาร input output ข้อมูลจากระบบที่ฉันใช้ไม่คล่อง ไหนจะระบบรวน ทุกเช้าวันจันทร์ เพราะทุกแผนกต่างแข่งกันอัพโหลดข้อมูล แม้ฉันจะพยายามเข้างานตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อเตรียมทุกอย่างให้ทันก่อนประชุมตอน 11 โมง ไหนจะรวบรวมเนื้อหา วิเคราะห์ปัญหากับเพื่อนในทีม ก่อนเข้าไปพรีเซนต์อีก แต่ฉันก็ยังไม่สามารถ complete มันได้สักที เป็นเวลา 3 สัปดาห์มาแล้ว 

ส่วนน้องที่เป็นเทรนเนอร์ของฉันน่ะเหรอ...
พี่...หนูสอนพี่ไป 3 ครั้งแล้วนะ ทำไมยังทำไม่ได้อีกอะ 

เจอประโยคนี้ไป คือ... 

รู้สึกเหมือนตัวเองมาอยู่ผิดที่เลย 

จริงอยู่มันคงผิดที่ฉัน ที่ไม่สามารถเข้าใจงานได้เร็ว ไม่ตั้งใจจดเนื้อหาให้ดี แต่ว่า คนอื่นเขาใช้เวลานานแค่ไหนกันนะ ถึงจะเข้าใจงานเหล่านี้...ฉันใช้เวลาทำความเข้าใจมากเกินไปใช่ไหมนะ...

สุดท้าย ฉันก็เอาวันหยุดตัวเอง มานั่งฝึกใช้โปรแกรม เตรียมข้อมูลในส่วนที่เตรียมได้เลยในวันหยุด 

แต่...ความสุขในวันหยุดของฉันหายไปไหนกันนะ

ทั้งที่คิดว่า ถ้ามาทำงานออฟฟิศ การได้หยุดเสาร์อาทิตย์ จะทำให้ฉันรีเฟรชตัวเองได้เต็มที่ แต่กลับไม่ใช่ เพราะแค่เริ่มวันเสาร์ ฉันก็รู้สึกว่า ฉันเหลือเวลาพักอีกแค่คืนเดียวเหรอ... 

ทั้งที่คิดว่า เข้าออกงานออฟฟิศ ไม่ต้องทำกะกลางคืน จะมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ได้เจอแม่บ่อยขึ้น ก็กลับกลายเป็นกว่าจะถึงบ้านก็ 2-3 ทุ่มทุกคืน และหมดเวลาเยี่ยมแม่แล้ว 

ทั้งที่คิดว่า เข้างาน 9 โมงเช้า ฉันจะยังสามารถกลับมานอนบ้านที่เพชรเกษมได้ (ก็บ้านนี้คือหลุมหลบภัยของฉันนี่) แต่เพราะความสามารถในการเคลียร์งานแต่ละวันของฉันค่อนข้างช้า ฉันก็ยังคงต้องนอนบ้านพ่อ เพื่อที่จะรีบตื่นเช้าไปทำงาน ตั้งแต่ 7-8 โมง ทุกวัน 

เพราะงั้น การได้กลับมานอนในหลุมหลบภัยของตัวเอง แม้เพียง 2 คืน เป็นอะไรที่มีค่าสำหรับฉันมากนะ

ข้อดีตอนนี้ที่มีเหรอ คงเป็นเรื่องที่ฉันเดินไปกลับที่ทำงานกับบ้านพ่อ ทุกวันแระมั่ง เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า วันไหนถ้าต้องเสียเงินค่าพี่วินไปกลับที่ทำงานวันละ 120 บาท จะเสียดายเงินขึ้นมาทันที มันเป็นทางเดียวที่ฉันจะได้ออกกำลังกายด้วย และคงจะเป็นอย่างเดียวที่ฉันจะเสียดาย ถ้าวันใดวันนึงจะไม่ได้เดินไปกลับที่ทำงานแบบนี้อีก

ทุกเช้า ฉันจะกินข้าวร้านข้าวราดแกงปากซอยบ้าน แวะซื้อสาลี่ 1 ถุง และเดินไปทำงาน ผ่านถนนสีลม เห็นร้านอาหารรถเข็นหลากหลาย คนต่อแถว วุ่นวาย ดูเป็นอะไรที่ให้อารมณ์คนเมืองมากๆ (แน่ละ สีลมนี่น่า) ทุกคืน ฉันจะเดินกลับและผ่านร้านขายผลไม้ให้ซื้อกินขากลับอีกครั้ง ร้านรวงที่ตั้งขายของ มันทำให้ฉันฉุกคิดว่า แล้วถ้าฉันจะลาออกจากงานประจำ มาขายแบบนี้บ้าง จะมีความสุขกว่าไหม...

