02 เรื่องเล่าตามรายทาง | เจอกันในความรู้สึก (ส่วนต้น)

สายฝนโปรยปรายอยู่เบื้องล่าง เมฆก้อนโตกลืนกินนกเหล็กจนไม่เห็นแสงไฟซึ่งประดับประดาเมืองไม่ให้เงียบเหงาระหว่างรอเช้าวันใหม่ที่กำลังมาถึง มันลามเลียจนเครื่องซึ่งลำเลียงผู้โดยสารจำต้องฝ่าคลื่นอากาศผ่านความสั้นสะเทือนเป็นระยะ อากาศภายนอกคงเย็นยะเยือก หน้าต่างบานเล็กสะท้อนภาพกลุ่มก้อนทะมึนซึ่งโอบล้อมนกยักษ์อยู่ในขณะนี้ เพียงแสงกระพริบปลายปีกซึ่งเป็นเสมือนสัญญาณชีพของเครื่องบินลำใหญ่ ทัศนียภาพที่ควรได้รับจากฟากฟ้ามลายสิ้น เหลือไว้เพียงละอองใสยามเครื่องลดระดับลง มันเตรียมลงจอดกลางสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ สัญญาณรัดเข็มขัดและเสียงจากนักบินผู้ช่วยดังขึ้น พร้อมแรงสะเทือนขณะฝ่าพายุฝนในสภาพเลวร้าย มุ่งหน้าสู่แดนอาทิตย์อุทัย

‘ใช้คำว่า ทึมเทา จะเหมาะกว่า’ อาจารย์ก้อยเสนอความคิดสำหรับส่วนบรรยายในงานเขียนสารคดีท่องเที่ยวซึ่งเขานำส่งในวิชา

ประสบการณ์ที่เล่าผ่านเรือนร่างตัวอักษร ที่ผ่านมาแล้ว 2ปี นับแต่การเดินทางบนเครื่องบินลำโต ซึ่งพาเขาดิ่งสู่แดนปลาดิบเป็นครั้งแรก

คำว่าทึมเทาคงเหมาะที่สุดในบรรยากาศของการออกตามหาบางสิ่งในครั้งนั้น แม้จะพึ่งได้ยินคำ ๆ นี้จากปากอาจารย์เป็นครั้งแรก แต่เสมือนสิ่งที่ออกตามหามาตลอด กระทั่งขณะเขียนที่เดิมทีเลือกใช้ ‘อึมครึม’ก็ยังตะขิดตะขวงใจไม่น้อย

‘เอาไปแก้ไข แล้วส่งให้ครูทางเมล’ เขารับชิ้นงานกลับคืน หอบหิ้วเรื่องเล่าจากครั้งเก่าก่อนของตนเพื่อนำมาปรับและปรุงรสเพิ่ม เรื่องราวเพียงเสี้ยวหนึ่งจากการเดินทางร่วมหลายพันกิโลเมตรในญี่ปุ่น ที่อาจเป็นแค่เศษหนึ่งส่วนความทรงจำที่หลงเหลือมาจาก 2 ปีก่อน

เนินหญ้าสีเขียวสด แย่งยื้อกันเติบใหญ่ในฤดูมรสุม เรียงรายตามเนินสูงซึ่งถนนสายเล็กพาดผ่านด้านบน ถัดลงไปเป็นทางจักรยาน และลงไปอีกเป็นสนามกว้าง สำหรับกิจกรรมภายในชุมชน มีชาวบ้านสองสามคนวิ่งฝ่าความเปียกชื้นเพื่อออกกำลังกายยามเช้าบนสนามหญ้าเขียวชอุ่ม ทางซ้ายมือเป็นรางส่งท่อขนาดใหญ่สีขาวสะอาดตา ลากยาวระหว่างเมืองไกลสุดลูกหูลูกตา

‘อ่า... คิดถึงลานโล่งและเนินหญ้านั้นจัง’

ระหว่างนำงานเขียนที่เคยปรุงแต่งไปให้อาจารย์ก้อยมารื้อและเขียนใหม่ เพิ่มรสเติมความรู้สึกลงไปอีกครั้งในครานี้ ทำให้หวนนึกถึงภาพเก่าเมื่อวันวาน






ขณะกำลังนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในห้องพักรวมของโฮสเทลแห่งหนึ่งกลางเมืองคะนะซะวะ (Kanazawa) และระหว่างเลื่อนสไลด์หน้าจอเช็ครอบเวลาขบวนรถไฟนับสิบที่จะลำเลียงเขาไปยังจุดหมายปลายทางที่วาดฝันไว้--- ตามล่าหาตัวฟูจิ

ในความตั้งใจแรกหรือแผนที่วางไว้ก่อนออกเดินทาง เขาควรมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบคะวะกุจิโกะ (Kawaguchiko) ในจังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) ไม่ใช่บนเนินหญ้าและลานโล่งตรงนั้น

จะด้วยอะไรก็ตามดลใจให้เขาเปลี่ยนแผนกะทันหัน ยกเลิกที่พัก ศึกษาเส้นทางใหม่ หาที่พัก แล้วเริ่มต้นวางแผนอีกครั้ง อะไรก็ตามในวันนั้น เขาอยากจะขอบคุณ เพราะทำให้เกิดเรื่องเล่าในวันนี้

‘ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นที่เดียวกับรายการหนังพาไป’ ภาพรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น (Shinkansen) วิ่งผ่านภูเขาไฟฟูจิ กับภาพรางส่งท่อขนาดใหญ่สีขาวคล้ายสะพานพาดผ่านหน้าภูเขาไฟลูกสวย กับความทรงจำครั้งดูรายการหนังพาไป เขาใช้ความรู้สึกที่อยากไปกับต้นทุนในการเดินทางเพียงแค่นี้สำหรับการตัดสินใจครั้งใหญ่

‘ไม่มีที่พัก ต้องพักเมืองข้าง ๆ แล้วนั่งรถไฟไปตอนเช้า ให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น’

และแล้ววันออกตามล่าฟูจิก็มาถึง เขาออกจากเมืองก่อนหน้ามายังจังหวัดชิซูโอกะ เมืองแห่งฟูจิ เนื่องด้วยเป็นพื้นที่ซึ่งมีจุดชมวิวมากกว่าร้อยแห่ง สำหรับการดื่มด่ำภาพภูเขาไฟผู้ถูกขนานนามว่าสวยและน่าเกรงขามที่สุดในหมู่เกาะญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริเวณทะเลสาบทั้งห้า นับเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

แต่จุดหมายของเขาต่างออกไป รถไฟวิ่งฝ่าฝนชุดเล็กในเช้าอันทึมเทา เคลื่อนไปตามทางจากสถานีฟูจิ (Fuji Station) --- จุดหมายของการเดินทางบนรางเปียกปอนซึ่งมีสายฝนโปรยปรายอยู่เป็นฉากประกอบ เหล่าผู้โดยสารยามเช้าทั้งนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน และเหล่าผู้ชรา กำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งของน้อยชิ้นในมือตน มีบ้างหันไปสนใจรอบข้าง ทิวทัศน์เปื้อนฝน เมฆก้อนโต หรือเพียงพักสายตาจากความง่วงงัน เขาเป็นหนึ่งในจำพวกแรก เลือกสนใจตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเคลื่อนตัวไปตามแนวแผ่นที่ในสมาร์ทโฟน

สถานีปลายทางเป็นจุดหมายที่ไม่มีในหนังสือนำเที่ยว มีเพียงไม่กี่คนที่ดั้นด้นออกตามหาเพื่อดูฟูจิในชุมชนซึ่งไร้ทะเลสาบ ไร่ชา อนเซ็น หรือแม้กระทั่งร้านขายของฝาก

ก่อนจะถึงจุดหมาย ชายวัยทำงานซึ่งนั่งอยู่ข้างกันสะกิดเขาให้ยกกล้องขึ้นถ่ายฉากรถไฟสวนกันระหว่างขบวนที่โดยสารกับอีกหนึ่งซึ่งวิ่งขนานกันคนละทิศ --- สายฝนลงเม็ดไม่ขาดสาย เขากล่าวขอบคุณสำหรับภาพประทับใจตรงหน้า ไม่ใช่รถไฟ แต่เป็นภาพของชายคนนั้นที่เลือกสละเวลาจากสิ่งของน้อยชิ้นบนตัก หันมาทักทายคนแปลกหน้าเช่นเขา ในวันที่แสนทึมเทา เงาของเมฆก็ไม่อาจบดบังมิตรภาพต่างภาษา ชายแปลกหน้าเริ่มบทสนทนาผ่านภาษาญี่ปุ่น เขาตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษฉบับย่นย่อ ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจสารที่ใช้สื่อ รับรู้ได้เพียงความรู้สึกที่ส่งผ่านสีหน้า แววตา รอยยิ้ม

