01 เรื่องเล่าตามรายทาง | อิสระหรือกับดัก (ส่วนท้าย)
‘เราต้องยอมรับความหลากหลายทางความคิด’ 

อุดมการณ์ที่โรงเรียนชุมชนมุ่งหวังให้เกิดแก่นักเรียน การหล่อเลี้ยงพวกเขาเสมือนต้นไม้ในป่าใหญ่ ย่อมแตกกิ่ง ผลิใบ และออกดอกผลไม่เหมือนกัน ทุกต้นล้วนมีเอกลักษณ์ของตนเอง พวกเขาคือต้นกล้าบนผืนป่าใหญ่ ไม่ใช้ชิ้นส่วนในโรงงาน หรือในอีกทาง ก็เพื่อผดุงทรัพยากรชุมชนที่อยู่ในรูปของเยาวชนเอาไว้ ไม่ให้พวกเขาถูกกลืนด้วยสังคมกว้างที่คิดว่าชาติพันธุ์ไม่ใช่ไทยและไทยคือไทยเท่านั้น เพื่อให้เด็กได้เป็นไม้ใหญ่ในแนวป่า และปกป้องอัตลักษณ์ความเป็นชุมชนปกาเกอะญอแห่งนี้ต่อไป

พี่ถนัดได้ให้ทัศนะไว้เมื่อครั้งที่มาเยือนในฐานะชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นชุดความคิดที่เขาไม่เคยตั้งคำถามมาก่อน แต่กลับให้ค่าและตีความไปในทางบวกเสมอมา กระทั่งวันนี้ กลางสายฝนชุดดังกล่าว

เขากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเพียงลำพังในบ่ายวันนั้น ขณะเดินสำรวจชุมชนไปกับเพื่อนร่วมทาง ซึ่งครูเตยขอตัวไปจัดการธุระของตนต่อ --- อะไรคือข้อจำกัดของโรงเรียนชุมชน โอกาส เงิน ครูที่ดี หนังสือคุณภาพ ครอบครัว สังคม หรือเป็นที่ตัวเด็กเอง

ทิวทุ่งเขียมชอุ่มรอเวลาแตกรวง คลายความตึงเครียดภายใน วิถีการทำเกษตรกรรมในหุบเขา ต่างไปจากนาข้าวสุดลูกหูลูกตาในภาคกลาง ที่นี่มีภูเขาเป็นกำแพงกั้นสายตา เหมือนกรอบที่ถูกตีไว้

หากภูสูง ลำธาร และธรรมชาติรอบตัวของเด็กในชุมชนเป็นห้องเรียนในโลกกว้าง กลับกัน แนวป่าเขาที่ปิดกั้นพวกเขาอยู่ก็เป็นเสมือนรั้วล้อมรอบที่ตีกรอบ ไม่ให้เด็ก ๆ ปีนป่ายออกไปโดยง่าย หากไม่เพียรและพยายาม ซึ่งต้องมากกว่าเด็กภายนอก --- คิดแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ ‘นั่นสิ ให้ค่าของการศึกษาในระบบไปหรือเปล่า’

‘เราไม่ควรตีกรอบว่าต้องเรียนอย่างนั้น ต้องเรียนแบบนี้ ทางไหนที่คิดเหมาะสมจะเป็นบทเรียน และสามารถช่วยเด็ก ๆ หรือสังคม ก็ควรทำและส่งเสริมพวกเขาให้ได้เรียนรู้’ พี่ถนัด สามีของครูเก้ ครูชุมชนที่ทำหน้าที่สอนประจำในโรงเรียนชุมชนแห่งนี้ เคยกล่าวไว้อย่างนั้น

ด้านหนึ่ง หากเขายึดตามความคิดแรก โรงเรียนชุมชนกลางหุบเขาที่ถูกปิดล้อมไว้ทุกทิศทางมีข้อจำกัดเรื่องการพัฒนาและการเข้าถึงทรัพยากรที่จะนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาของเด็ก ๆ