อยากทำนะ แต่ฉันยังกลัว...ฉันยังไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะเลี้ยงตัวเอง ไหนจะผ่อนบ้านผ่อนรถและหนี้สินต่างๆ อีก คุณแม่ก็ป่วย มีค่าใช้จ่าย นั้นเลยทำให้ฉันคิดว่า ตัวเองไม่พร้อมกับการชิงลาออกมาเลือกทางเดินอาชีพที่ไม่สามารถประกันได้ว่าจะมั่นคงมากพอ...

คงต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อไปสินะ ตัดใจขายรถทิ้ง ก็ทำใจไม่ได้ แม้วันทำงานจะไม่ได้ใช้รถแล้วตอนนี้ แต่มันช่วยพาฉันหนีความวุ่นวายในวันหยุดได้นะ 

แม่: เป็นยังไงบ้าง ย้ายมาทำงานใกล้บ้านป่าป๊าแล้วใช่ไหม ที่ทำงานใหญ่ๆ กว้างเหมือนเคยไหม 
ฉัน: ไม่ได้อยู่ร้านแล้วม่าม้า ไม่มีร้านกว้างๆ แล้ว อยู่แต่ออฟฟิศนั่งโต๊ะทำงาน ล้อมไปด้วยผู้คน 

(แม่พูดพร้อมทำมือประกอบ เพราะสิ่งที่จำได้คือ ฉันที่เป็นผู้จัดการสาขาร้านขนาดใหญ่ตลอด และเพราะความสามารถในการสื่อสาร และการแปลความหมายของแม่ยังกลับมาไม่เต็มที่ แม่จึงได้แต่ทำหน้าฉงน ไม่เข้าใจให้ฉัน)

แม่: อ้าว ทำไมล่ะ ไม่ใช่ร้านใหญ่ๆ แล้วเหรอ ม่าม้าจำได้ว่าหนูต้องดูแลร้านใหญ่ๆ นะ 
ฉัน: ไม่แล้วม่าม้า 
แม่: แล้วหนูสนุกไหม ม่าม้าขอให้หนูเจอคนดีดี ที่จะคอยช่วยเหลือหนูนะ 
ฉัน: .... อือค่ะม่าม้า ขอบคุณนะม้า 

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สิ ตามจริงคือ เดือนกว่าที่ผ่านมา ฉันเริ่มหางานใหม่อีกครั้ง 

ทุกคนอาจจะคิดว่าทำไมถึงหางานใหม่ ทำไมถึงยอมแพ้ กับอุปสรรคแค่นี้

แต่เพราะ 7 ปีที่ผ่านมา ฉันยังเลือกที่จะอยู่กับที่เดิม เพราะที่นี่ฉันได้อยู่กับเพื่อนร่วมงานที่ดี ฉันมีความสุขทุกครั้งที่มาทำงาน แต่พอ ณ ขณะนี้ เพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน ก็แยกย้ายกันไปเกือบหมดแล้ว ลาออกไปจนแทบจะเรียกได้ว่า มองไปก็ไม่เจอใครแล้ว ผนวกกับเหตุการณ์กับหัวหน้าเก่า ทำให้ฉันรู้สึกหวาดระแวงกับคนอื่นๆ รอบตัว เพราะไม่รู้เขาจะมองฉันเป็นคนแบบไหน รวมทั้งสังคมแวดล้อมในออฟฟิศที่เจอเข้าไปอีก 

ฉันพยายามพัฒนาตัวเอง และเข้าหาน้องๆ นะ แต่มันแตกต่างจากตอนอยู่ร้านมากๆ จนทำให้ฉันทำได้แค่เพียงพูดคุยผิวเผิน น้องทุกคนมีกลุ่มของตัวเอง และน้องที่ฉันสนิทด้วยก็เป็นเพียงน้องใหม่เหมือนกัน 

ฉันอยากเริ่มต้นใหม่ แบบไม่มีความหวาดระแวง มันก็ใช่ที่ถ้าหากต้องไปทำงานที่ใหม่ มันก็ต้องปรับตัวใหม่ แถมมีความเสี่ยงต่างๆ อีก ว่างานอาจจะไม่ดีเท่าที่นี่ ระบบ หรือการบริหารงานอาจจะไม่ดียิ่งกว่า แต่ถ้าฉันได้อยู่อย่างสบายใจล่ะ มันจะดีกว่าไหม...

ฉันไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่มา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่ก็เป็นอีกด่านที่ทำให้ฉันกลับมามองตัวเองว่า ฉันทำอะไรในบริษัทเสื้อผ้าแฟชั่นที่ขยายสาขาทั่วประเทศยอดขายอันดับ 1 มาถึง 7 ปี แต่ฉันกลับมีมุมมองหรือความรู้รอบตัวเรื่อง แฟชั่นน้อยมาก (จริงๆ ก็เป็นเพราะฉันไม่เคยขวนขวายหาความรู้จากแบรนด์คู่แข่งเพิ่มเองเลย อาจจะเพราะมั่นใจว่า แบรนด์ที่ฉันอยู่ขายดีตลอด และ เอาจริงๆ ฉันก็ไม่คิดว่าจะลาออกไปที่ไหนอีก เลยทำให้ฉันไม่หาความรู้เพิ่มเติม รู้จักแต่สินค้าของตัวเองพอ) นั้นเลยทำให้ฉันรู้สึกว่า มุมมองตลาด และงานที่ฉันทำยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับอายุของฉัน เพราะงั้นฉันควรจะออกไปเจอโลกที่กว้างมากขึ้นได้แล้วไหม

แน่นอนว่า งานในแผนกที่ทำอยู่ตอนนี้ก็เป็นอีกสเต็บนึง ที่ควรฝึกฝน แต่ว่าเพราะแนวทางการแก้ไขปัญหาเดิม เมื่อยอดไม่ได้ก็อัดโปร เพิ่มการตลาด อัดแพลนงานใส่น้องที่ร้าน ฉันเลยขอเรียนรู้ flow งานในแผนกสักพักก่อน ยังไงก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ทำต่อ หรือได้งานใหม่ ไม่ว่าทางไหน ก็ควรต้องตักตวงความรู้ไว้ แต่ฉันก็อยากหาโอกาสให้ตัวเองออกไปเรียนรู้การทำงานกับบริษัทรูปแบบอื่นบ้าง

ตลกดี ในวันที่ไปสัมภาษณ์งาน ฉันตื่นเต้นมาก มัน 7 ปีเชียวนะ ที่ฉันร้างลาการสัมภาษณ์งานไป (มันแตกต่างจากตอนสัมภาษณ์เลื่อนขั้นภายในบริษัทมากเชียวล่ะ เพราะ ถ้าภายในบริษัท เรารู้สึกได้ว่าเจ้านายพยายามจะดันเราอยู่แล้ว เขาช่วยเราฝึกซ้อม เตรียมคำตอบก่อนส่งไปสัมภาษณ์ตลอด บวกกับมีผลงานรับประกัน) แต่นี่คือการไปพรีเซ็นต์ตัวเองให้กับคนที่ไม่รู้จักผลงานของเราเลย

แต่ hiring manager ที่ฉันเจอ 2 คน คนนึงคือพี่ที่เคยเป็น ผู้ช่วยผู้จัดการสมัย ปีแรกที่ฉันทำงานในบริษัทปัจจุบัน พี่เขาตกใจมากที่เจอฉัน และแม้ฉันจะแอบรู้มาว่า พี่เขาอยู่ที่บริษัทนี้ ก็ยังอดดีใจไม่ได้ แต่ไม่ได้คิดหรอกนะว่าจะให้พี่เขาช่วยอะไร เพราะตอนสัมภาษณ์ ฉันพยายามไม่สบตาพี่เขาเพื่อกดดันเลย 