หากทุกคนในประเทศนี้และประเทศเขาเข้าใจกันเช่นนี้ก็คงดี แม้ไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน เพียง เข้าใจกันและกันจากภายในก็พอ

รถไฟขบวนนั้นเคลื่อนผ่านไปนานแล้ว








ศ.ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ตั้งคำถามขณะบรรยายในวิชาญ่ีปุ่นปริทัศน์ (A Review of Japan) ถึงความเครียดสะสมในแดนอาทิศอุทัย ที่คุกรุ่นผ่านความเป็นระเบียบ การแย่งชิง แข่งขัน กลั่นแกล้ง และความเรียบร้อย ซึ่งถูกจับจ้องโดยสายตาหลายคู่ของกลุ่มต่าง ๆ ผสมโรงด้วยชนชั้นที่ถูกปฏิเสธตลอดมา อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง

‘ที่ผ่านมานักวิชาการทั้งในและต่างประเทศเคยปฏิเสธการมีอยู่ของชนชั้น ผ่านการเอาคำจัดกัดความของกลุ่มมาครอบงำความคิด ครอบการมองเห็น ทั้งที่จริงแล้ว ชนชั้นแทรกตัวอยู่ในกลุ่มเหล่านั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน --- ตอนนี้นักวิชาญี่ปุ่นศึกษาหลายคนเปลี่ยนความคิด เลิกมองญี่ปุ่นในด้านนั้น เลิกเชื่อความคิดในอดีต และหันกลับไปศึกษาญี่ปุ่นใหม่ตั้งแต่ต้น เพื่อตอบคำถามใหม่อีกครั้งและเพื่อกระตุ่นเตือนญี่ปุ่นเองว่า เหตุใดยังไม่สามารถหลุดออกจากกับดัก หลังผ่านช่วงทศวรรษที่สูญหายไปได้ (The Lost Decade)’

ญี่ปุ่นสูญเสียหลายสิ่งไปในทศวรรษนั้น (ราว ค.ศ. 1990 - 2000) เศรษฐกิจที่กำลังเบียดแซงมหาอำอาจอย่างอเมริกาฯ การจ้างงานตลอดชีพที่สร้างความเหนี่ยวแน่นภายในกลุ่ม อุตสาหกรรมทั้ง กายภาพและมโนภาพ เจป๊อปที่ตีตลาดโลก บัดนี้เหลือเพียงเศษซากความทรงจำ

แม้กระทั่งตัวตนของคนญี่ปุ่นที่ได้สูญหายไปจากหน้าประวัติศษสตร์เช่นกัน ว่ากันว่าการแสดงออกต่อนักท่องเที่ยวที่เป็นอยู่ เป็นเพียงเปลือกนอก เมื่อคำนึงถึงระบบคนในและคนนอกแล้ว หากเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างความมั่งคั่งให้คนในประเทศ ย่อมเป็นคนนอกที่ต้องปฏิบัติดี ทว่ากับคนในนั้นต่างกันออกไป เพราะเป็นหนึ่งในคู่แข่งขันในสายวิชาชีพ เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงในตลาดทุนนิยม

ในวงวิชาการได้แบ่งตัวตนของคนญี่ปุ่นออกเป็นสองส่วน ซึ่งเหมือนกำลังละเลยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาไปสิ้น --- จริงหรือที่รอยยิ้มเหล่านั้นเป็นแค่เพียงการเสแสร้ง

‘จบไปพวกคุณอยากเป็นแค่ลูกจ้างที่ถูกมองว่าเป็นคนนอกที่เข้ามาแย่งงานคนในแบบนั้น หรือคุณจะเป็นเพื่อน เป็นมิตรที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพวกเขา ผ่านการทำความเข้าใจสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง โดยการตั้งคำถามกับญี่ปุ่นใหม่ทั้งหมด’ คำถามที่ ศ.ดร. อรรถจักร์ ฝากเอาไว้ให้แก่นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น ก่อนจบคลาสในภาคเรียนนั้น ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายที่อาจารย์จะเป็นผู้สอนในกระบวนวิชานี้ ด้วยเหตุผลหลากประการ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผู้สอนในภาคการศึกษาถัดไป