แต่อีกทาง หากลองมองความคิดของพี่ถนัดที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้วิชาที่ไม่ได้บรรจุไว้ในหลักสูตรแกนกลาง ทว่าเป็นวิชาชีวิต ภูมิปัญญา และชุดอุดมการณ์ของชุมชนซึ่งตั้งใจถ่ายทอดส่งต่อให้แก่เยาวชนของพวกเขา

ไม่ว่าจะทางไหน ก็มีน้ำหนักทั้งคู่ที่จะเอามาหักล้าง เพราะคำพูดจากครูอาสาเองก็ไม่มีเจตนาร้ายในการใส่ความโรงเรียนที่ตนหอบกระเป๋ามาเพื่อช่วยเหลือและเรียนรู้ ส่วนพี่ถนัดก็มองในมุมของคนในพื้นที่

อีกข้อได้เปรียบของโรงเรียนบ้านห้วยหินลาดนอกที่ไม่อาจปฏิเสธได้‘หลักสูตรเรียนฟรีของจริง’ เพราะไม่มีค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน หรือค่าอื่นใดถูกเก็บซ้อนภายใต้นโยบายของโรงเรียน “เรียนที่บ้านไม่เสียเงิน ประหยัดกว่า ไม่มีค่าเทอม ไม่ต้องซื้อชุด จบ ป.6 เหมือนกัน” หนึ่งในผู้ปกครอง ที่ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในชุมชน หรือหนึ่งในเก้าครอบครัวที่ฝากความหวังไว้ไปการศึกษาทางเลือก

แต่ก็มีอีกหลายครอบครัวที่ไม่คิดเช่นนั้น โรงเรียนภายนอกตามหลักสูตรการศึกษาทั่วไปจึงเป็นทางที่พวกเขาเลือกแทน --- ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในหลักสูตรชุมชน เพียงแต่คาดหวังไว้กับสิ่งที่อยู่นอกหุบเขา
ราวกับว่าครอบครัวของนักเรียนในชุมชนห้วยหินลาดนอกกำลังเสี่ยงทายในการศึกษาทั้งสองระบบ โดยที่ไม่รู้เลยว่าทางที่ดี ที่เหมาะ ที่ควร หน้าตาเป็นอย่างไร หรือแท้จริงแล้วการมีทางเลือกเช่นนี้คืออิสระของชุมชน

โลกกว้างกับห้องเรียนแคบ ไม่ว่าทางใด คำตอบของคำถามคงต้องฝากไว้กับเด็กนักเรียนทั้งสองกลุ่ม กระนั้น คำถามพ่วงที่ต่อขบวนสงสัยมาก็เกิดขึ้นอีก ‘แล้วจะใช้มาตรวัดใดตัดสิน ---ใบปริญญา รายได้ หรือความสุขในชีวิต’และคำถามต่อ ๆ มาก็ยังตามมาสมทบไม่ขาด







ตกเย็นย่ำพระอาทิตย์ลาลับทิวเขา ครูเตยจึงชักชวนให้ไปพักที่บ้านครูเก้และพี่ถนัด ซึ่งยังไม่กลับมา ฝนได้โรยตัวลงมาทักทายกลางความมืด นำพาอากาศเย็นมาปกคลุมหุบเขาอีกครั้ง พร้อมอาหารเย็นที่คุณแม่พี่ถนัดจัดเตรียมไว้ให้พวกเขาอย่างดี ไม่ต่างจากการมาเยือนในครั้งแรกเมื่อหลายเดือนที่ผ่าน ชาวบ้านซึ่งมีความแตกต่างทางศาสนา ในชุมชนพุทธ ผี และคริสต์ กลับยินดีต้อนรับกลุ่มนักศึกษาทั้ง 60 คน ด้วยใจ

