เมื่อเราทะเลาะกัน
เชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ ไม่ว่าเป็นคู่รักต่างเพศหรือคู่รักเพศเดียวกันก็ตามต่างก็เคยประสบสถานการณ์เหล่านี้มาแล้วแทบทั้งนั้น เอาเข้าจริงแล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่จะมีสักกี่คู่ที่จะผ่านสถานการณ์ ซึ่งพร้อมที่จะกระชากคนสองคนออกจากกัน

คู่ของผมก็เช่นกัน เราทะเลาะกันมานับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 8-9 ปีที่เปลี่ยนสถานะจากเพื่อนร่วมโลกมาเป็นเพื่อนใจ โดยเฉพาะในช่วงที่คบกันใหม่ ๆ สารพัดเรื่องเราสามารถมีปากเสียงกันได้ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ถุงยางอนามัยเปลี่ยนที่วาง แฟนผมก็สามารถทำมาเป็นประเด็นทะเลาะกันได้ คุยกับผู้ชายคนอื่นในยามดึก ๆ (อาจจะน่าระแวงแต่ไม่มีอะไรในกอไผ่) อธิบายแล้วไม่ฟังก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน บางครั้งการมองผู้ชายคนอื่น (ที่น่ามอง) ก็ทำเราหมางเมินไปเป็นสัปดาห์ บางทีก็ทะเลาะกันเพราะเพื่อนของเราแซวอะไรสักอย่างกับเขาแต่จริง ๆ เราไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย สารพัดเรื่องจริง ๆ ที่จะเป็นประเด็นให้มีปากเสียงกัน
แฟนผมขับรถเร็วเพราะโมโห 
สิ่งที่เป็นผลมาจากการทะเลาะกันคือ "อันตราย" ที่อาจจะมีผลต่อชีวิต นั่นคือการทะเลาะกันระหว่างการขับรถ ครั้งหนึ่งแฟนผมขับรถเร็วเพราะโมโห ตอนนั้นคิดว่า อาจจะเกิดอะไรขึ้นสักอย่างแน่ ๆ ไม่เจ็บก็ตาย บอกให้เขาขับช้า ๆ ก็ไม่ยอม แถมเร่งความเร็วขึ้นอีก จนเราร้องไห้เพราะความกลัวและกังวล แต่ไม่รูู้อะไรดลใจเขาให้จอดรถริมถนน แล้วมาทะเลาะกันต่ออีก สุดท้ายต่างคนต่างเงียบ สงบจิตสงบใจแล้วเดินทางต่อ เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้สองครั้ง 

ยอมรับว่า 3 ปีแรกเป็นปีที่ต้องปรับความคิด ปรับใจ และปรับตัวกันมากมาย เพราะสุดท้ายแล้วต่างคนก็ยังไม่ยอมไปจากกันจริง ๆ เสียที เลิกกันได้นานสุด ๆ ก็ 2-3 สัปดาห์ สุดท้ายก็มานั่งคุยกันใหม่ 
เอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาถกกันจริง ๆ จัง ๆ ด้วยการเอาสิ่งที่เราคิดจริง ๆ


เชื่อไหมครับ ตอนที่ทะเลาะกัน เราก็ยังคุยกันอยู่ แต่เป็นการคุยผ่านไลน์นะครับ สิ่งที่แชทกันคือ เอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาถกกันจริง ๆ จัง ๆ ด้วยการเอาสิ่งที่เราคิดจริง ๆ มาแชทกันลย อาจจะหยาบคายไปบ้างแต่ก็ไม่เกิน "มึง-กู" มันดีอย่างหนึ่งคือว่า แต่ละฝ่ายจะได้รู้ว่า "จริง ๆ แล้วเราคิดอะไรกันแน่" พอกลับมาพูดคุยกันใหม่ ต่างคนก็ต่างปรับในสิ่งที่จะเป็นปัญหา กลายเป็นปัญหาจริง ๆ มันค่อย ๆ สะสางไปทีละเรื่องสองเรื่อง เพราะการสื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตากัน เราอาจไม่กล้าพูดในสิ่งที่เราคิดจริง ๆ 

ครั้งล่าสุดที่เราทะเลาะกันคือเมื่อปีเศษ เรื่องที่ผมบ่นว่าเขาสูบบุหรี่ และทำให้เกิดกลิ่นเหม็นบุหรี่ในห้องและตามเนื้อตามตัวเขา (ประเด็นนี้ก็ทะเลาะกันมาหลายครั้ง) พอผมเอาผ้ามาปิดจมูกเท่านั้นแหละ กลายเป็นว่า ผมผิดในข้อหาแสดงท่าทีรังเกียจเขาทันที กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงขนาดย้ายกลับไปอยู่บ้านตัวเองในคืนนั้นเลย ทั้งที่เจตนาเราคือ เราไม่อยากดมกลิ่นบุหรี่ เพราะมีอาการภูมิแพ้ ที่สำคัญคือห่วงสุขภาพเขาในระยะยาว 
เหมือนรู้กันว่าหายโกรธแล้วเชื่อไหมครับ การทะเลาะกันวันนั้นทำให้เขาไม่เดินทางไปเที่ยวเชียงรายกับผม ทั้งที่เราก็ซื้อตั๋วกันแล้ว ผมก็เลยต้องฉายเดี่ยวกันไป หลังจากไม่ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ เหมือนเป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ใจแต่ละฝ่ายว่าจะแยกจากกันได้ไหม เมื่ออยู่คนเดียวไม่ได้ ก็กลับมาคุยกันใหม่ สำหรับแฟนผมนั้น ถ้าเขาจะคุยก็ง้อไม่ยากหรอกครับ บอกว่าจะเลี้ยงกาแฟ ขนม หรือส้มตำเขาก็ตอบรับนัดทันที เหมือนรู้กันว่า "หายโกรธ" แล้ว 

หลังจากเหตุการณ์นี้ เขาก็ไม่สูบบุหรี่ตอนกลางคืนอีก หรือจะสูบบุหรี่ก็ต้องอาบน้ำล้างตัวมาให้เรียบร้อย ไม่ให้มีกลิ่นบุหรี่ติดเข้ามาในห้องนอนอีก แต่พักหลัง ๆ มานี้ ไม่ได้ทะเลาะกันเรื่องนี้เลย ชักเริ่มมีกลิ่นบุหรี่ติดตัวมาอีกล่ะ 

สงสัยต้องจัดอีกสักรอบ 5555 
เพื่อเพิ่มสีสันของชีวิตคู่ชายรักชาย

ทะเลาะกันได้ โกรธกันได้ แต่ถ้ายังรักกันอยู่ ก็จงอภัยต่อกันนะครับ
SHARE
Writer
Panchanat
blogger, writer
แบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตคู่เพศเดียวกัน

Comments