แม้เขาจะไม่ใช้นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และไม่ได้เป็นผู้เรียนในภาควิชาภาษาญี่ปุ่น เป็นเพียงผู้ที่สนใจในสังคม วัฒนธรรมของแดนปลาดิบ ก็อดขบคิดไปกับคำถามต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา

และยังมีอีกหลายส่วนที่งานวิจัยไม่อาจล่วงเข้าไปในพื้นที่แห่งความรู้สึก เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของใครต่อใครได้ --- มิตรภาพ เพื่อน และความไว้ใจ อาจเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้เข้าใจโลกที่ถูกปิดกั้นด้วยกำแพงต่าง ๆ ซึ่งเขากลับมาตั้งคำถามในขณะนี้ คำถามที่อาจารย์ไม่ได้ฝากไว้ ทว่า เป็นความรู้สึกของเขาต่างหากที่ฝากมา

‘ส่วนหนังสือที่ผมเขียนไว้ (Japanization, พ.ศ. 2547 เขียนโดย อรรถจักร สัตยานุรักษ์) คุณก็ฉีกทิ้งได้เลย เพราะข้อมูลในหนังสือเล่มนั้นล้าสมัยไปแล้ว ญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งอดีตและปัจจุบัน’ใช่ ญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งอดีตที่เขาเดินทางร่อนเร่ในแดนแปลกหน้า ทั้งในวิชาที่เขาเลือกเรียนเพื่อเข้าใจญี่ปุ่น ทั้งในงานเขียนที่ส่งอาจารย์ก้อย และในขณะนี้ที่เขากำลังถ่ายทอดบางสิ่งให้ใครต่อใครที่แวะเวียนมา







ชานชาลาสถานีฟูจิคะวะ (Fujikawa Station (Shizuoka))ดูขึงขังขึ้นเมื่อถูกย้อมด้วยน้ำจากเมฆ เขาก้าวออกจากรถไฟ วิ่งขึ้นไปบนสะพานที่เป็นทางออกของสถานี ระหว่างอยู่บนทางเชื่อมซึ่งอยู่เหนือแนวราง ก็พยายามชะเง้อมองหาภูเขาไฟลูกใหญ่ แต่ ก็พบเพียงกลุ่มเมฆขาวโพลนจับตัวกันและโอบอุ่มแนวเขาแถบนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว --- ไร้วี่แววฟูจิ

เกินครึ่งในความรู้สึกยอมรับความจริงตรงหน้า เหลืออีกเพียงเสี้ยวที่ยังไม่ยอมแพ้ คล้ายกับให้ความหวังตัวเอง พยายามเชื่อว่าเวลาจะล่วงผ่านไปพร้อมไอน้ำในอากาศที่ปิดล้อมภูเขาไฟลูกนั้นเอาไว้ ซึ่งควรจะจางหายไปเช่นกัน วันนี้ต้องได้เห็นฟูจิกับตา จึงเตร่ไปตามทางหาตำแหน่งแห่งที่ซึ่งจะมองเห็นฟูจิ

กระชับร่มคันโตท่ามกลางชุมชนเล็ก ๆ หากไม่นับเขาแล้ว ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนมาเดินเพ่นพ่านให้ยุ่มย่ามใจในชุมชนแบบนี้ --- พื้นที่ใกล้เขตอุตสาหกรรม มีบ้านเรือนสลับกับโรงงานขนาดเล็กใหญ่วางเป็นหย่อม ๆ

เช้าตรู่ที่มีเมฆและฝนเป็นเพื่อนร่วมทาง ทว่า แต่ละหนแห่งที่ก้าวผ่านกลับร้างผู้คน

เมืองแสนเงียบสงบ ‘หรือยังไม่เริ่มงานกันนะ’

ฟ้าทึมเทาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคราม พากำลังใจเบียดแซงความผิดหวังไปมากโข เขาเร่งฝีเท้าไปตามทางที่คิดว่าจะพาตนเองไปถึงตำแหน่งที่ประกอบไปด้วยรถไฟหัวกระสุนพร้อมฉากหลังเป็นภูเขาไฟลูกใหญ่