ให้หลังจากมื้อเย็นสิ้นสุด ครูเก้และพี่ถนัดก็กลับมาพร้อมห่าฝนชุดใหญ่ที่กระหน่ำไม่หยุดยั้ง ความยินดีปรากฏชัดบนใบหน้าของทั้งคู่ เช่นเดียวกับผู้คนทั้งหลายที่พวกเขาได้ไปทักทายเมื่อช่วงบ่าย ที่นี่ทุกคนยิ้มแย้ม สดใส พร้อมให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าอย่างพวกเขาไม่ว่าจะครั้งไหน

เช่นนี้ในวิชาใดของกระทรวงศึกษาธิการได้สอนไว้หรือไม่ --- หน้าที่พลเมืองอย่างนั้นหรือ แล้วเด็กนักเรียนหรือผู้ใหญ่ในเมืองได้ทำตามคำสอนของหลักสูตรแล้วหรือยัง

“พี่เรียนในเวทีเสวนา เรียนผ่านการแลกเปลี่ยนพูดคุย เรื่องไหนไม่รู้ไม่เข้าใจก็ถามคนที่รู้” นั่นคือห้องเรียนขนาดใหญ่ของพี่ถนัดและครูเก้ ผู้นำองค์ความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดให้เด็กนักเรียน โดยล่าสุดมีความร่วมมือกันระหว่างชุมชนและมูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ จังหวัดเชียงใหม่ คิดค้นบทเรียนผ่านการเล่านิทานและการปรับวิถีชุมชนสู่บทเรียน อาทิ วิชาภาษาไทยหากเป็นโรงเรียนปกติเราอาจคุ้นหูคำและประโยคที่ว่า ‘ตา ตามา ตามารถไฟ...’ แต่ที่นี่จะเป็น ‘มานะไปหาปู ได้ปูใส่ย่าม มานะไปหาปลา ได้ปลาใส่ย่าม’เพื่อให้นักเรียนได้จินตนาการถึงความจริงที่ว่า เชียงรายไม่มีรถไฟ แต่ห้วยหินลาดนอกมีปูและปลาในท้องนา

เขาใช้เวลาไปกับการพูดคุยกับพี่ถนัดและครูเก้ถึงประเด็นต่าง ๆ “การสอนไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพหรือวุฒิครูอย่างที่อื่น เด็ก ๆ ต้องการทุกคน” ครูเก้ ไม่ใช่ครูตามสายวิชาชีพ ไม่มีวุฒิปริญาหรือใบประกอบความถนัด

ผู้ที่ควรเป็นครูประจำโรงเรียนแห่งนี้กลับเป็นชายคนหนึ่งที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าคร่าตา อาจกล่าวได้ว่าเด็กนักเรียนก็คงไม่ต่างกัน เพราะให้หลังจากการสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับพี่ถนัดและครูเก้ มีชาวบ้านหลายคนให้ข้อมูลเกี่ยวกับครูประจำของโรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ขึ้นมาสอนตามคำสั่งของหน่วยงาน ทว่า เขากลับทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้า อุปกรณ์การสอน เต้นท์สนาม กระทะไฟฟ้า ร่องรอยของการมีตัวตนของเขา ซึ่งจะปรากฏตัวเมื่อมีการประเมินผลโรงเรียนหรือยามที่ใหญ่คนโตขึ้นมาเยี่ยมเยียน

“ครูเขาไม่เคยมาสอนวิชาที่ตัวเองลงไว้ อย่างวันอังคาร พุธ พฤหัสฯ เป็นวันสอนก็ไม่มา” “เป็นแบบนี้มาปีกว่าแล้ว” “เสียดายครูสาวที่เคยมาสอนที่นี่ เป็นครูประจำ อยู่กับเด็ก ๆ แต่ต้องย้ายไปที่อื่น” “ครูแซมออกไป ได้ครูใหม่ที่ไม่ได้เรื่อง”