แถมปัญหาที่ฉันกังวลวันนั้น คือการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ แต่ก็กลายเป็นว่า เราคุยภาษาไทยกันตลอด จนตอนที่จู่ๆ พี่เขาเปลี่ยนโหมดเป็นอังกฤษ ฉันก็กลับชะงัก และลิ้นพันกัน คิดคำพูดไม่ออกซะงั้น (ก็ฉันทำงานกับเจ้านายชาวเอเซีย ที่ภาษาอังกฤษ แทบจะพูดน้อยมาก แถมต้องพูดแบบง่ายๆ ให้เข้าใจง่ายด้วย และสุดท้ายนายก็ใช้ล่ามตอบมากกว่า) จนฉันต้องออกตัวแรงว่า จุดอ่อนของฉัน คือภาษาอังกฤษ นะคะ และเนื่องจากว่าคำถามที่พี่เขาถาม คือการนำเสนออีกตำแหน่ง คือการเป็น training team ให้กับพนักงานในสาขา เนื่องจากเรื่องที่เราคุยกันส่วนใหญ่ จุดแข็งของฉันเน้นไปที่การพัฒนาพนักงานซะมาก แต่อย่างที่บอก คืออยากอยู่ร้านมากกว่าไง ไม่ชอบงานในออฟฟิศ เลยเลี่ยงไปว่า สนใจมากนะ เพราะชอบสอนคนค่ะ เมื่อต้นปีก็ได้รับ assign ให้ไปเป็นเทรนเนอร์สอนพนักงานเต็มเวลาในบริษัทหลายครั้ง แต่เพราะเรารู้สแตนดารด์และแนวทางของบริษัทดี ก็เลยคิดว่าเราสอนได้สมู้ทมาก แต่กับบริษัทนี้ เราอยากขอให้ได้ทำงานหน้าร้านก่อนสักช่วงนึง เพื่อเรียนรู้แนวทาง ก็น่าจะสามารถนำมาสอนน้องๆ พนักงานได้นะคะ (แต่ตอบเป็นอังกฤษได้วกวนมากนะ) 

นึกว่าจะแป๊กซะแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็โทรกลับมานัดให้ไปสัมภาษณ์ กับ CEO แล้วล่ะ แต่รอคอนเฟิร์มวันอีกที เพราะเราเองก็เริ่มวันลาหมดแล้ว 

เอาจริง ก็อยากจะมีเวลาหาบริษัทดีดี ที่จะสมัครเข้าไปนะ แต่ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ จะหาเวลาแอบไปสมัครจากที่ไหนนี่สิ

ความลำบากของการหางานที่ไม่ชอบเลย คือการแต่งตัวเป็นทางการ หรือหาชุดที่ดูเหมาะสมด้วย แต่นั้นแหละ หนทางลำบาก แต่ถ้าไม่ออกตามหา ก็ไม่รู้จะเจอสิ่งที่ค้นหาไหม....


เมื่อไหร่ความรู้สึกเกลียดวันจันทร์จะหายไปนะ ไม่ชอบให้ตัวเองเป็นแบบนี้เลย ความรู้สึกที่มีแต่พลังลบ มันแย่จริงๆ นะ ขอให้วันดีดีคืนกลับมาเร็วๆ เถอะ ครอบครัวยังรอเรากลับมาสดใสอยู่นะ 🧡
 




SHARE

Comments

SUNSHINESAI
2 months ago
สู้ๆนะคะ เราว่าช่วงปรับตัวนะ อาจจะต้องใช้เวลา 3-6 เดือนเลย ช่วงนี้เป็นช่วงแรงต้าน ความกดดันจะเยอะหน่อย พอผ่านไปได้จะดีมากๆค่ะ ลองให้โอกาสและเวลาก่อนนะคะ
Reply
blueandme
2 months ago
เราเองก็สับสนว่า เราไม่ชอบเนื้องาน หรือแค่ปรับตัวกับในที่ทำงานไม่ได้ จริงๆ ทุกคนก็ดีนะ แต่แค่ เหมือนความชอบคนละแนวหรือเปล่า แต่ตัวงานเป็นอะไรที่ไม่รู้สึกสนุกที่ได้ทำเลยอะคะ ยังไงก็คงไม่ลาออกจนกว่าจะได้งานที่อยากได้จริงๆ อะคะ ระหว่างนี้ก็ฝึกฝนตัวเองไปด้วย
SUNSHINESAI
2 months ago
เอาใจช่วยมากๆนะคะ ฮึบๆค่ะ😊🤗✌🏻
blueandme
2 months ago
✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻
KongKwanDiary
2 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply
blueandme
2 months ago
ขอบคุณนะคะ เราอัพเนื่อเรื่องเพิ่มแระ อยากบอก 555 ✌🏻☺️
MyBestTime
2 months ago
อ้าววว บ่นเรื่องวันหยุดเหมือนกัน 555
Reply
blueandme
2 months ago
แต่ของเราไม่มีคนมาเติมเต็มรอยยิ้มวันหยุดอะคะ 5555 อิจฉาจัง 😊😊