เนินหญ้าสีเขียวที่พบได้ตามอนิเมะญี่ปุ่น เป็นความคุ้นเคยผ่านความทรงจำในวัยเด็ก ตัวเอกของเรื่องมักมาที่เนินสูงซึ่งมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านเป็นฉากหลัง เขาก็เป็นตัวเอกของเรื่องนี้เช่นกัน ที่เดินทางมาข้ามทะเลเพื่อมาตามหาหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศ

พอพ้นขอบถนนซึ่งเคยปิดบังทิวทัศน์ของลานโล่ง ภาพตรงหน้าแจ่มชัดขึ้น ทุกย่างก้าวอัดแน่นด้วยความหวังพร้อมสิ่งที่วาดฝัน ภาพภูเขาไฟฟูจิได้ประทับอยู่ในความคิดของเขา เชื่ออย่างมั่นคงว่าหากก้าวพ้นแนวถนนที่ปิดกั้นทัศนียภาพเอาไว้ จุดหมายและปลายทางที่เฝ้าตามหาจะสิ้นสุดลง

และแล้วเขาก็ได้พบกับ













ภูเขาไฟฟูจิตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ทางรถไฟสายนี้กำลังแบกความผิดหวังของเขาจากเมื่อปีกลายไปยังทะเลสาบคะวะกุจิโกะ ตลอดสองข้างทางและเบื้องหน้าเผยตัวนักแสดงนำครั้งก่อนและครั้งนี้ รถไฟเคลื่อนผ่านชุมชน ลัดเลาะไปตามแนวเขา ก่อนเข้าสู่ชานชาลาปลายทาง

แดดจ้าส่องสะท้อนภูเขาสูงซึ่งปกคลุมโดยหิมะจากฤดูหนาวที่ผ่านมา พอมองย้อนกลับไปทางเดิมพลันต้องหลี่ตาเพื่อสู้กับแสงอาทิตย์

การเดินทางให้หลังจวบขวบปี กว่าเขาจะได้พบกับความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมธรรมชาติซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นจากการยกตัวและการแปรสัณฐานของเปลือกโลก ผ่านกาลและเวลาล่วงเลยจนกลายเป็นธรณีสัณฐาน กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นธรรมชาติ กลายเป็นทรัพย์กร และกลายเป็นสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นเครื่องประดับบารมีของมนุษยชาติ ตัวเอกที่แท้จริงของเรื่องนี้

แต่เพียงชั่วขณะที่รถบัสบริการนำเที่ยวพาเขาไปตามแหล่งต่าง ๆ ทั่วทะเลสาบ ความประทับใจที่เกิดขึ้นพลันหายไปกลายเป็นความเบื่อหน่าย เป็นความรู้สึกที่ไม่สมกับการรอบคอยมาแรมปี

เป็นที่ที่คงไม่หวนกลับมาหาอีก ต่างจากหลายมุมในญี่ปุ่นที่ยังคงคิดถึงและเฝ้าคอยการกลับไปเสมอความผิดหวังในครั้งนั้นทำให้เขาเลือกทะเลสาบแห่งนี้ แทนสถานที่ซึ่งให้เพียงความว่างเปล่า ทว่า ขณะจ้องมองฟูจิ เขาดันอยากกลับไปในความว่างเปล่าที่ถูกเดิมเต็มนั้นอีกสักครั้ง

‘คิดผิดที่มาดูฟูจิที่นี่’ 

ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คน ร้านรวงมากมาย ป้ายบอกทางอยู่ทุกมุมถนน แผ่นที่นำเที่ยวบอกแหล่งดูฟูจิตามบรรยากาศต่าง ๆ แต่เพราะเหตุใดกัน ทำให้เขาคิดว่าที่แห่งนี้ยังขาดสิ่งที่ไม่อาจเติมเต็มแวดล้อมเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งฟูจิเองก็ยังไม่สามารถมอบสิ่งที่เขาออกตามหาและเคยได้รับมาจากครั้งก่อน...




เรื่องเล่ายังไม่จบ
โปรดติดตาม


สามารถรับชมรูปภาพประกอบเรื่องราวได้ที่
https://fictionlog.co/c/5bad10cf3bddc8002791d697/

SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าตามรายทาง
ระหว่างทางที่อาจไปไม่ถึงปลายทางที่ฝันไว้
Writer
khaooatss
Writer
นักเขียนอิสระ ชื่นชอบการเดินทางและการเขียนงานสารคดี แต่งนิยายบ้างในบางขณะของชีวิต

Comments