นั่นเป็นหลากความเห็นจากคนพื้นที่ ซึ่งไม่อาจนำความไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อ่างแก้วฉบับนั้นได้ เพราะลำพังขั้วระหว่างการศึกษาปกติและการศึกษานอกระบบ เขาก็คิดไม่ตกแล้วว่าจะนำเสนอเนื้อหาทั้งหมดที่ได้รับมาให้เพียงพอต่อหน้าหนังสือพิมพ์ได้อย่างไร กอปรกับข้อจำกัดเรื่องหลักฐานเชิงประจักษ์และมุมมองอีกด้านหนึ่งของหน่วยงานที่ยังไม่สมบูรณ์ จึงละประเด็นนี้ไว้ ครั้งนี้เพียงเกริ่นไปตามเหตุการณ์ที่ได้รับมา

แม้ว่าโอกาสที่ได้รับมาจะไม่สมบูรณ์พร้อม โรงเรียนแห่งนี้ก็ยังขับเคลื่อนต่อไปด้วยกำลังของชุมชน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น

“เคยได้ยินเด็กหลายคนพูดถึงครูแซม พี่ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร แต่ตรงกระดานเล็กหน้าประตูโรงเรียน มีเด็กเขียนถามด้วยว่า ‘ครูแซมไปไหน’ ‘อยากเรียนกับครูแซม’ ” ครูเตยกล่าวถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กนักเรียนและครูผู้สอน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้ โดยกรณีครูแซมที่ถูกเอ่ยถึงในมุมต่าง ๆ ของชุมชน เมื่อสืบความแล้วจึงพบว่าเป็นครู กศน. ที่เคยสอนในโรงเรียนแห่งนี้เป็นเวลา 4 ปี







วันคืนถูกใช้ไปจนสิ้น การสัมภาษณ์และพูดคุยกับหลายฝ่ายเสร็จสิ้น ส่วนการเก็บข้อมูลด้านอื่น ๆ ได้ล่วงหน้าไปเกือบปี เพราะเริ่มขึ้นเมื่อธันวาคมปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559) ครั้งนั้นเขาและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ นำโดยชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ราว 60 ชีวิต เข้ามาในชุมชนที่มีความแตกต่างทั้งภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม 

การมีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงกับป่าในหลายครั้ง ค่อย ๆ เปลี่ยนแว่นมุมมอง ทัศนะ และความคิดที่มีต่อพวกชาติพันธุ์ แน่นอนว่าไม่ได้เชิดชู ยกย่อง หรือเหตุอกเห็นใจ เป็นเพียงความเข้าใจ การเก็บรวบรวมสิ่งอันจะมีประโยชน์ต่องานเขียนจึงไม่หนักหนาเหมือนการเดินทางที่ต้องตั้งต้นตั้งแต่ศูนย์ ทว่า มีทุนอยู่ก่อนแล้ว

ชุมชนที่ตั้งอยู่ในดินแดนแห่งรัฐเดียวกัน ในมุมมองของคนนอกและ ‘คนไทย’ ซึ่งแฝงเร้นไปด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม ยังมีอีกมากที่คิดและเห็นต่างว่า ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เป็นเพียงผู้ขออาศัย โดยใช้มาตราวัดชนชาติมาตั้งสิน ผนวกรวมกับวาทกรรมชนเผ่าทำลายป่า ภาพจำของชุมชนที่มีสีสันทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นความสวยงามของโลกใบนี้ จึงถูกตีตราในมุมลบเสียส่วนใหญ่

‘เขาเป็นคนไทยด้วยหรือ’ หลายคนถามเขากลับเช่นนั้น เมื่อเสนอความคิด ประเด็น หรือหัวเรื่องใด ๆ เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์

การเข้ามาเพื่อนำเสนอภาพของชาติพันธุ์ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เขาต้องเผชิญ กับผู้คนที่จะคอยตั้งคำถามผ่านแว่นแห่งอคติ ซึ่งบทเรียนในหนังสือหน้าที่พลเมืองไม่ได้จำกัดความเท่าเทียมของสังคมเล็ก ๆ เหล่านี้ไว้อย่างที่ควรจะเป็น

เพราะยังมีใครหลายคนที่ไม่เข้าใจความหมายของชุมชนในหุบเขา
เสียงหัวเราะในวันวานยังไม่จืดจางลง คืนหนึ่งในวงล้อมของภูเฌอ ท่ามกลางมรสุมซึ่งโปรยพรมความชุ่มฉ่ำให้พอชื้นแฉะ อากาศเย็นแวะเวียนมาทักทาย ละอองหมอกและกลิ่นดินลอยฟุ้งไปทั่วบรรยากาศ คืนที่ไม่เห็นดาวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันตั้งตัวก็ใกล้ถึงเวลาจากอีกครา

ท้ายที่สุดเมื่อได้รับฟังและพูดคุยกับบุคคล ทั้งคนนอกและคนใน ทั้งผู้ที่สนับสนุนความหลากหลายและคนที่ตั้งข้อสังเกตต่อการสอนดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่ครูและนักเรียน ตลอดจนผู้ปกครองชุมชนห้วยหินลาดนอก รอคอยคำตอบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือทักษะชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทั้ง 9 คน และอีกหลายคนซึ่งจะตามมาในอนาคตอันใกล้

แล้วสังคมไทยเองล่ะตัดสินการศึกษานอกระบบ มองโรงเรียนชุมชนนี้อย่างไร เราคาดหวังผลการจัดอันดับเช่นที่ผู้บริหารการศึกษาหลายคนมุ่งหวังจะไต่อันดับโดยการขีดกรอบและเคี่ยวเข็ญทุกหนทางเพื่อสู่เป้าหมายนั้น เป็นโรงงานการศึกษาอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน หรือเรามองความหลากหลายทางความคิด ความแตกต่างของเหล่าต้นกล้าเล็ก ๆ ซึ่งต้องเติบใหญ่ขึ้นมาแทนที่พวกเราทั้งหลาย เพื่อขับเคลื่อนสังคม กล่าวได้ว่าทั้งสองทางล้วนมีข้อดีข้อเสีย


“อยากเลี้ยงช้าง” เด็กชายฟีโน้ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอกบอกอย่างยิ้มแย้ม
“อยากเป็นหมอ” แตงโม เด็กหญิงจากโรงเรียนบ้านป่าตึงสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเอ่ยอย่างเขินอาย

พวกเขาต่างมีความฝัน ซึ่งรอการผลักดันจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แน่นอนว่าตัวผมและคุณผู้อ่านก็เช่นกัน ทุกคนคือแรงที่จะขับเคลื่อนพวกเขาไปในทางใดทางหนึ่ง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรกลับมาค้นหาคำตอบอย่างจริงจังสำหรับคำถามที่ค้างคากันมานับครึ่งศตวรรษว่า การศึกษาไทยควรไปในทิศทางไหนกันแน่ ห้องเรียนที่ปิดทึบ โลกกว้างที่เปิดอยู่ หรือหนทางที่จะผสานควบรวมทั้งสองเข้าด้วยกัน

“ยังไม่สายเกินไปใช่ไหม?” 

บรรทัดสุดท้ายของสารคดีที่เขาเรียบเรียงขึ้นจากความวุ่นวายของชุดข้อมูลซึ่งตีโต้ความตั้งใจแรกแตกกระเจิงไม่เป็นชิ้นดี งานเขียนที่ได้รับคำวิจารย์จากอาจารย์ที่ปรึกษาว่า ‘โลเล’ สำหรับเขาแล้วคงต้องน้อมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง นั่นเพราะเขาเองก็ไม่อาจตัดสินได้ว่า แบบแผนและระบบการศึกษาของโรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก ซึ่งเป็นการศึกษาทางเลือกนั่นเหมาะสม ได้เปรียบ หรือมีข้อเด่นด้อยอย่างไรเมื่อเทียบกับระบบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ

เขายังตอบไม่ได้






เช้าวันใหม่ก่อนลาจากหุบเขาแห่งความสงบ ทว่าสร้างความว้าวุ่นให้เขาไม่น้อย วันนี้ครูเก้เป็นตัวแทนของชุมชนมากล่าวลาอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากรอให้คุณลุงใจดีมารับเราเพื่อกลับไปยังทางหลวงหมายเลข 118 อีกครั้ง

ทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวเช่นเคย ประหนึ่งความคิดในหัวของเขาที่ยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน เวลาเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่ได้หวนคืนพื้นที่แห่งนี้ แม้ไม่กระจ่างในชิ้นงานที่ต้องกลับไปเขียน แต่ชิ้นส่วนของดวงใจได้ถูกเติมเต็มด้วยน้ำใจของคนในพื้นที่ --- คุณลุงไม่เรียกค่าเดินทางทั้งขาไปและกลับ

ความประทับใจที่ไม่อาจถ่ายทอดออกไปในพื้นที่ว่างของหนังสือพิมพ์ ถูกจารึกไว้ในความทรงจำและลานอักษรสมมติของเขา

กระนั้นก็ตาม หลังจากตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานหนังสือพิมพ์อ่างแก้ว ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 ประจำวันที่ 21 กันยายน - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ออกไปสู่สาธารณะ ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก ประเภทหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ประจําปี 2560 จากสถาบันอิศราและยูนิเซฟ ประเทศไทย

หรือแท้จริงแล้ว ประเทศไทยยังสับสนและหาหนทางให้แก่ระบบการศึกษาไม่ได้เช่นกัน ความโลเลที่ถูกถ่ายทอดออกไปในผลงาน‘โรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอก อิสระหรือกับดัก ?’อาจเป็นความในใจของใครหลายคนที่ไม่สามารถตอบได้เช่นกันว่า การศึกษาแบบไหนถึงจะเหมาะกับเด็กทั้ง 9 คน ในหุบเขา หรือหลักสูตรใดที่ควรก่อร่างสร้างไว้ให้เด็กไทยอย่างแท้จริง

คนไทย เขา หรือใครกันแน่ที่ผูกติดอยู่กับกับดักซึ่งเป็นเสมือนอิสระ แต่ทว่า ไม่ใช่เสรีภาพแห่งการศึกษาที่แท้จริง เราทุกคนอาจกำลังถูกขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น







หลังจากมุ่งมั่นตั้งใจเขียนงานชิ้นที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นงานซึ่งคล้ายกับการปริทัศน์สารคดีของตนเองในอดีต ก็ได้พบเจอทัศนะหนึ่งที่มีว่า เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเติบใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร คณิตกรณ์ หรือแพทย์สายต่างๆ เพราะบางคนอาจเป็นศิลปิน นักสร้างสรรค์สังคมจากความงาม ตลอดจนนักกิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนของตน หากยึดชุดความคิดนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเลือกการศึกษาระบบใดก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเลย เพียงแต่ว่า สังคมต่างหากที่ต้องเปิดใจยอมรับศิลปินตัวน้อยและเหล่านักกิจกรรมในอนาคตเหล่านั้น ให้มากพอกับผู้เชี่ยวชาญตามสายอาชีพหลัก

‘นั่นสินะ’ คำตอบของเขาในขณะนี้คงเป็นตามความในย่อหน้าข้างต้น ซึ่งอาจถูกสั่นคลอนไปตามกาลเวลาและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง


#เรื่องเล่าตามรายทาง


สามารถรับชมรูปภาพประกอบเรื่องราวได้ที่
https://fictionlog.co/c/5ba8dfc58836815ef1e567d5/ 
SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าตามรายทาง
ระหว่างทางที่อาจไปไม่ถึงปลายทางที่ฝันไว้
Writer
khaooatss
Writer
นักเขียนอิสระ ชื่นชอบการเดินทางและการเขียนงานสารคดี แต่งนิยายบ้างในบางขณะของชีวิต

Comments